ตอนที่6 ต้องเปลี่ยนใบหน้าของข้า
เมื่อกลับมาถึงจวน หยางเฟินเยว่ก็รีบพาลุงจ้าวไปพบบิดาที่ห้องหนังสือทันที จ้าวเจี้ยนกั๋วเดินตามร่างบางของนางอย่างครุ่นคิด ข่าวลือที่ว่านางเป็นคุณหนูที่เอาแต่ใจและร้ายกาจ แต่ทำไมสิ่งที่เขาเห็นในวันนี้จึงแตกต่างจากข่าวลือลิบลับ
ในเมืองหลวงยามนี้ต่างร่ำลือถึงความงดงามของคุณหนูจางอวี้หลัน แต่เขามองว่าสตรีที่เดินอยู่ข้างหน้าเขาตอนนี้ต่างหาก ที่งดงามกว่าใครในใต้หล้า
“ท่านพ่อข้าได้คนงานคนใหม่เจ้าค่ะ” หยางเฟินเยว่ร้องบอกบิดาออกไปอย่างร่าเริง
ยามนี้จ้าวเจี้ยนกั๋วอยู่ในคราบของขอทานเนื้อตัวมอมแมม เขาจึงไม่ต้องกังวลว่าเสนาบดีหยางจะจำเขาได้ “คารวะนายท่านขอรับ”
หยางเฟยฮุ่ยเงยจากตำราในมือ ก่อนจะเพ่งมองชายตรงหน้าอย่างพิจารณา เขารู้สึกว่าชายผู้นี้คุ้นตา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ “เจ้าจะให้เขาทำหน้าที่อะไรรึ?”
นางไม่ได้ตอบคำถาม แต่รีบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บิดาฟังทันที “ท่านพ่อ! เมื่อกี้ข้าถูกฉินอ๋องบีบคอเกือบตายไปแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้าว่าอะไรนะ!” เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเดินออกมาสำรวจร่างกายของนางด้วยความเป็นห่วง “มันเกิดอะไรขึ้น?”
หยางเฟินเยว่ทรุดกายลงนั่งอย่างเหนื่อยล้า
“ข้าไปดูแข่งขันการจับปลามาทำอาหาร ข้านั่งอยู่ในกลุ่มคนดู แต่พอข้ารู้ว่ามีท่านอ๋องทั้งสี่พระองค์มาร่วมเป็นกรรมการ ข้าจึงคิดว่าควรจะกลับดีกว่า แต่จู่ ๆ คุณหนูจางอวี้หลันก็วิ่งมาขวางข้า แล้วนางก็จับมือของข้าไปตบหน้าของนาง จากนั้นฉินอ๋องก็ตรงเข้ามากระชากแขนข้า แล้วบีบคอข้าสุดแรงเลยเจ้าค่ะ”
“ท่านพ่อนางต้องการให้ทุกคนเห็นว่าข้าทำร้ายนาง ก่อนหน้านี้ข้ายอมรับว่าข้าทำร้ายและรังแกผู้อื่นจริง แต่ครั้งนี้ข้าไม่ได้ทำร้ายนางอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ ข้าจึงคิดว่าจะให้ท่านลุงจ้าวเป็นองครักษ์ให้ข้าเจ้าค่ะ”
หยางเฟยฮุ่ยรีบหันมาสำรวจชายขอทานอีกครั้ง เขาผู้นี้อยู่ในวัยกลางคนแล้ว เขาจะมีแรงสู้กับคนร้ายหรือปกป้องบุตรสาวเขาได้หรือ “เจ้ามีวิชาการต่อสู้หรือ?”
“ก็พอได้ขอรับ”
“อืม…ถ้าเช่นนั้นก็มาคอยขับรถม้าและดูแลความปลอดภัยให้คุณหนู”
“ขอบคุณนายท่านขอรับ”
“พ่อบ้านตู้ไปหาที่พักให้เขาแล้วก็หาเสื้อผ้าใหม่ให้เขาใส่”
“ขอรับ”
เมื่ออยู่ในเรือนคนเดียว จ้าวเจี้ยนกั๋วก็รีบส่งสัญญาณเรียกองครักษ์คนสนิทให้มาหาทันที
“ข้าต้องเปลี่ยนใบหน้าของข้า”
“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ซื่อถงองครักษ์ของไท่ซ่างหวง จัดการทำการเปลี่ยนแปลงใบหน้าให้เขาทันที ด้วยการติดหนวด และทำแผลเป็นบนหน้าให้เขา
“พระองค์ดูหล่อเหลามากพ่ะย่ะค่ะ” ซื่อถงเอ่ยเย้าขึ้นมาพร้อมหยิบกระจกมาให้เขาส่องดู
“หน้าตาดูโหดเหี้ยมขึ้นมาเลย ฮ่าฮ่า ฝีมือใช้ได้ เจ้ากลับไปได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเปลี่ยนใบหน้าเรียบร้อย จ้าวเจี้ยนกั๋วก็กลับมาที่เรือนของหยางเฟินเยว่ ที่ตอนนี้นางกำลังนั่งเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ โดยมีไฉ่หงยืนฝนหมึกให้
“คุณหนูเขียนอะไรหรือขอรับ?”
