ตอนที่3 สมควรได้รับบทเรียน
"คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ยามาแล้วเจ้าค่ะ” ซูมี่บุตรสาวของแม่นมตู้เดินถือถาดยาเข้ามาวาง ก่อนจะยืนมองร่างของหยางเฟินเยว่ ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงนอน ด้วยสีหน้าเย้ยหยันและสะใจ นางสมควรได้รับบทเรียนแบบนี้เสียที
แม่นมตู้ที่เป็นมารดาของนาง เลี้ยงดูนางและคุณหนูมาพร้อมกัน แต่ดูเหมือนมารดาของนาง จะให้ความรักความใส่ใจกับคุณหนูมากกว่านางที่เป็นบุตรสาวด้วยซ้ำ นางเข้าใจว่าเป็นเพียงบ่าวที่ถูกจ้างมา
แต่...นางรู้สึกว่ามารดาของนางให้ความใส่ใจกับหยางเฟินเยว่มากเกินไป ทั้ง ๆ ที่นางก็ร้ายกาจและเอาแต่ใจ แต่มารดาของนางก็อดทนไม่ปริปากบ่นเลยสักคำ นางแอบน้อยใจกับการกระทำของมารดา ที่รักบุตรสาวของนายจ้างมากกว่าบุตรสาวของตน
วิญญาณหยางเฟินเยว่ มองบ่าวรับใช้ของนางอย่างตกตะลึง นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ซูมี่จะมีปฏิกิริยาลับหลังนางเช่นนี้ สายตาของนางบ่งบอกทุกสิ่งทุกอย่างว่าไม่ชอบหยางเฟินเยว่เอามาก ๆ
“ข้าเพิ่งรู้ว่าบ่าวรับใช้ของข้า ใช้สายตาและสีหน้าแบบนี้มองข้า นางคงเกลียดข้ามาก” วิญญาณคุณหนูตัวร้ายเอ่ยขึ้น
อย่างรู้สึกผิดหวังหยางเฟินเยว่ได้ยินวิญญาณของร่างนี้พูด ก็ค่อย ๆ แอบมองพฤติกรรมของซูมี่โดยที่ไม่ให้นางรู้ตัว ก่อนจะถอนใจออกมา แล้วเอ่ยกับวิญญาณของร่างนี้ในใจ
“ยังมีอีกมากที่เจ้าไม่รู้ เพราะก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยใส่ใจ เจ้าคิดอยากจะทำอะไรก็ทำ ตอนนี้ข้ามาอยู่ในร่างของเจ้า ข้าต้องมานั่งรับผลกรรมทั้งหมดแทนเจ้า” หยางเฟินเยว่อดไม่ได้ที่จะตำหนินางออกไป
“ข้าขอโทษนะ”
“ช่างเถอะ” หยางเฟินเยว่ขยับมาหยิบถ้วยยา โดยที่ไม่เอ่ยถามซูมี่ แม้ว่านางจะรู้สึกเจ็บปวดมากเพียงใดในยามขยับร่าง แต่ในเมื่อนางรู้แล้วว่าบ่าวรับใช้คนนี้รู้สึกเช่นไรกับร่างนี้ นางจึงไม่อยากรบกวนนางอีกต่อไป
วิญญาณคุณหนูตัวร้ายมองการกระทำของนางอย่างเห็นใจ นางต้องมารับกรรมที่นางก่อเอาไว้ ช่างน่าสงสารเสียจริง นางขอสัญญาถึงแม้ว่าจะเป็นวิญญาณ นางก็จะคอยช่วยเหลือนางอย่างสุดความสามารถ
ตำหนักไทเฮา
ไทเฮานั่งจิบชาฟัง พลางฟังขันทีรายงานรายชื่อคุณหนูแต่ละตระกูลอย่างผ่อนคลาย โดยมีพระสนมกุ้ยเฟย พระสนมเสียนเฟยและพระสนมซูเฟย ร่วมนั่งฟังด้วยความสนใจ ยามนี้ศึกสงครามสงบ คงถึงเวลาที่ต้องหาคู่ให้กับสี่บุรุษเทพสงคราม
“คุณหนูตระกูลจางดูเหมือนจะโดดเด่นกว่าใคร ฮองเฮาก็มาจากตระกูลจาง หากไทเฮาต้องการนางมาเป็นชายาของตวนอ๋อง หม่อมฉันว่าเหมาะเพคะ”
พระสนมกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้น เพราะถึงแม้ว่านางจะอยากได้คุณหนูจางมาเป็นลูกสะใภ้ แต่นางก็ต้องให้เกียรติไทเฮาก่อน ไทเฮาได้ฟังก็ยิ้มบางก่อนจะเอ่ยออกมา “หากพวกเจ้าไม่ขัดข้อง ข้ายินดีรับคุณหนูจางมาเป็นลูกสะใภ้”
“ถ้าเช่นนั้นก็เหลืออยู่ห้าตระกูล ข้าอยากจัดงานเชิญพวกนางมาร่วมงานเสียหน่อย อยากเห็นหน้าตาว่าเป็นเช่นไรจะได้เลือกถูก พวกเจ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไร?” พระสนมกุ้ยเฟยหันไปถามอีกสองพระสนมอย่างขอความคิดเห็น
“ข้าว่าก็ดีนะ ยามนี้ดอกบัวหลวงกำลังเบ่งบาน จัดที่อุทยานน่าจะเหมาะ” พระสนมเสียนเฟยเอ่ยเสริมขึ้นมาอย่างเห็นด้วย
“แต่ข้าว่าหากจะเชิญแค่พวกนางห้าตระกูลมามันก็ดูไม่ค่อยเข้าที เชิญคุณหนูที่ผ่านพ้นวัยปักปิ่นมากันให้หมด วังหลวงจะได้คึกคัก เราจะได้เปิดหูเปิดตาและได้เห็นคุณหนูคนอื่น ๆ ด้วย” พระสนมซูเฟยแสดงความคิดเห็นขึ้นมาบ้าง
ไทเฮาที่นั่งฟังอยู่ก็เห็นด้วย หากจะเชิญมาก็ต้องเชิญมาทั้งหมด ไม่เช่นนั้นเหล่าขุนนางตระกูลอื่น อาจขุ่นเคืองใจได้ “ข้าเห็นด้วยกับพระสนมซูเฟย”
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะให้คนไปเตรียมการเพคะ แต่ว่าคงจะรีบจัดงานไม่ได้ เพราะว่าคุณหนูจางเพิ่งจะได้รับบาดเจ็บ จากการตกจากหลังม้า คงต้องจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนเพคะ”
“อะไรนะ! คุณหนูจางตกจากหลังม้า เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร”ไทเฮาเอ่ยด้วยความตกใจ
“เห็นข่าวบอกว่าเป็นคุณหนูตระกูลหยางที่ทำให้ม้าตกใจ เลยทำให้คุณหนูจางตกจากหลังม้าเพคะ” เมื่อได้ฟังเช่นนั้นแล้วไทเฮาและพระสนมก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที
“เชิญนางมาด้วย ข้าอยากเห็นหน้าตานางว่าเป็นเช่นไร บังอาจมากลั่นแกล้งว่าที่ลูกสะใภ้ของข้า”
“เพคะ”
สองสัปดาห์ต่อมา จวนตระกูลจาง
จางอวี้หลันนั่งอ่านบัตรเชิญไปงานเลี้ยงด้วยสีหน้าเป็นกังวล ฮองเฮาที่เป็นพี่สาวของนางได้เกริ่นเอาไว้บ้างแล้วว่า ไทเฮาต้องการให้นางแต่งกับตวนอ๋อง แต่ว่าใจของนางกลับมีรุ่ยอ๋องอยู่เต็มหัวใจ แล้วเช่นนี้นางจะทำอย่างไรดีนะ
ในบรรดาอ๋องทั้งสี่ รุ่ยอ๋องมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นมากกว่าใคร ไม่ว่าจะหน้าตาหรือความสามารถ ทุกอย่างมันโดนใจนางเข้าเต็ม ๆ แต่ว่านางไม่มีสิทธิ์เลือกเขา เพราะไทเฮาเลือกนางเอาไว้ให้โอรสของนาง นั่นก็คือตวนอ๋อง
“คุณหนูมีอะไรไม่สบายใจหรือเจ้าคะ?”
