อาหารเลิศรสหน้าโรงงานทอผ้า 3
หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมสวมผ้ากันเปื้อนเปื้อนฝุ่นฝ้ายหยุดชะงักฝีเท้าเป็นคนแรก เธอสูดจมูกฟุดฟิดทนต่อแรงดึงดูดของกลิ่นนี้ไม่ไหว เดินตรงดิ่งเข้ามาที่รถเข็นด้วยความสนใจ
เสี่ยวเวยเงยหน้าขึ้นยิ้มละไมภายใต้ใบหน้าที่ถูกพรางด้วยเขม่าถ่านจางๆ แม้จะดูมอมแมม แต่ดวงตากลับพราวระยับดั่งดวงดาวในคืนมืดมิด
“อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่สาว นี่คือน้ำแกงผักกาดขาวสูตรลับของตระกูลฉันเองค่ะ ทานคู่กับหัวไชเท้าดองกรอบๆ สามรสช่วยขับลมแก้หนาวและทำให้สดชื่นมีแรงทำงานไปทั้งวัน ราคาเพียงชามละ 2 เหมาเท่านั้นค่ะ”
“2 เหมาเชียวหรือแพงกว่าซาลาเปาลูกใหญ่เสียอีกผักกาดขาวต้มเนี่ยนะ” หญิงคนงานขมวดคิ้วด้วยความลังเลเงิน 2 เหมาไม่ใช่เงินน้อยๆ สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ
“ของดีหรือไม่ดี ลิ้นของพี่สาวจะเป็นคนตัดสินเองค่ะ” เสี่ยวเวยกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจแต่เปี่ยมด้วยความอ่อนน้อม “ลองชิมดูก่อนเถอะค่ะ หากไม่อร่อยจริง ฉันยินดีให้ทานฟรี ไม่คิดเงินแม้แต่เฟินเดียว!”
คำท้าทายนี้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น หญิงคนงานตัดสินใจพยักหน้า “ได้! ถ้าไม่อร่อยฉันจะประจานให้ลั่นโรงงานเลยนะ”
เสี่ยวเวยตักน้ำแกงใสแจ๋วลงในชามกระเบื้องขอบบิ่นเล็กน้อยแต่ล้างสะอาดสะอ้าน คีบหัวไชเท้าดองวางเคียงข้างแล้วส่งให้ลูกค้าคนแรกด้วยสองมือ เมื่อหญิงคนงานยกชามขึ้นซดน้ำแกงคำแรกรูม่านตาของเธอพลันขยายกว้าง!
น้ำแกงที่ดูใสราวน้ำเปล่ากลับมีความหวานล้ำลึกที่ซึมซาบเข้าสู่ทุกอณูของลิ้น มันไม่ใช่รสหวานเลี่ยนของน้ำตาลทรายแต่มันคือความหวานของผักที่สดใหม่ถึงขีดสุด เป็นรสชาติของธรรมชาติที่แท้จริง ความร้อนของน้ำแกงไหลลงสู่กระเพาะขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมร่างกายมาตลอดเช้าให้มลายหายไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
เมื่อเธอคีบหัวไชเท้าดองเข้าปาก กรุบ! เสียงเคี้ยวที่ดังกรอบสนั่น รสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ที่ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ ตัดกับรสหวานของน้ำแกง ยิ่งทำให้เจริญอาหารจนหยุดไม่อยู่
“สวรรค์ นี่มันอร่อยมาก! ฉันไม่เคยกินผักที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต” หญิงคนงานอุทานเสียงดังลั่นลืมเรื่องราคา 2 เหมาไปเสียสนิท เธอซดน้ำแกงโฮกฮากจนหมดชามในพริบตา
“น้องสาวขออีกชาม แล้วห่อกลับบ้านให้ฉันอีกถุงด้วยผัวฉันต้องชอบแน่ๆ”
คำชมจากปากต่อปากเปรียบเสมือนไฟลามทุ่ง คนงานที่เดินผ่านไปมาและลังเลอยู่ในตอนแรกต่างกรูกันเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อร่อยขนาดนั้นเชียวเหรอขอฉันลองบ้าง!”
“ฉันเอาหนึ่งชาม! ขอหัวไชเท้าเยอะๆ หน่อยนะแม่สาวน้อย”
“เร็วๆ หน่อย ฉันจะเข้างานสายแล้ว!”
เสียงตะโกนสั่งอาหารดังระงมไปทั่วบริเวณรถเข็นไม้เก่าๆ ของเสี่ยวเวยกลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจในพริบตา เสี่ยวเวยมือระวิงเป็นระวิงเธอตักน้ำแกงคีบผักรับเงินและทอนเงิน ด้วยท่วงท่าที่คล่องแคล่วและสง่างามราวกับกำลังร่ายรำ แม้เหงื่อเม็ดเล็กๆ จะผุดพรายขึ้นตามไรผม แต่รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าของเธอกลับไม่เคยจางหาย เธอจดจำรายละเอียดของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ
เหรียญทองแดงและธนบัตรใบย่อยเริ่มพูนขึ้นในตะกร้าสานใบเล็กที่วางข้างกาย เสียงกระทบกันของเหรียญคือดนตรีที่ไพเราะที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ หัวใจของเสี่ยวเวยพองโตด้วยความปิติ นี่คือก้าวแรกของการพลิกชะตาในยุค 80 นี้ ความเหนื่อยล้าจากการยืนนานๆ มลายหายไปเมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของลูกค้าที่ได้ทานอาหารฝีมือเธอ
ทว่าท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดรุมล้อม มีสายตาคมกริบคู่หนึ่งจับจ้องเหตุการณ์ทั้งหมดมาจากมุมถนนฝั่งตรงข้าม
เซียวเจิ้งเฉิงชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารบกสีเขียวเข้ม ยศพันโทแห่งกองทัพภาคกลาง เขากำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยของพื้นที่ร่วมกับลูกน้องคนสนิท เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในงานต้อนรับคณะผู้แทนจากต่างเมือง
ใบหน้าคมเข้มที่หล่อเหลาแต่ดุดันคิ้วกระบี่พาดเฉียง และดวงตาดุจพญาเหยี่ยว ทำให้ผู้คนที่เดินสวนทางต้องรีบหลบสายตาด้วยความยำเกรง