“ข้ากำลังเขียนรายชื่อว่ามีใครบ้าง ที่ไม่ชอบข้า ข้าจะได้อยู่ห่าง ๆ เอาไว้ ตอนนี้โจทย์ใหญ่ของข้าคือสี่มัจจุราชแห่งต้าซ่ง คุณหนูจางอวี้หลันและคุณคนอื่น ๆ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ นางก็รู้สึกหมดอาลัยตายอยากขึ้นมา มีศัตรูรอบด้านแบบนี้ ชีวิตนางจะอยู่รอดปลอดภัยได้ถึงเมื่อใด คิดแล้วก็อยากตายเสียตอนนี้ไปเลย เฮ้อ!
“วันนี้นางลงทุนจับมือข้าไปตบหน้าของนาง เพื่อให้ทุกคนเห็น นางคงอยากให้ท่านอ๋องเข้าใจว่าข้าเป็นคนทำนาง แต่ก็ได้ผลจริง ๆ ฉินอ๋องบีบคอจนข้าแทบหายใจไม่ออก แต่ว่า…ไม่รู้ว่าทำไม จู่ ๆ เขาก็ปล่อยมือจากลำคอของข้า”
จ้าวเจี้ยนกั๋วได้ฟังก็เริ่มครุ่นคิด หากสิ่งที่นางพูดเป็นความจริง คุณหนูจางอวี้หลันก็ร้ายใช่เล่นเลย เล่ห์เหลี่ยมของสตรีล้ำลึกมากจริง ๆ
“แล้วเมื่อก่อนคุณหนูเคยทำร้ายคุณหนูจางจริงหรือขอรับ?”
หยางเฟินเยว่ได้ยินคำถามก็ถอนใจออกมา “จริงเจ้าค่ะ แต่หลังจากถูกโบยข้าก็สำนึกได้แล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ แล้วข้าก็คิดว่าจะไม่ทำตัวแบบนั้นอีก แต่ดูเหมือนว่าถึงข้าจะเลิกทำตัวร้ายกาจ แต่คุณหนูจางก็พยายามทำให้ข้าดูร้ายอยู่ดี”
“แล้วเช่นนี้คุณหนูจะทำอย่างไรขอรับ?”
“ในเมื่อทุกคนมองข้าว่าร้ายไปแล้ว ก็คงยากจะเปลี่ยนความเชื่อของพวกเขาได้ง่าย ๆ คงต้องใช้เวลาและการกระทำพิสูจน์ แต่ว่าข้าไม่ยอมให้ใครมารังแกข้าหรอกนะ หากว่าข้าไม่ผิดข้าก็ขอสู้ยิบตาเช่นกันเจ้าค่ะ”
สีหน้ามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวของนาง ทำให้เขายิ้มออกมาอย่างเอ็นดู หากว่านางจะเลิกทำตัวร้ายกาจ เขาก็พร้อมจะช่วยเหลือนางเช่นกัน
“คุณหนูยกโทษให้กับความโง่เขลาของซูมี่ด้วยเถอะนะเจ้าค่ะ เป็นข้าที่สั่งสอนนางไม่ดี” แม่นมตู้จูงมือซูมี่เข้ามา แล้วคุกเข่าตรงหน้าหยางเฟินเยว่
หยางเฟินเยว่ตกใจ รีบลุกขึ้นไปประคองแม่นมตู้ให้ลุกขึ้นทันที “แม่นมตู้ท่านเป็นผู้มีพระคุณของข้า เป็นดั่งมารดาของข้าคนหนึ่ง ท่านเลี้ยงดูข้าให้เติบโตมา ข้าจะใจร้ายกับนางที่เป็นบุตรสาวของท่านได้อย่างไร แต่บางเรื่องก็ต้องเอ่ยและต้องตักเตือนกันเจ้าค่ะ”
คำพูดของหยางเฟินเยว่ ทำให้ซูมี่ร้องไห้ออกมาทันที นางรู้สึกผิดและละอายใจ นางไม่น่าคิดเล็กคิดน้อย กับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย “ขอบคุณคุณหนูเจ้าค่ะ”
หยางเฟินเยว่พยักหน้าอย่างให้อภัย ก่อนจะหันมาแนะนำลุงจ้าวให้ทุกคนได้รู้จัก
“นี่เป็นลุงจ้าว จะมาเป็นคนขับรถม้าและจะมาเป็นคนคอยคุ้มครองข้าเจ้าค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะ” สองแม่ลูกเอ่ยทักทายจ้าวเจี้ยนกั๋วอย่างมีไมตรี เขาจึงพยักหน้ารับโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