“ไทเฮาได้เลือกข้าให้กับตวนอ๋อง แต่ข้าไม่ได้ชอบเขา ข้าชอบรุ่ยอ๋อง…ข้าจะทำอย่างไรดี?”
“มีทางเดียวเจ้าค่ะ คือคุณหนูต้องทำให้รุ่ยอ๋องชอบคุณหนูเจ้าค่ะ หากว่ารุ่ยอ๋องชอบคุณหนู เขาย่อมเอ่ยปากกับไทเฮาเพื่อคุณหนูแน่นอนเจ้าค่ะ”
จางอวี้หลันเมื่อได้ยินคำพูดของบ่าวคนสนิท ก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ นางยังพอมีเวลาเพราะยังไม่มีราชโองการลงมา นางต้องหาวิธีมัดใจรุ่ยอ๋องให้ได้“เจ้าไปตามสืบว่ารุ่ยอ๋องชอบไปที่ใด”
“เจ้าค่ะ”
จวนตระกูลหยาง
แผลบนหลังของหยางเฟินเยว่เริ่มหายดีแล้ว แต่ยังคงหลงเหลือรอยฟกช้ำอยู่บ้าง หยางเฟินเยว่เก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกไปไหน เพราะนางอยากรักษาร่างกายให้หายดี ตลอดระยะเวลา 14 วันที่นางมาอยู่ในร่างนี้ นางครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไปดี
สรุปคือนางจะมานั่งหวาดกลัวอยู่อย่างนี้ไม่ได้ นางจะต้องลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในแบบของนางให้มีความสุขที่สุด สิ่งที่ร่างนี้เคยทำเอาไว้ ก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว นางควรอยู่กับปัจจุบันและทำวันนี้ให้ดีที่สุด
เมื่อคิดได้เช่นนั้นจิตใจของนางก็ผ่องใสและเบิกบาน เพราะโดยปกตินางเป็นคนมองโลกในแง่ดีสดใสร่าเริงอยู่เสมอ นางมาสะดุดเพราะทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูตัวร้าย เลยทำให้เสียความมั่นใจไปนิดหน่อย
แต่ว่าต่อจากนี้นางจะใช้ชีวิตให้ดี นางมีบิดาที่รักนางอย่างจริงใจแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว “ท่านพ่อ!”นางร้องออกมาอย่างดีใจเมื่อเห็นเขาเดินมาหา
“หน้าตาเจ้าดูสดใสขึ้นแล้วดีจริง” เขาเอ่ยพร้อมดึงร่างของบุตรสาวมาสวมกอดด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ จากนั้นก็ผละออกมา แล้วพานางมานั่งยังเก้าอี้ตรงชานเรือน จากนั้นก็ยื่นบัตรเชิญให้นาง
เฟินเยว่รับมาเปิดอ่านก่อนจะทำหน้ายุ่ง “บัตรเชิญเรียกข้าไปเชือดแน่เลยเจ้าค่ะท่านพ่อ”
เสนาบดีหยางได้ยินก็หัวเราะออกมา “เจ้ากลัวเป็นด้วยรึ?”
“เมื่อก่อนไม่กลัวแต่ตอนนี้กลัวแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อข้าไม่อยากไป”
เขามองสำรวจใบหน้าบุตรสาวเพื่อให้แน่ใจว่า นางหมายความแบบนั้นจริง ๆ “ไทเฮาเชิญมาด้วยพระองค์เอง ขัดพระประสงค์คงไม่ได้ พ่อจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
“จริงหรือเจ้าคะ?”
“อืม”
“ข้าสัญญาเจ้าค่ะ ว่าจะไม่ทำตัวโง่เขลาอีกต่อไปแล้ว”
“ขอบใจลูกรัก ได้ยินเจ้าพูดแบบนี้ ทำให้ข้ามีความสุขมากจริง ๆ” วิญญาณเฟินเยว่ยืนมองพวกเขาด้วยใจอันเจ็บปวด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะนางทำตัวเองแท้ ๆ สำนึกได้ก็ตอนเป็นวิญญาณไปเสียแล้ว นี่สินะที่เขาบอกว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
