อาหารเลิศรสหน้าโรงงานทอผ้า 1
เธอกลับมายืนอยู่ในห้องเช่ารูหนูอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา เห็นฝุ่นผงที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ ท้องร้องโครกครากเตือนให้รู้ว่าร่างกายนี้ต้องการอาหารเสี่ยวเวยเดินไปค้นกระเป๋ากางเกง เทเหรียญทั้งหมดที่มีออกมานับ
“หนึ่งหยวนสามเหมาห้าเฟิน” เงินเพียงเท่านี้ ในยุค 80 อาจจะซื้อซาลาเปาได้ไม่กี่ลูก แต่สำหรับคนที่มีมันสมองจากศตวรรษที่ 21 และมิติวิเศษอยู่ในมือ มันคือเงินทุนตั้งตัว
เธอหวนนึกถึงโรงงานทอผ้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากห้องเช่าในยุคนี้ พนักงานโรงงานรัฐวิสาหกิจถือเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้มั่นคง มีชามข้าวเหล็กถืออยู่ในมือพวกเขายอมจ่ายเงินเพื่ออาหารรสเลิศที่ช่วยเติมเต็มกระเพาะหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน
“คนอื่นอาจจะมองว่าการไปขายของหน้าโรงงานเป็นงานต้อยต่ำ แต่สำหรับฉันมันคือทำเลทองคือบ่อเงินบ่อทอง!”
แผนการในหัวเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง เธอจะใช้ผักและน้ำพุจากมิติวิเศษปรุงอาหารธรรมดาให้กลายเป็นเมนูเลิศรสที่ใครได้กินต้องติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้นแต่ก่อนอื่น
เสี่ยวเวยเหลือบมองกระจกอีกครั้ง ความงามที่เจิดจรัสเกินไปในตอนนี้ อาจนำภัยมาสู่ตัวมากกว่าโชคลาภในสังคมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หญิงสาวตัวคนเดียวที่สวยเกินงามมักตกเป็นเหยื่อของอันธพาล
เธอเดินไปที่เตาถ่านเก่าๆ ใช้ปลายนิ้วป้ายคราบเขม่าสีดำที่ก้นหม้อ แล้วนำมาทาบางๆ บนใบหน้าและลำคอ กลบความขาวผ่องให้ดูหมองคล้ำลงเล็กน้อย พรางความโดดเด่นให้กลายเป็นความธรรมดาที่กลมกลืนไปกับฝูงชน
“รอให้ฉันมีเงิน มีอำนาจ และแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองได้เสียก่อนเถอะวันนั้น หลินเสี่ยวเวยคนนี้จะเฉิดฉายให้ดู” ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น ริมฝีปากยกยิ้มที่มุมปาก
“ปี 1985 ฉันมาแล้ว และฉันจะพลิกชะตาชีวิตนี้ให้กลายเป็นตำนาน!”
แสงแดดตอนเช้าสาดส่องลงมาอาบไล้หลังคาบ้านเรือนที่มุงด้วยกระเบื้องสีเทาในตรอกซอยเก่าๆ ขับไล่ความมืดมิดของรัตติกาลให้จางหายไป กลิ่นอายของยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและความหวังใหม่ๆ อบอวลอยู่ในอากาศยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิ ปี 1985
หลินเสี่ยวเวยตื่นขึ้นมาพร้อมกับพละกำลังที่เอ่อล้นอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในร่างเดิม ความรู้สึกหนักอึ้งและปวดร้าวตามข้อต่อมลายหายไปจนหมดสิ้น ร่างกายของเธอได้รับการชำระล้างจากน้ำพุวิเศษจนเบาสบายราวกับขนนก ความอ่อนแอที่เคยเป็นดั่งโซ่ตรวนผูกมัดชีวิตอันน่าเวทนาของเจ้าของร่างเก่า ตอนนี้ถูกปลดพันธนาการออกไปจนสิ้น
เธอสูดลมหายใจลึก กลิ่นอับชื้นในห้องเช่าดูเหมือนจะเจือจางลงด้วยพลังใจที่ฮึกเหิม เสี่ยวเวยหยิบถุงผ้าใบเล็กเก่าๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนออกมาเทดูเศษเงินที่เหลืออยู่
“หนึ่งหยวนห้าเหมาสามเฟิน”
มีเพียงไม่กี่หยวนกับเศษเงินอีกไม่กี่เหมา มันคือเงินก้อนสุดท้ายที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของหลินเสี่ยวเวยคนเก่า หากเธอไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างในวันนี้ วันหน้าแม้แต่น้ำข้าวต้มเจือจางใสๆ ก็คงไม่มีให้ตกถึงท้อง และจุดจบของเธอก็คงไม่ต่างจากเดิมคือการหนาวตายและอดตายอย่างโดดเดี่ยว
‘ในเมื่อฟ้าประทานโอกาสที่สองและของวิเศษมาให้ฉันแล้ว ฉันจะมัวรอช้าอยู่ได้ยังไง ฟ้าลิขิตหรือจะสู้มานะคน!’
เสี่ยวเวยลุกขึ้นจากเตียงเตาเดินไปลงกลอนประตูห้องเช่าอย่างแน่นหนาเพื่อความปลอดภัย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครแอบมองเธอจึงเพ่งสมาธิไปที่แหวนหยกบนนิ้ว
“เข้า”
เพียงแค่ความคิด ร่างบางของเธอก็พลันหายวับไปจากห้องเช่าที่ซอมซ่อ
วูบ!
เสี่ยวเวยมาปรากฏตัวอีกครั้งท่ามกลางมิติวิเศษด้วยร่างกายเนื้อจริงๆ เท้าเปล่าของเธอสัมผัสกับผืนดินสีดำนุ่มละมุนที่อุดมสมบูรณ์ ลมหายใจสูดเอากลิ่นอายบริสุทธิ์ของพลังปราณเข้าไปเต็มปอด ความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย
