ตอนที่4 มีผีเป็นคู่คิดจะพากันเจริญรุ่งเรือง
วันต่อมา หยางเฟินเยว่ก็ตัดสินใจที่จะไปเดินเที่ยวที่ตลาดดูสักครั้ง แต่พอนางเดินเกือบมาถึงหน้าประตูจวน นางก็หยุดชะงักพร้อมครุ่นคิด ก่อนจะหันไปถามวิญญาณคุณหนูตัวร้าย
“เจ้าว่าข้าควรก้าวขาไหนก่อนดีซ้ายหรือขวา?”
“ข้าว่าเจ้ากระโดดพร้อมกันทั้งสองขาไปเลยดีกว่า หากเกิดเรื่องอะไร เจ้าจะได้ไม่โทษขาข้างใดข้างหนึ่งอย่างไรละ”
หยางเฟินเยว่กลอกตามองบน ท่านยมทูตส่งนางให้กลับมาช่วยเหลือนาง แต่ดูเหมือนนางช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี “เจ้าพูดเช่นนี้เหมือนเป็นลางแปลก ๆ เหมือนข้าจะได้กระโดดถีบสองขาคู่อย่างไรอย่างนั้นเลย”
“เจ้าคิดมากไปหรือไม่ แต่หากเจ้ากระโดดถีบสองขาได้ ก็เยี่ยมยอดไปเลยนะ”
“เฮ้อ! มีผีเป็นคู่คิดคงพากันเจริญรุ่งเรือง” นางเอ่ยตัดพ้อต่อโชคชะตา แต่แล้วซูมี่ก็วิ่งตามออกมา
“คุณหนู เหตุใดถึงไม่รอข้าล่ะเจ้าคะ” เฟินเยว่หันมากอดอกแล้วมองซูมี่ตรง ๆ
“ซูมี่หากว่าเจ้าไม่พอใจข้า ที่มารดาของเจ้าดูแลข้าดีกว่าเจ้า ข้าจึงคิดว่าที่จริงข้าก็โตมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีแม่นมอีกต่อไป ข้าจะให้ท่านพ่อหางานตำแหน่งใหม่ในจวนให้กับมารดาของเจ้าก็แล้วกัน ส่วนวันนี้ข้าเลือกไฉ่หงให้ไปเป็นเพื่อนข้า”
ซูมี่ได้ยินก็ตกใจจนใบหน้าซีดเผือด คุณหนูรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน! การที่มารดาของนางมาเป็นแม่นมให้กับคุณหนู เสนาบดีก็ให้เงินและดูแลอย่างดี บ่าวในจวนต่างให้ความเกรงใจ ที่พวกนางเป็นคนสนิทของคุณหนู หากถูกเปลี่ยนให้ไปทำหน้าที่อื่น คาดว่าพวกบ่าวในจวนคงต้องหัวเราะและเย้ยหยันพวกนางเป็นแน่
ปึก! นางรีบคุกเข่าลงทันที “คุณหนูบ่าวผิดไปแล้ว ต่อไปบ่าวไม่กล้าคิดเรื่องโง่เขลาเช่นนี้อีกแล้ว”
“วันนี้ข้าให้เจ้ากลับไปคิดทบทวนตัวเอง การที่มารดาของเจ้าดูแลข้าอย่างดี เป็นเพราะนางตระหนักถึงฐานะที่แท้จริง ในเมื่อบิดาข้าจ้างนางให้มาดูแลข้า นางก็ต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เจ้ามีสิทธิ์น้อยใจแต่ไม่มีสิทธิ์มาโกรธเกลียดข้า เอาล่ะเจ้ากลับไปได้”
ซูมี่เดินคอตกกลับไปในจวนด้วยสีหน้ารู้สึกผิด สิ่งที่คุณหนูพูดมาถูกต้องทุกอย่าง เราต้องตระหนักว่าเราอยู่ในฐานะอะไร มารดาของนางถูกจ้างให้มาเป็นแม่นม นางจึงต้องดูแลคุณหนูอย่างดี นางไม่มีสิทธิ์ไปโกรธเคืองคุณหนู นางต้องแยกแยะให้ถูก
“ข้าว่าเจ้าร้ายกว่าข้าอีกนะ” วิญญาณคุณหนูตัวร้ายเอ่ยขึ้น
“ข้าน่ะร้ายแบบมีเหตุผล ส่วนเจ้าร้ายแบบปัญญาอ่อนและโง่งมที่สุด เชอะ!” เอ่ยจบนางก็สะบัดหน้าจากไปทันที
วิญญาณคุณหนูตัวร้ายยกยิ้มอย่างพอใจ ดูเหมือนตอนนี้นางจะได้พบเจอสหายที่รู้ใจเข้าแล้ว
เมื่อเดินมาถึงตลาด ที่ยามนี้ผู้คนต่างเดินเบียดเสียดสวนทางกันไปมาอย่างขวักไขว่ บรรยากาศในตลาดยามนี้ดูคึกคัก หยางเฟินเยว่กวาดตามองด้วยความตื่นตาตื่นใจ เมืองหลวงของแคว้นต้าซ่งเจริญรุ่งเรืองมากจริง ๆ
“คุณหนูช่วงนี้เป็นเทศกาลกินปลา ทางการได้จัดให้มีการจับปลามาทำอาหารแข่งขันกันเจ้าค่ะ คุณหนูอยากไปดูหรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าว่าเป็นเจ้ามากกว่าที่อยากไปดู” เฟินเยว่เอ่ยอย่างรู้ทันนาง ไฉ่หงเขินอายขึ้นมาทันที ก่อนจะกระมิดกะเมี้ยนตอบออกมา “ข้าอยากไปดูเจ้าค่ะ”
“งั้นเจ้าเดินนำไปเลย”
นางไม่อยากขัดใจไฉ่หงในเมื่อนางอยากไปดู ก็พานางไปดูเสียหน่อย ไหน ๆ ก็ออกมาเดินเที่ยวแล้ว
เมื่อเดินมาถึงใจกลางเมือง นางก็เห็นผู้คนมากมายต่างมานั่งรอชมการแข่งขัน ทางการได้ทำอัฒจันทร์กลางแจ้งให้ราษฎรได้นั่งชมอย่างดี ตรงกลางเป็นเวทีขนาดใหญ่ มีถังใส่ปลาขนาดใหญ่หลายถังวางอยู่ บนเวทีมีโต๊ะให้ผู้แข่งขันราว ๆ สิบโต๊ะ ด้านหลังเป็นโต๊ะของกรรมการ
ไฉ่หงรีบดึงมือของหยางเฟินเยว่ไปนั่งอยู่ด้านหน้าเพราะอยากเห็นชัด ๆ ไม่นานผู้ดำเนินรายการก็สั่นระฆัง แล้วประกาศออกมาด้วยเสียงอันดัง
“ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาดูการแข่งขันการจับปลาแล้วนำมาทำอาหาร ซึ่งแคว้นเราจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนกินปลากันมากขึ้น ในวันนี้เราได้กรรมการพิเศษ นั่นคือ ตวนอ๋อง รุ่ยอ๋อง ฉีอ๋องและฉินอ๋อง มาช่วยเป็นกรรมการตัดสิน”
เมื่อข่าวถูกประกาศออกไป เพียงชั่วอึดใจสตรีมากมาย ต่างหลั่งไหลกันเข้ามา จับจองที่นั่งกันอย่างรวดเร็ว ต่างกับหยางเฟินเยว่ที่ตอนนี้อยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เมื่อสี่อ๋องแห่งแคว้นต้าซ่งก้าวขึ้นมาบนเวที หยางเฟินเยว่จึงรีบกระซิบกับไฉ่หง “เจ้าดูคนเดียวได้หรือไม่? ข้าจะไปรอเจ้าอยู่ที่โรงเตี๊ยมฟู่กุ้ย”
ไฉ่หงได้ยินเช่นนั้นก็หน้าเสีย จะให้นางนั่งดูคนเดียวได้อย่างไร หากคุณหนูไม่ดูนางก็ไม่ดูเหมือนกัน “หากว่าคุณหนูไม่ดูบ่าวก็ไม่ดูเจ้าค่ะ”
