เงาทะมึนจากอิทธิพลมืด 3
ใบหน้าของเขาคมเข้มราวกับรูปสลักจากหินผา คิ้วกระบี่พาดเฉียงเหนือดวงตา และนัยน์ตาคู่คมปราบดั่งพญาเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อด้วยความสมเพช
เซียวเจิ้งเฉิงนั่นเอง
“ผะ ผู้พันเซียว!”
ต้าหู่หน้าถอดสีทันทีที่เห็นใบหน้ามัจจุราชของชายผู้นี้ ขาแข้งของมันเริ่มสั่นพับๆ ชื่อเสียงของเซียวเจิ้งเฉิงหรือฉายายมทูตหน้าหยกในเรื่องความเด็ดขาดและการปราบปรามอาชญากรรมนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเขตมณฑล ไม่มีนักเลงหน้าไหนกล้าหือกับเขา
“ผม ผมขอโทษครับผู้พัน! ผมแค่... แค่มาทักทายน้องสาวคนนี้เฉยๆ!” ต้าหู่ละล่ำละลักแก้ตัว เหงื่อแตกพลั่ก
“ทักทายด้วยการรีดไถและลวนลามงั้นเหรอ” เซียวเจิ้งเฉิงแค่นเสียงในลำคอ แววตาวาวโรจน์ขึ้น “ไสหัวไป! ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจลากคอพวกแกไปขึ้นศาลทหารเดี๋ยวนี้”
เขาสะบัดมือออกเพียงเล็กน้อย แต่แรงส่งนั้นมหาศาลจนทำให้ร่างหนาของต้าหู่เสียหลักล้มคะมำลงไปกองกับพื้นโคลนอย่างหมดสภาพ
“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” ต้าหู่กัดฟันกระซิบก่อนจะรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนีไปพร้อมกับลูกสมุนอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมา
แปะ แปะ...
สายฝนเม็ดใหญ่เริ่มโปรยปรายลงมา กระทบกับหลังคารถเข็นดังเปาะแปะ เซียวเจิ้งเฉิงยืนนิ่งปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองหญิงสาวที่เขาเพิ่งช่วยไว้ เขาตั้งใจจะเพียงแค่ตักเตือนให้เธอระวังตัวตามหน้าที่ แต่เมื่อได้สบตากับดวงตากลมโตคู่นั้นในระยะประชิดเขากลับเป็นฝ่ายที่ชะงักไปครู่หนึ่ง
ภายใต้คราบเขม่าและเสื้อผ้าเก่าๆ ดวงตาคู่นั้นช่างแน่วแน่และงดงามเหลือเกิน มันไม่ได้มีความหวาดกลัวแบบหญิงสาวทั่วไปที่เพิ่งเจอเรื่องร้าย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบนิ่งและศักดิ์ศรีที่หาได้ยากยิ่ง ราวกับดอกบัวขาวที่ผุดขึ้นกลางบ่อโคลนตม
“คุณเป็นอะไรไหม” เขาเอ่ยถามเสียงทุ้มของเขาอ่อนโยนลงกว่าตอนที่ตวาดใส่นักเลงหลายส่วน
เสี่ยวเวยค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก มือที่กำทัพพีคลายลงเธอรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นรัวแรงในอกข้างซ้าย ไม่ใช่เพราะความกลัวแต่น่าจะเป็นเพราะความรู้สึกตื้นตันอย่างประหลาดที่เอ่อล้นขึ้นมา
ตั้งแต่เธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ เธอต้องต่อสู้ดิ้นรนวางแผนเพียงลำพังมาตลอด ท่ามกลางยุค 80 ที่แห้งแล้งและโหดร้าย ชายตรงหน้าคือคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและปกป้องเธอด้วยความจริงใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ แผ่นหลังกว้างของเขาที่ยืนบังเธอจากอันธพาลเมื่อครู่ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ฉันไม่เป็นไรค่ะขอบคุณท่านผู้พันมากที่ช่วยชีวิตฉันไว้” เสี่ยวเวยก้มศีรษะขอบคุณอย่างสุภาพและจริงใจ
เซียวเจิ้งเฉิงกวาดตามองร่างบางที่ยืนท้าลมฝน “คราวหน้าคราวหลังหาทำเลที่ปลอดภัยกว่านี้หน่อยหรือไม่ก็มาขายให้สายกว่านี้ ยุคสมัยนี้คนดีมีน้อยคนร้ายมีมาก เงินทองเป็นของนอกกายอย่าเอาชีวิตมาเสี่ยงกับเงินไม่กี่หยวนเลยมันไม่คุ้ม”
เสี่ยวเวยเงยหน้าขึ้นสบตาเขารอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเธอผุดขึ้น เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยแต่ทว่าเข้มแข็ง จนทำให้หัวใจแกร่งของเซียวเจิ้งเฉิงถึงกับสั่นคลอน
“สำหรับคนที่มีพร้อมอย่างท่าน เงินไม่กี่หยวนอาจเป็นแค่เศษเงินแต่สำหรับคนตัวเล็กๆ อย่างฉันเงินเหล่านี้คือลมหายใจที่จะต่อชีวิตให้รอดไปได้ในวันพรุ่งนี้ค่ะ”
คำพูดของเธอเสียดแทงเข้าไปในใจของนายทหารหนุ่ม เขานิ่งอึ้งไปไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบที่ลึกซึ้งและเจ็บปวดเช่นนี้จากปากแม่ค้าตัวน้อย
“แต่ถึงอย่างนั้น” เสี่ยวเวยเปลี่ยนน้ำเสียงให้สดใสขึ้นแววตาเป็นประกาย “ฉันก็นับถือในความเมตตาของท่านจริงๆ ค่ะ หากวันหน้ามีโอกาส ฉันขอเลี้ยงอาหารท่านสักมื้อแทนคำขอบคุณได้ไหมคะเป็นอาหารฝีมือฉันเอง แม้จะไม่หรูหราเหมือนภัตตาคาร แต่รับรองว่ารสชาติไม่แพ้ใครในปฐพีค่ะ”
ความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวของเธอทำให้เซียวเจิ้งเฉิงประหลาดใจ หญิงสาวผู้นี้มีกลิ่นอายที่แตกต่างจากหญิงชาวบ้านทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ความสง่างามที่แฝงอยู่ในความยากจนทำให้เขารู้สึกสนใจในตัวตนของเธอมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
