5 ใช่ว่าจะเป็นผลดี
5
ใช่ว่าจะเป็นผลดี
เสียงหัวเราะเยาะหยันของเฉินกุ้ยและพวกพ้องค่อยๆ เลือนหายไป มู่ชิงเหยามองตามหลังคนเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางไม่ได้สนใจต่อคำถากถางหรือคำขู่ที่ว่าจะปล่อยให้พวกนางอดตายเพราะขาดน้ำ เพราะนางมีบ่อน้ำในที่ดินของตนเองแล้ว แถมยังใสสะอาดไม่เหมือนบ่อน้ำของเฉินกุ้ยที่ขุ่นเพราะใกล้แห้งขอด
เมื่อมารดากลับเข้าไปพักในบ้านแล้ว หญิงสาวก็หันไปหยิบตะกร้าสานใบเก่าขึ้นมาสะพายหลัง ในมือถือจอบบิ่นๆ เล่มเดิม เป้าหมายของนางในวันนี้คือเนินดินรกร้างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ที่นั่นมีดินเหนียวเนื้อละเอียดที่พอจะนำมาผสมฟางเพื่อใช้ซ่อมแซมรอยแตกตามผนังบ้านดินได้
นางไม่ได้หยิบพู่กันเกล็ดมังกรมาใช้งาน เหตุผลก็เพราะว่านางเริ่มสังเกตเห็นกฎเกณฑ์บางอย่างของพู่กันวิเศษเล่มนี้ ชิงเหยาเชื่อว่าหากนางมีร่างกายที่สมบูรณ์พร้อม มีเลือดลมเดินสะดวกและมีพละกำลังเต็มเปี่ยม เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้มันวาดของสำคัญที่อาจต้องแลกด้วยความเจ็บปวด นางย่อมต้านทานแรงสะท้อนกลับนั้นได้ดีกว่าตอนที่ร่างกายอ่อนแอซูบผอม การใช้พู่กันทุกวันก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป
สิ่งไหนที่พอจะทำได้ด้วยแรงกายนางจะลงมือทำด้วยตนเอง สิ่งไหนที่หาได้จากป่าเขาลำเนาไพรนางจะไม่ยอมพึ่งพาพู่กันเป็นอันขาด พู่กันนี้มีทั้งคุณและโทษ การพึ่งพาปาฏิหาริย์ทุกวันนางจะถูกดูดพลังจนตาย ชิงเหยาไม่ได้ต้องการเพียงแค่รอดตาย แต่นางต้องการยืนยัดเพื่อให้มารดาได้พึ่งพา
เมื่อมาถึงเนินดินที่มีร่องรอยของดินเหนียวสีเข้มก็เริ่มลงมือขุดดินอย่างตั้งใจ ดินที่นี่เหนียวหนึบและขุดยากกว่าดินทรายทั่วไป ทุกครั้งที่จอบสับลงต้องออกแรงแขนอย่างมากจนเหงื่อกาฬไหลซึม
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางขนดินเหนียวกลับมาที่บ้านหลายเที่ยว จนกระทั่งได้กองดินพูนสูงพอกับความต้องการ
นายหญิงเยี่ยเดินออกมาเห็นบุตรสาวในสภาพที่เนื้อตัวเปื้อนโคลนก็รีบเข้ามาช่วยประคองตะกร้าออกให้
“เหยาเอ๋อร์ เจ้าพักเสียหน่อยเถิดลูก มือเจ้าแดงไปหมดแล้ว”
มารดากล่าวด้วยความสงสาร พลางมองดูนิ้วมือเล็กๆ ที่เริ่มมีรอยด้านจากการทำงานหนัก ตั้งแต่เล็กจนโตชิงเหยาไม่เคยต้องทำงานแบกหาม นายหญิงเยี่ยเลี้ยงบุตรสาวมาราวกับคุณหนูในห้องหอ พอได้มาเห็นลูกสาวในสภาพนี้แล้วยิ่งทำให้ผู้เป็นแม่หดหู่ใจยิ่งนัก
“ลูกไม่เหนื่อยเจ้าค่ะท่านแม่ ตอนที่อยู่จวนตระกูลมู่ท่านพ่อเคยเรียกช่างมาซ่อมแซมเรือนสาวใช้ ลูกเห็นว่าช่างใช้ดินเหนียวอุดรอยรั่ว ลูกก็เลยจำมาทำดูบ้าง”
“เช่นนั้นให้แม่ช่วยนะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ไปนอนพักต่อเถิดเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร แม่ดีขึ้นบ้างแล้ว”
สองแม่ลูกช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น ชิงเหยาใช้เท้าเปล่าเหยียบย่ำดินเหนียวผสมกับฟางและน้ำจากบ่อจนได้เนื้อที่เหนียวพอดี แล้วใช้มือกอบดินเหล่านั้นขึ้นมาปาดปิดรอยร้าวตามผนังบ้านดิน รอยโหว่ที่เคยปล่อยให้ลมหนาวลอดผ่านเข้ามาได้บัดนี้ถูกปิดสนิทแล้ว
เมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ชิงเหยาก็ทำงานเสร็จสิ้นพอดี นางล้างทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำในบ่อ จากนั้นเดินกลับเข้าบ้านมานั่งข้างมารดาที่เตรียมหัวมันต้มและไข่ไก่ไว้ให้
“วันนี้เจ้าทำงานหนัก กินให้มากหน่อย” มารดาคัดไข่ไก่ฟองที่ใหญ่ที่สุดวางลงในชามของบุตรสาว
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