หยางเฟินเยว่ถอนใจออกมา ก่อนจะตัดสินใจนั่งดูต่อ ก่อนจะหันไปพูดกับวิญญาณคุณหนูตัวร้าย “ลางร้ายเริ่มมาแล้ว ข้ากลัวจะมีเรื่องจริง ๆ”
“เจ้านั่งอยู่ตรงนี้ไม่ออกไปไหนจะเกิดเรื่องได้อย่างไร”
“เจ้าเข้าใจคำว่า ถึงไม่ออกไปหาเรื่อง เรื่องก็วิ่งมาหาเองหรือไม่? ข้าคิดว่าร่างนี้เกิดมาพร้อมดาวเคราะห์” เฟินเยว่เอ่ยด้วยความรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังในชีวิต นางควรรีบออกไปจากที่นี่
หยางเฟินเยว่รีบฉุดแขนของไฉ่หงให้ลุกขึ้น “เรากลับกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปกินของอร่อยแทนแล้วกัน” ไฉ่หงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มแฉ่งยอมลุกออกมาแต่โดยดี
แต่แล้ว…
“สตรีผู้นั้นเชิญขอรับ” ผู้ดำเนินรายการเอ่ยจบเสียงปรบมือดังขึ้นมาอย่างเกรียวกราว
“แม่นางจะไปไหน เขาเรียกให้ขึ้นไปบนเวทีแล้วขอรับ” ชายผู้มานั่งชมการแข่งขันเอ่ยบอกหยางเฟินเยว่ นางได้ยินก็ตกใจ ทำหน้าเลิ่กลั่กทันที นี่ไงว่าแล้วเชียว ไม่ไปหาเรื่องแต่เรื่องก็มาหา นางไม่ควรออกมาเดินเที่ยวตลาดเลยจริง ๆ
“ข้าจะกลับบ้าน ข้าไม่ได้มาแข่ง” นางรีบเอ่ยปฏิเสธทันที แต่ว่าทางคนจัดงานรีบมาดึงแขนนางไปขึ้นเวทีทันที
เมื่อเดินมาถึงเวทีนางถึงกับชะงัก เมื่อเห็นคุณหนูจางอวี้หลันยืนรวมอยู่กับผู้แข่งขัน เลือดในกายของนางเย็นเยียบ ไม่นะ! แบบนี้ทุกคนก็ต้องเข้าใจว่านางตามราวีคุณหนูจางอวี้หลันไม่เลิก
“พวกท่านเข้าใจผิดข้าไม่ได้มาแข่ง ข้าเพียงจะลุกกลับจวนเจ้าค่ะ” เมื่อผู้ดำเนินงานได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ เพราะยามนี้พอจะจำนางได้ว่านางคือใคร
“ต้องขออภัยคุณหนูหยาง ถ้าเช่นนั้นเชิญเจ้าค่ะ” แต่แล้ว
จางอวี้หลันก็เอ่ยขึ้น
“คุณหนูหยาง ในเมื่อขึ้นมาแล้วเหตุใดไม่ลงแข่งละเจ้าคะ หรือว่ากลัวแพ้ข้า?”
หยางเฟินเยว่ไม่ใส่ใจ วันนี้มัจจุราชมากันถึงสี่คน นางไม่อยากเอาชีวิตของนางไปเสี่ยง นางรีบหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไปทันที
แต่ว่าจางอวี้หลันกลับวิ่งมายืนขวางเอาไว้ ก่อนนางจะจับข้อมือของหยางเฟินเยว่ แล้วยกมาตบหน้าของนางอย่างแรง เพียะ! ร่างของจางอวี้หลันถลาไปกับพื้นทันที “โอ๊ย! คุณหนูหยางเจ้ามาตบหน้าข้าทำไมเจ้าคะ!”
หยางเฟินเยว่ยืนตกตะลึง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก นางไม่คาดคิดว่าคุณหนูจางจะทำอะไรเช่นนี้ ครั้งนี้นางไม่ได้ทำร้ายคุณหนูจาง แต่คุณหนูจางจงใจใส่ร้ายให้นางดูร้ายกาจในสายตาผู้คน
