บท
ตั้งค่า

เงาทะมึนจากอิทธิพลมืด 2

“เฮ้ย! นังหนูหน้าใหม่นี่นามาขายของที่นี่ รู้จักกฎของแถวนี้หรือเปล่า”

เสียงห้าวหาญและหยาบกระด้างดังขึ้นทำลายความสงบสุข เสี่ยวเวยชะงักมือค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่สงบนิ่ง

เบื้องหน้าของเธอคือชายฉกรรจ์สามคนยืนคุมเชิงอยู่ พวกมันสวมเสื้อกล้ามสีขาวซีดจนเหลืองที่เผยให้เห็นรอยสักมังกรเขียวที่วาดแบบหยาบๆ บนท่อนแขน กางเกงขากว้างทรงกระดิ่งที่ดูมอซอและตกยุค ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นและความเกเรที่สั่งสมมาจากการใช้ชีวิตข้างถนน

คนกลางที่ดูเหมือนจะเป็นหัวโจกคือต้าหู่นักเลงเจ้าถิ่นชื่อกระฉ่อนที่คอยรีดไถพ่อค้าแม่ค้าแถวหน้าโรงงานมานานนับปี ฟันเหลืองๆ ของมันแสยะยิ้มอย่างน่ารังเกียจขณะใช้สายตาโลมเลียมองสำรวจเสี่ยวเวยตั้งแต่หัวจรดเท้า

เสี่ยวเวยสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความหวาดกลัวที่ผุดขึ้นมาในสัญชาตญาณ เธอรู้ดีว่าในยุค 80 นี้กฎหมายยังเอื้อมมือไปไม่ถึงทุกซอกทุกมุม อิทธิพลมืดตามท้องถิ่นยังคงมีอำนาจกดขี่คนธรรมดา

“กฎอะไรหรือคะพี่ชาย” เสี่ยวเวยเอ่ยถามน้ำเสียงเรียบ “ฉันมาขายของหาเช้ากินค่ำ ขายอย่างสุจริตไม่ได้ไปเบียดเบียนที่ทางของใครเสียหน่อย”

“เหอะ! ปากคอเราะร้ายใช้ได้นี่หว่า” ต้าหู่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ พลางถ่มน้ำลายลงพื้นเฉียดรองเท้าของเสี่ยวเวยไปนิดเดียว “ที่ทางของรัฐก็จริง แต่ถนนเส้นนี้พวกข้าเป็นคนดูแล ใครหน้าไหนจะมาวางแผงขายของที่นี่ก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองมาซะดีๆ”

มันยื่นมือที่ดำสกปรกออกมาข้างหน้ากระดิกนิ้วยิกๆ “จ่ายมา 5 หยวน! แล้วฉันจะรับรองความปลอดภัยให้เอ็งขายของได้ตลอดยันลูกบวช”

5 หยวน!

เสี่ยวเวยเบิกตากว้างด้วยความโกรธ เงิน 5 หยวนในยุคนี้สามารถซื้อข้าวสารได้เป็นกระสอบ มันมากกว่ากำไรทั้งหมดที่เธอหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงในวันนี้เสียอีก นี่มันไม่ใช่ค่าคุ้มครองแต่มันคือการปล้นกันซึ่งๆ หน้า!

“5 หยวนนั่นมันมากเกินไปแล้วค่ะ ฉันเป็นแค่แม่ค้าขายน้ำแกงเล็กๆ กำไรวันหนึ่งยังไม่ถึง 5 หยวนเลยด้วยซ้ำ ฉันไม่มีให้หรอกค่ะ” เสี่ยวเวยตอบกลับเสียงแข็ง มือข้างหนึ่งค่อยๆ เลื่อนไปกำด้ามทัพพีเหล็กในหม้อไว้แน่น หากต้องสู้เธอก็พร้อมจะสู้ แม้แรงกายจะน้อยกว่าแต่เธอจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบง่ายๆ

“ไม่มีงั้นเหรอ” ต้าหู่หรี่ตามองแววตาเปลี่ยนจากความโลภเป็นความหยาบโลน มันก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอจนเสี่ยวเวยต้องถอยหลังไปชนรถเข็น “ไม่มีเงินงั้นก็เอาตัวเธอมาขัดดอกก่อนเป็นไง”

มันพุ่งสายตาไปที่ใบหน้าที่มอมแมมของเสี่ยวเวย ราวกับมองทะลุคราบเขม่าเข้าไปเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ “ดูๆ ไป หน้ามอมๆ แบบนี้ผิวพรรณกลับขาวผ่องใช้ได้ ถ้าจับไปอาบน้ำปะแป้งเสียหน่อยคงจะสวยไม่เบามานี่มาให้พี่ดูใกล้ๆ ซิ!”

ต้าหู่ยื่นมือหยาบกร้านหมายจะคว้าข้อมือเล็กของเสี่ยวเวยอย่างถือวิสาสะ

เสี่ยวเวยกัดฟันกรอด เงื้อทัพพีในมือเตรียมจะฟาดสวนกลับไปเพื่อป้องกันตัว แต่ทว่า

หมับ!

ยังไม่ทันที่มือนั้นจะถึงตัวเธอและยังไม่ทันที่ทัพพีจะได้ทำหน้าที่ มือปริศนาที่ใหญ่และแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กกล้าก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของต้าหู่เอาไว้ได้ทันท่วงที! แรงบีบนั้นมหาศาลจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น

กร๊อบ!

“โอ๊ยยย! ใครวะ ปล่อยฉันนะโว้ย!” ต้าหู่ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด พยายามสะบัดมือออกแต่ก็ไม่เป็นผล ราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน

“กองทัพมีนโยบายกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและอันธพาล พวกแกยังกล้ามาก่อความวุ่นวายในเขตโรงงานอีกงั้นหรือ อยากไปกินข้าวแดงในคุกทหารหรืออยากไปดัดสันดานที่ค่ายใช้แรงงาน!”

เสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความเย็นชาดังขึ้นเหนือศีรษะ ทำให้บรรยากาศโดยรอบพลันลดอุณหภูมิลงจนหนาวเหน็บ ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป

เสี่ยวเวยเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือนั้น พบกับร่างสูงสง่าที่ยืนตระหง่านดั่งภูเขาไท่ซาน เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบทหารบกสีเขียวเข้มที่ตัดเย็บประณีตและรีดจนเรียบกริบทุกระเบียดนิ้ว บนบ่าประดับอินธนูยศพันโทที่ส่องประกายวาววับ แผงอกกว้างและไหล่ที่ตั้งตรงบอกถึงระเบียบวินัยที่เข้มงวดดั่งเหล็กกล้า

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel