บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 ฉันข้ามภพมาเหรอ (ตอนต้น)

ตอนที่ 1 ฉันข้ามภพมาเหรอ (ตอนต้น)

ตูม!

เสียงวัตถุขนาดใหญ่ชนกันดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอาหญิงสาวที่นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ถึงกับตกใจตื่นขึ้นมา เธอสะดุ้งจนตัวโยน ก่อนที่จะใช้มือข้างหนึ่งจับที่หน้าอกด้านซ้าย เพื่อข่มใจที่กำลังเต้นแรงให้สงบลง แล้วพูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ

“ใครทำบ้าอะไรกันเนี่ย ถ้าฉันหัวใจวายตายละก็ ฉันจะไปเข้าฝันบอกพ่อให้มาเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลย คอยดูสิ”

หลังจากได้พูดระบายอารมณ์ไปแล้ว เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

แต่ทว่ายังไม่ทันได้ถอนจนสุดลมหายใจ ก็มีเหตุให้ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อภาพตรงหน้าแปลกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะหญิงสาวคิดว่ากำลังนั่งอยู่ในห้องนอนของตัวเอง

แต่ที่ไหนได้ เมื่อเบิกตาดูชัด ๆ กลับกลายเป็นว่าเธอกำลังนั่งอยู่ในห้องนอนของใครก็ไม่รู้ ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ห้องนอนแบบทั่วไปด้วย

เพราะที่นี่ดูเหมือนจะเป็นเรือนรูปแบบจีนโบราณหลังหนึ่ง บรรยากาศค่อนข้างสงบ ผนังไม้สีเข้มขัดมัน ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดล้วนเป็นไม้แกะสลักแบบโบราณ

บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมีชุดน้ำชาดินเผาวางอยู่อย่างเรียบร้อย กลิ่นหอมอ่อนของชาและสมุนไพรลอยปะปนอยู่ในอากาศ ใกล้มุมห้องมีฉากกั้นวาดภาพภูเขาและสายน้ำ ส่วนด้านข้างเก้าอี้ที่เธอกำลังนั่งอยู่นั้น คือโต๊ะเครื่องแป้งที่มีเครื่องประทินผิววางอยู่เต็มไปหมด

“ที่นี่มันที่ไหน? แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” หญิงสาวถามตัวเองอย่างงุนงง

ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงค่อย ๆ หันมองไปทางโต๊ะเครื่องแป้งแล้วมาหยุดที่กระจก และเมื่อเห็นตัวเองในนั้นก็ต้องเบิกตากว้างและตื่นตกใจอีกครั้ง

เนื่องจากภาพในกระจกดันเห็นตัวเองอยู่ในชุดจีนโบราณ ที่ทำจากผ้าไหมเนื้อบางสีแดงเข้ม ปักลายดอกโบตั๋นและนกหงส์ด้วยด้ายทองระยิบระยับ ตัวเสื้อออกแบบเปิดไหล่ เผยผิวเนียนขาวนวลตัดกับสีผ้าอย่างโดดเด่น ชายผ้าคลอเคลียไปตามลำแขนอย่างอ่อนช้อย สาบเสื้อเย็บแต่งด้วยผ้ามันเงา เพิ่มความอ่อนหวานและแฝงความเย้ายวนเอาไว้

เมื่อความแน่ใจแล้วว่านี่คือตัวเอง จึงยืนขึ้นเต็มตัว แล้วพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน

“นี่มันอะไรกันเนี่ย หลินจือเสี้ยว เธอมาที่นี่ได้ยังไง แถมยังแต่งชุดอะไรก็ไม่รู้ เหมือนตัวละครจีนโบราณเลย อย่าบอกนะว่า....”

ทว่าเพียงครู่เดียวก็ตั้งสติได้ เพราะคิดว่าต่อให้ร้อนรนไป ก็คงไม่ได้ช่วยอะไร

หลินจือเสี้ยวพยายามคิดปะติดปะต่อเรื่องราวไม่เข้าใจว่าเวลานี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“จำได้ว่าก่อนหน้านี้ฉันรีบไปสอบวิชาสุดท้ายแล้วดันตื่นสายนิดหน่อย เพราะเมื่อคืนดื่มฉลองกับเหล่าเพื่อน ๆ จนเมา เหลือเวลาเพียงแค่สามสิบนาที ที่จะต้องไปให้ถึงห้องสอบ ฉันรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกจากอพาร์ตเมนท์...”

หญิงสาวพูดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นช้า ๆ และพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำได้ว่าเธอวิ่งมาถึงหน้าอพาร์ตเมนท์ จากนั้นโบกแท็กซี่คันที่อยู่ใกล้ที่สุด เมื่อเปิดประตูเข้าไปนั่งก็ได้บอกกับคนขับอย่างเร่งรีบ “ไปมหาวิทยาลัยชิงหัวค่ะ ด่วนที่สุดเลยนะคะคุณลุง หนูต้องเข้าห้องสอบก่อนแปดโมงเช้า”

“แบบนั้นไม่ดีหรอกมั้งหนู ขับรถเร็วเกินไป ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา พวกเราจะไม่เหลือเอาน่า อะไหล่อย่างลุงหายากเสียด้วย” คนขับแท็กซี่ตอบกลับมาอย่างไม่เห็นด้วย และพยายามมพูดติดตลกเพราะไม่อยากเคร่งเครียดเกินไป“หนูเข้าใจที่คุณลุงพูดนะคะ แต่ช่วยหนูหน่อยเถอะนะคะ หนูรีบจริง ๆ วันนี้เป็นสอบวันสุดท้าย ถ้าผ่านการสอบวันนี้ไปแล้วหนูก็จะเรียนจบ แต่ถ้าหนูไปไม่ทันสอบวันนี้ หนูต้องลงทะเบียนเรียนใหม่ กว่าจบอีกทีปีหน้าเลยนะคะ ถ้าคุณลุงโดนปรับก็ติดต่อหาหนูได้เลย หนูจะจ่ายค่าปรับให้ทั้งหมดเอง คุณลุงช่วยหนูหน่อยนะคะ”

หลินจือเสี้ยวพยายามรบเร้าลุงคนขับแท็กซี่ นั่นเพราะเธอไม่มีหาทางอื่นแล้วจริง ๆ ถ้าหากหายตัวแล้วไปโผล่ที่ห้องสอบได้ เธอก็คงทำไปแล้ว

คนขับได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเสียมิได้ รู้ก็รู้ว่าการขับรถเร็วเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ แต่เมื่อเห็นเด็กรุ่นลูกมีความตั้งใจในการเรียนแล้ว เขาก็อดที่จะช่วยไม่ได้

ในที่สุดลุงคนขับยอมทำตามความต้องการของเธอ

“ก็ได้ ๆ ลุงจะพยายามนะ นั่งดี ๆ ก็แล้วกัน”

หลังจากพูดจบรถแท็กซี่ก็เคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็ว คนขับพยายามทำเวลาอย่างสุดฤทธิ์ เพื่อที่จะไปส่งผู้โดยสารให้ถึงเป้าหมายทันเวลาให้ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องใช้ความเร็วที่มากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้ระมัดระวังน้อยลงไปเลย

เวลาผ่านมาแล้วสิบนาที หลินจือเสี้ยวก็ยังคงมีความกังวลมาก เธอนั่งแทบจะไม่ติดเบาะ ในใจคิดว่าถ้าไม่ทันขึ้นมาจริง ๆ จะไปขอร้องอาจารย์ประจำรายวิชายังไงดี เพื่อขอสิทธิ์สอบอีกครั้ง

“คุณลุงคะ ช่วยเร่งให้อีกหน่อยได้ไหมคะ หนูกลัวว่าจะไม่ทันค่ะ เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีแล้ว” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ร้อนรน สายตามองไปนอกถนนเพื่อดูว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว

“เร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ มันอันตรายมากรู้ไหม ต่อให้เราจะระมัดระวังขนาดไหน หากว่าคนอื่นเขาไม่ระวัง เราก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน ถ้าเร่งความเร็วมากนี้ แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริง ๆ ลุงรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ” ลุงคนขับเองก็ตอบกลับมาอย่างกังวลใจเช่นกัน นี่เขาก็ทำเกินที่กฎหมายกำหนดแล้ว หากยังเร่งเครื่องอีก แล้วเกิดอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบกันล่ะ

“เร่งให้หนูหน่อยเถอะนะคะคุณลุง หนูขอร้อง อีกอย่างเราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นมั้งคะ” หลินจือเสี้ยวยังคงดื้อรั้นที่จะรบเร้าต่อ เป็นเพราะว่าเธอเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ

ทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็เกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ เมื่อรถแท็กซี่ที่หลินจือเสี้ยวนั่งอยู่ขับไปดี ๆ กลับมีรถจากเลนฝั่งตรงข้ามกำลังแซงรถบรรทุกขึ้นมาอย่างเร็ว รถคันที่แซงมานั้นขนานมากับรถบรรทุก โดยไม่ลดความเร็วเลยแม้แต่น้อย และสุดท้ายก็เสียหลักพุ่งเข้าข้ามฝั่งมาหารถแท็กซี่ทันที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel