เงาทะมึนจากอิทธิพลมืด 1
“นั่นมันเกิดอะไรขึ้นทำไมคนงานถึงไม่รีบเข้าโรงงาน แต่ไปมุงรวมตัวกันอยู่ใต้ต้นไม้นั่น” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง
“เอ่อดูเหมือนจะมีแม่ค้าหน้าใหม่มาขายอาหารเช้าครับผู้พัน กลิ่นหอมแปลกๆ ลอยมาถึงตรงนี้เลยครับ หอมจนผมชักจะหิวแล้วสิ” ลูกน้องตอบพลางลอบกลืนน้ำลาย
เซียวเจิ้งเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อยจมูกของเขาไวต่อกลิ่นยิ่งกว่าสุนัขดมกลิ่น และกลิ่นหอมนี้มันไม่ใช่กลิ่นอาหารธรรมดา มันมีความบริสุทธิ์บางอย่างที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขา
เขามองฝ่าฝูงชนเข้าไปสิ่งแรกที่ดวงตาคมกริบของเขาสังเกตเห็น ไม่ใช่หม้อน้ำแกงที่ส่งควันโขมง แต่เป็นร่างบางของหญิงสาวในชุดปะชุนเก่าๆ ที่กำลังยืนหยัดอยู่กลางวงล้อมอย่างไม่เกรงกลัว
แม้ใบหน้าของเธอจะดูสกปรกมอมแมมจากการจงใจพรางตัว แต่รัศมีบางอย่างในตัวเธอกลับเจิดจรัสออกมาอย่างปิดไม่มิดท่าทางการตักอาหารที่มั่นคง ดวงตาที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว และรอยยิ้มที่สว่างไสวราวกับดวงตะวันยามเช้า มันช่างขัดแย้งกับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจนข้นแค้นของเธออย่างสิ้นเชิง
เขายืนกอดอกพิงกำแพงมองดูเธอจัดการกับลูกค้าขี้โมโหคนหนึ่งที่พยายามจะแซงคิวได้อย่างใจเย็นและชาญฉลาด โดยใช้คำพูดที่นุ่มนวลแต่เชือดเฉือนจนอีกฝ่ายต้องยอมถอยไปต่อแถวด้วยความละอาย
“แม่สาวน้อยคนนี้ไม่ธรรมดา”
เซียวเจิ้งเฉิงพึมพำกับตัวเองมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก เขาชื่นชมในความใจสู้ของหญิงสาวตัวคนเดียวที่กล้าออกมาเผชิญหน้าทำมาหากินท่ามกลางสังคมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้
“ผู้พันจะเข้าไปตรวจไหมครับ” ลูกน้องถาม
“ไม่ต้องปล่อยเธอไปก่อน วันนี้เรามีภารกิจสำคัญ” เซียวเจิ้งเฉิงตัดบท แต่ก่อนจะหันหลังเดินจากไป สายตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองร่างเล็กๆ นั้นอีกครั้ง
เขาไม่รู้เลยว่าการพบกันเพียงชั่วครู่ในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของโชคชะตาที่ผูกพันด้ายแดงระหว่างนายทหารผู้เย็นชากับแม่ค้าสาวผู้กุมความลับแห่งมิติเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
เมื่อตะวันโด่งพ้นหัวเสียงระฆังเข้างานดังขึ้นฝูงชนเริ่มซาลง น้ำแกงในหม้อใบใหญ่ก็เกลี้ยงฉาดจนหยดสุดท้าย เสี่ยวเวยปาดเหงื่อที่หน้าผากด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่เปี่ยมสุข เธอแอบคำนวณรายได้ในใจคร่าวๆ
‘สิบห้าหยวน พระเจ้า! วันเดียวฉันทำเงินได้มากกว่าค่าแรงครึ่งเดือนของคนงานพวกนี้เสียอีก!’
ขณะที่เธอกำลังเก็บกวาดข้าวของเตรียมตัวเข็นรถกลับ ท้องฟ้าที่เคยสดใสเมื่อเช้ากลับเริ่มมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เมฆฝนก้อนมหึมาเคลื่อนตัวปกคลุม ลมหนาวพัดกรรโชกแรงขึ้นจนฝุ่นตลบ เป็นสัญญาณเตือนถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำ
เช่นเดียวกับเส้นทางชีวิตของเธอแม้ก้าวแรกจะสวยงาม แต่หนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยขวากหนามและอุปสรรคจากผู้เสียผลประโยชน์ที่กำลังจับตามองเธออยู่เงียบๆ ในมุมมืด
ท้องฟ้าเหนือเขตโรงงานอุตสาหกรรมในยามบ่ายแก่ๆ เริ่มเปลี่ยนจากสีฟ้าใสเป็นสีเทาทะมึน เมฆฝนก้อนมหึมาเคลื่อนตัวต่ำลงมาราวกับผืนผ้าใบเปื้อนหมึกที่กำลังจะร่วงหล่นลงมาทับเมืองทั้งเมือง สายลมพัดกรรโชกแรงขึ้น หอบเอาฝุ่นผงและใบไม้แห้งให้ปลิวว่อน บรรยากาศอึมครึมราวกับจะสะท้อนถึงลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเงียบๆ
ทว่าสำหรับหลินเสี่ยวเวยแล้วหัวใจของเธอกลับพองโตด้วยความปิติยินดีที่สวนทางกับสภาพอากาศ
เธอฮัมเพลงเบาๆ ในลำคอขณะขะมักเขม้นเก็บถ้วยชามกระเบื้องและเช็ดทำความสะอาดรถเข็นไม้คู่ใจจนสะอาดเอี่ยม ยอดขายในวันแรกช่างน่าพึงพอใจยิ่งนักเกินกว่าที่เธอคาดหวังไว้หลายเท่าตัว เงินหยวนและเหรียญย่อยที่ถูกม้วนเก็บไว้อย่างดีในกระเป๋าเสื้อตัวในแนบชิดกับหน้าอกส่งผ่านความอุ่นวาบเข้ามาถึงหัวใจ
มันไม่ใช่แค่เงินแต่มันคือหลักประกันแห่งชีวิตในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพง การมีเงินสดติดตัวทำให้เธอรู้สึกถึงความมั่นคงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้
‘กลับไปถึงห้องจะแวะซื้อแป้งสาลีกับไข่ไก่สักหน่อย พรุ่งนี้จะได้มีเมนูใหม่ๆ มาขาย’
เสี่ยวเวยวางแผนในใจอย่างมีความสุข ขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตาผูกเชือกรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ให้แน่นเตรียมเข็นรถกลับ เงาดำสายหนึ่งก็ทาบทับลงมาบดบังแสงสว่างตรงหน้า พร้อมกับกลิ่นบุหรี่ราคาถูกที่ฉุนกึกจนแสบจมูก
