ตอนที่5 เหตุใดข้าต้องได้รับผลเช่นนี้
แต่แล้วจู่ ๆ ร่างของนางก็ถูกกระชากอย่างแรง จากบุรุษนามว่าฉินอ๋อง จากนั้นเขาก็ยกมือแกร่งของเขาขึ้นมาบีบที่ลำคอของนาง แรงบีบหนักหน่วงรุนแรงราวกับคีมเหล็ก สร้างความเจ็บปวดให้กับหยางเฟินเยว่เป็นอย่างมาก
อึก! นางเริ่มดิ้นรนอย่างทุรนทุรายเพราะเริ่มหายใจไม่ออก สวรรค์ข้าไม่ได้ทำผิด! เหตุใดข้าต้องได้รับผลเช่นนี้ ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ยอม! หยางเฟินเยว่ร้องก้องอยู่ภายในใจด้วยความโกรธ
ส่วนวิญญาณของหยางเฟินเยว่ที่เห็นฉินอ๋องบีบคอร่างของนางก็โกรธขึ้นมาสุดขีด นางกรีดร้องออกมาสุดเสียง ไม่นะ!! หยุดเดี๋ยวนี้!
จู่ ๆ ลมพายุก็พัดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ข้าวของเริ่มปลิวกระจุยกระจาย ผู้คนต่างตกใจรีบพากันวิ่งหนีอย่างจ้าละหวั่น ในขณะที่ฉินอ๋องที่ใช้มือบีบลำคอของหยางเฟินเยว่อยู่นั้น เขาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความร้อนบนตัวของนาง
และดูเหมือนจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาเริ่มทนไม่ไหว ต้องรีบผลักนางออกไปทันที หยางเฟินเยว่รีบยกมือมาจับที่ลำคอ ก่อนจะไอออกมา แค๊ก ๆ จากนั้นนางก็รีบวิ่งหนีออกไปจากตรงนั้นทันที
เมื่อนางจากไปแล้วลมพายุก็เริ่มสงบลง ฉินอ๋องเดินกลับไปที่กลุ่มของพวกเขาที่นั่งมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง จู่ ๆ ลมพายุก็เกิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในช่วงเวลาที่ฉินอ๋องเอามือบีบไปที่ลำคอของหยางเฟินเยว่
ลมพายุที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง คล้ายอารมณ์โกรธอันรุนแรงของนาง เพราะเมื่อนางจากไปลมพายุก็สงบลงทันที เรื่องนี้น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
“ช่วงที่มือของข้าบีบคอนางอยู่ ราวกับข้าได้สัมผัสกับถ่านไฟร้อน ๆ อย่างไรอย่างนั้น” ฉินอ๋องรีบบอกกับสิ่งที่เขาได้พบเจอให้พวกเขาฟังทันที
“เรื่องนี้แปลกมากจริง ๆ หรือว่านางจะมีผลกับลมพายุที่เกิดขึ้น?”
“อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้” ตวนอ๋องเอ่ยขึ้น
“ถวายบังคมท่านอ๋องทั้งสี่เพคะ ขอบพระทัยฉินอ๋องที่ทรงเข้ามาช่วยเพคะ”
พวกเขาหันมามองจางอวี้หลันที่เข้ามาถวายความเคารพอย่างพิจารณา ใบหน้าของนางมีรอยแดงจากการถูกตบอย่างชัดเจน ผิวของนางเนียนละเอียดผ่องใสจึงเกิดริ้วรอยได้ง่าย น่าสงสารที่นางต้องมาพบเจอสตรีร้ายกาจเช่นนี้
“ต่อไปเจ้าก็อยู่ให้ห่างจากนาง” ฉินอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จางอวี้หลันยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวาน
“หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ” จางอวี้หลันยอบกายลงอย่างนุ่มนวลก่อนจะเดินจากไป ภายในใจของจางอวี้หลันยามนี้ลิงโลดด้วยความดีใจ แผนการของนางสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทุกคนเห็นการกระทำของหยางเฟินเยว่ด้วยสองตาของทุกคน เป็นเช่นนี้ก็ยิ่งตอกย้ำให้ทุกคนเชื่อมากขึ้นและเทคะแนนสงสารให้กับนาง
“ดูเหมือนว่าคุณหนูจางจะยังไม่สำนึก” รุ่ยอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ดวงตาสีเข้มเต็มไปด้วยความดุดัน เขานึกอยากจับนางมาทรมานให้สาสมกับความร้ายกาจของนางเสียจริง
“ถูกโบย 20 ไม้ยังไม่หลาบจำ สมควรฉีกร่างให้เป็นชิ้น ๆ” ฉีอ๋องเอ่ยออกมาอย่างนึกรังเกียจหยางเฟินเยว่อย่างบอกไม่ถูก
“ข้ายิงธนูเฉียดร่างกายของนาง ยังไม่ทำให้นางหวาดกลัวขึ้นมาเลย” ตวนอ๋องกัดกรามแน่นอย่างมีโทสะ สตรีผู้นี้ช่างดื้อด้านเสียจริง นางถูกเลี้ยงดูมาแบบใดกันนะ
“ข้าบีบคอนางไปสุดแรง ไม่รู้ว่าจะเตือนสตินางได้บ้างหรือไม่” ฉินอ๋องเอ่ยอย่างรู้สึกเอือมระอา หากนางยังคงทำอีก ครั้งหน้าเขาคงต้องเอาชีวิตนางแล้ว
หยางเฟินเยว่วิ่งออกมาได้ไกลพอสมควร นางจึงหยุดยืนแล้วก้มลงหอบด้วยความเหนื่อยล้า นางยกมือขึ้นมากุมลำคอที่ยังคงเจ็บระบม ฉินอ๋องน่ากลัวเกินไปแล้ว! ในวันนั้นคนที่ยิงลูกธนูเป็นตวนอ๋องและรุ่ยอ๋อง มาวันนี้เป็นฉินอ๋องที่บีบคอของนาง ยังเหลือฉีอ๋องอีกคน
ความทรงจำนึกถึงสิ่งที่ร่างนี้เคยทำเอาไว้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง บรรดาคุณหนูในเมืองหลวงไม่มีใครไม่ถูกหยางเฟินเยว่รังแก เพียงเพราะอิจฉาริษยา ใครจะงดงามเด่นเกินหน้าเกินตานางไม่ได้ นี่มันชีวิตจริงหรือละครหลังข่าวกันนะ แล้วนางจะต้องอยู่ในโลกนี้อย่างไร
นี่มันโชคชะตาบ้าบออะไรกันนะ! สวรรค์! ข้าเพียงทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ข้าไม่ได้ทำผิดอะไร เหตุใดต้องมาชดใช้กรรมแทนผู้อื่นด้วย นางคร่ำครวญตัดพ้อต่อโชคชะตาของตัวเอง
แต่แล้วสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนที่กำลังทำร้ายขอทานอยู่ หยางเฟินเยว่เจ้าจะไปยุ่งเรื่องของคนอื่นไม่ได้นะ เรื่องของตัวเองก็แทบจะเอาไม่รอด นางเอ่ยเตือนตัวเองขึ้นมา แต่ขากลับก้าวไปที่กลุ่มคนที่กำลังทำร้ายชายชราที่เป็นขอทาน
“เจ้าช่วยข้าหลอกคนพวกนี้ให้กลัว” หยางเฟินเยว่หันไปบอกกับวิญญาณคุณหนูตัวร้ายทันที “แต่ว่าข้ายังไม่มีพลังอะไรเลยนะ ไม่รู้จะทำได้หรือไม่ข้าจะพยายามแล้วกัน”
“พวกเจ้าทำอะไรน่ะ! หยุดเดี๋ยวนี้!” กลุ่มคนที่ดูเหมือนจะเป็นขอทานเหมือนกัน หันมามองด้วยสายตาไม่พอใจ เมื่อมีคนมาขัดจังหวะ เจ้าขอทานคนนี้มานั่งขอทานในพื้นที่ของเขา เขาต้องสั่งสอนให้หลาบจำ
“เจ้าเป็นใคร? มายุ่งอะไรด้วย? หน้าตางดงามเช่นนี้เป็นคุณหนูในจวนใด? อย่าแส่หาเรื่องดีกว่า” กลุ่มขอทานเดินมาหาหยางเฟินเยว่ด้วยท่าทางมาดร้าย หยางเฟินเยว่เห็นเช่นนั้นก็รีบเอ่ยขึ้น
“ข้าจะบอกให้ว่าข้าเป็นใคร ข้าน่ะเป็นคุณหนูตัวร้ายของแคว้นต้าซ่ง นามว่า หยาง เฟิน เยว่”
กลุ่มขอทานชะงักไปทันที รีบมองสำรวจหน้าตาของหยางเฟินเยว่อีกครั้ง แต่แล้วอยู่ ๆ ผมของนางที่ยาวสลวยถึงกลางหลัง จู่ ๆ ก็เคลื่อนไหวไปมาราวกับมีชีวิต พวกเขามองอย่างตกตะลึงและเริ่มหวาดกลัวขึ้นมา
พวกเขาเริ่มแข่งขาสั่น นางเป็นคนหรือผี! หนีก่อนดีกว่านางน่ากลัวเกินไปแล้ว พวกเขาพากันวิ่งหนีอย่างกระเจิดกระเจิงจากไปทันที หยางเฟินเยว่ยิ้มเยาะออกมาอย่างพอใจ
“ท่านลุงเป็นอะไรมากหรือไม่เจ้าคะ?” เฟินเยว่รีบเข้าไปสอบถามชายวัยกลางคน ที่ยามนี้บาดเจ็บจากการถูกทำร้าย
“ขอบคุณคุณหนูมากขอรับ”
หยางเฟินเยว่มองสำรวจร่างกายของเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ท่านลุงร่างกายท่านก็ปกติดี เหตุใดไม่หางานทำล่ะเจ้าคะ?”
ไท่ซ่างหวงจ้าวเจี้ยนกั๋วมีท่าทีอึกอัก รีบคิดหาคำตอบให้กับตัวเอง เขาแอบออกมานอกวังเพื่อปลอมตัวเป็นขอทาน เขาอยากรู้ว่าชีวิตนอกวังและชีวิตของราษฎรชาวแคว้นต้าซ่งเป็นอย่างไร ยามนี้เขาสละบัลลังก์ให้กับโอรสของเขาขึ้นครองราชย์ เขาจึงอยากออกมาดูความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยตัวเขาเอง
“คะ…คือข้าเป็นคนต่างถิ่นเดินทางมาไกล ไม่มีเงินติดตัวเลยขอรับ จึงใช้วิธีนี้หาเงินไปก่อน”
หยางเฟินเยว่ได้ยินก็มองเขาอย่างเห็นใจ ก่อนจะครุ่นคิดหาวิธีช่วยเขา “หากท่านยังไม่มีงานทำไปทำสวนที่จวนข้าก็ได้นะเจ้าคะ”
“เอ่อ…ให้ข้าเป็นคนขับรถม้าให้คุณหนูดีหรือไม่ขอรับ” เขารีบเสนอขึ้นมา เพราะงานทำสวนเขาไม่ถนัดจริง ๆ
“แล้วท่านลุงพอจะมีวิชาการต่อสู้หรือไม่เจ้าคะ ช่วงนี้ดวงข้าไม่ค่อยดี ข้าอยากมีคนคุ้มกันเจ้าค่ะ”
“วิชาต่อสู้หรือว่าวรยุทธ์ข้าก็พอมีขอรับ แต่ที่ไม่ต่อสู้กับพวกเขาเมื่อกี้ เพราะไม่อยากมีเรื่องกับเจ้าถิ่นขอรับ” หยางเฟินเยว่พยักหน้ารับรู้
“งั้นท่านลุงไปอยู่ที่จวนข้าเลยเจ้าค่ะ หน้าที่คือขับรถม้าและเป็นองครักษ์ให้ข้าเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณคุณหนูที่เมตตาขอรับ”
“ว่าแต่ท่านลุงชื่ออะไรหรือเจ้าคะ?”
“เอ่อ…เรียกข้าว่า…เอ่อ…เรียกข้าว่าลุงจ้าวก็ได้ขอรับ” เฟินเยว่พยักหน้ารับรู้ โดยไม่คิดอะไรมาก
“คุณหนู! คุณหนู” เสียงเรียกของไฉ่หงที่วิ่งตามมาอย่างกระหืดกระหอบ “คุณหนูปลอดภัยดีนะเจ้าคะ?”
“ปลอดภัยดีเรากลับกันเถอะ ท่านลุงตามข้ามาเจ้าค่ะ”