เช้าวันรุ่งขึ้นหมอกจางๆ ปกคลุมหุบเขา มู่ชิงเหยาลุกขึ้นจัดการธุระส่วนตัวก่อนจะเดินออกไปหลังบ้าน นางก้มลงมองแปลงผักเล็กๆ ที่เพิ่งหย่อนเมล็ดลงไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เห็นผักที่ปลูกไว้กำลังเป็นต้นกล้า ชิงเหยาแย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจ แล้วเดินไปที่บ่อน้ำตักน้ำใส่ถังไม้เล็กๆ รดลงบนต้นกล้าเหล่านั้นจนชุ่มฉ่ำ
ทว่าในขณะที่นางกำลังก้มตัวทำงานอยู่นั้น นางกลับรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างที่บริเวณรั้วไม้ไผ่ผุๆ จึงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ
ที่นั่นมีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งยืนเกาะรั้วมองมาด้วยดวงตากลมแป๋ว อายุของเด็กหญิงราวๆ แปดขวบ สวมชุดผ้าหยาบสีหม่นที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน ผิวพรรณกร้านแดดตามแบบลูกหลานชาวนาในชนบท เส้นผมของนางมัดเป็นจุกเล็กๆ สองข้างดูยุ่งเหยิง เด็กน้อยยืนจ้องมองการกระทำของชิงเหยาอย่างเงียบๆ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
ชิงเหยาชะงักมือที่กำลังรดน้ำ มองสบตาเด็กหญิงผู้นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คลี่รอยยิ้มส่งไปให้ ความประหม่าที่เคยมีบนใบหน้าเล็กๆ นั้นจางหายไป เมื่อเห็นว่าพี่สาวที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่เป็นมิตรและดูเหมือนจะใจดี
“พี่สาว บ้านของท่านมีบ่อน้ำเป็นของตนเองหรือเจ้าคะ”
เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามพร้อมกับเอียงคอ ดวงตากลมโตของนางจ้องมองไปยังแอ่งน้ำใสที่อยู่เบื้องหลังมู่ชิงเหยาไม่วางตา น้ำในบ่อนั้นต้องแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ
ชิงเหยาวางถังน้ำลงแล้วเดินเข้าไปใกล้รั้วไม้ไผ่มากขึ้น นางย่อตัวลงเพื่อให้ระดับสายตาเท่ากับเด็กหญิง
“ใช่แล้ว ข้าเพิ่งขุดพบแหล่งน้ำที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง”
เด็กหญิงได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นไปอีก มองดูน้ำในบ่อด้วยความกระหายอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะก้มหน้าลงมองพื้นดินและพึมพำออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“พ่อแม่ของข้าต้องซื้อน้ำจากผู้นำหมู่บ้านยี่สิบอีแปะต่อเดือน แถมน้ำยังไม่ใสสะอาดเหมือนบ่อน้ำของพี่สาวเลยเจ้าค่ะ”
คำพูดจากปากเด็กหญิงทำให้มู่ชิงเหยาชะงัก นางนิ่งไปครู่หนึ่งพลางครุ่นคิด ยี่สิบอีแปะนั่นเป็นเงินจำนวนที่ไม่น้อยเลยสำหรับครอบครัวชาวนา พวกเขาไม่ได้มีรายได้มากมายอะไร แถมผลผลิตที่เก็บได้จากไร่นาก็น้อยนิด มิหนำซ้ำยังต้องเจียดเงินที่หามาได้ซื้อน้ำตั้งเดือนละยี่สิบอีแปะเพื่อดำรงชีวิต คิดไปแล้วก็น่าอนาถใจเหลือเกิน
เฉินกุ้ยทำเช่นนี้เท่ากับว่ารีดเลือดเอากับปูชัดๆ!
นางลอบสังเกตความเศร้าบนใบหน้าของเด็กหญิงผู้ไร้เดียงสา ความยากจนและความเห็นแก่ตัวของผู้มีอำนาจในหมู่บ้านนี้ช่างน่ารังเกียจ น้ำที่ควรจะเป็นปัจจัยพื้นฐานของการมีชีวิต กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการขูดรีดประหนึ่งสินค้าล้ำค่าที่หาซื้อได้ยากยิ่ง
“ยี่สิบอีแปะเป็นเงินไม่น้อยเลย แล้วน้ำที่เจ้าซื้อมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง” ชิงเหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเห็นใจ
“มันขุ่นและมีเศษดินติดมาด้วยเจ้าค่ะ บางวันก็มีกลิ่นเหม็นจนท่านแม่ต้องเอาไปต้มหลายรอบกว่าจะกล้าให้ข้าดื่ม พี่สาวเจ้าคะ น้ำของท่านใสเหลือเกิน ข้าไม่เคยเห็นน้ำที่ใสเช่นนี้มาก่อนในหมู่บ้านของเรา” เด็กหญิงตอบพลางเงยหน้าขึ้นมองบ่อน้ำอีกครั้ง