ครืน…ครืน… เสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาพร้อมลมที่พัดโชยมาอย่างแรง คล้ายฝนที่กำลังใกล้จะตกเต็มที
หยางเฟินเยว่จึงเดินออกมาแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึนคล้ายจะมีพายุฝน เปรี้ยง! เสียงสายฟ้าฟาดลงมา พร้อมสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
“เห็นทางโหรหลวงแจ้งว่า ช่วงนี้จะมีพายุฝนจะตกติดต่อกันหลายวันเจ้าค่ะ” แม่นมตู้เดินมายืนข้างนาง เอ่ยบอกจากที่ได้ยินมาจากข่าวประกาศของวังหลวง
หยางเฟินเยว่พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งมองสายฝนอยู่ริมหน้าต่าง ก่อนจะเอ่ยกับวิญญาณคุณหนูตัวร้าย “ดูเหมือนท่านอ๋องจะหมายหัวข้าเอาไว้แล้ว”
“ข้าขอโทษนะ”
“เลิกขอโทษสักที! แล้วมาช่วยข้าคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป” หยางเฟินเยว่เอ่ยดุนางไปในใจอย่างเหลืออด ก่อนนางจะหันไปพูดกับจ้าวเจี้ยนกั๋ว
“หากนางคิดทำร้ายตนเอง แล้วโยนความผิดมาให้ข้า ท่านอ๋องต้องมาจัดการข้าแน่ ท่านลุงมีวิธีรับมือกับเรื่องนี้หรือไม่เจ้าคะ?”
จ้าวเจี้ยนกั๋วยังไม่ทันได้ตอบ สี่มัจจุราชที่มาเยือนท่ามกลางสายฝนก็ปรากฏกายขึ้น ตรงหน้าประตูเรือนของนางพร้อมเสนาบดีหยาง
หยางเฟินเยว่ตกใจจนหน้าซีด ไม่น่าพูดถึงพวกเขาเลย แต่ว่าพวกเขามาที่นี่ อย่าบอกนะว่า!…พวกเขาจะตามมาจัดการนาง เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ใจนางก็เริ่มเต้นรัวกระหน่ำด้วยความหวาดกลัว
“ท่านอ๋องบอกมีเรื่องจะคุยกับเจ้า ท่านอ๋องเชิญพ่ะย่ะค่ะ” หยางเฟยฮุ่ยรีบเข้ามายืนข้างหยางเฟินเยว่อย่างปกป้อง
“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ”
พวกเขาตรงไปนั่งยังโต๊ะกลางห้องที่มีเก้าอี้อยู่สี่ตัวพอดี องครักษ์ของพวกเขายืนกันอยู่หน้าประตู สีหน้าของพวกเขายามนี้ดุดันอย่างน่ากลัว
“เหตุใดเจ้าถึงยังรังแกคุณหนูจางไม่เลิก?” น้ำเสียงของตวนอ๋องแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองหยางเฟินเยว่ร่างกายเริ่มสั่นขึ้นมาด้วยความกลัว แต่นางต้องข่มมันเอาไว้และนางต้องแก้ต่างให้ตนเอง
“เหตุการณ์วันนี้ หม่อมฉันไม่ได้ทำร้ายนางนะเพคะ นางจับมือของหม่อมฉันไปตบหน้านางเอง”
“จะให้พวกข้าเชื่อรึ?” รุ่ยอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลนมองนางด้วยสายตาจับผิด หยางเฟินเยว่เบ้ปากแอบครุ่นคิดในใจ พวกเขาเป็นองครักษ์พิทักษ์คุณหนูจางหรืออย่างไร หรือเป็นพวกชอบผดุงความยุติธรรม
แต่ว่าสายตาของพวกเขามีปัญหาหรืออย่างไร เหตุใดถึงดูไม่ออกว่านางสร้างสถานการณ์นั้นขึ้นมา แต่ในเมื่อพวกเขามาแล้วเช่นนี้ ก็เป็นโอกาสที่ดีที่นางจะได้อธิบาย เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่พวกเขา เพราะนางก็จนปัญญาจะหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ของนาง
