3 เก็บส่วยน้ำ
3
เก็บส่วยน้ำ
เสียงแม่ไก่ขันรับอรุณ ลมหนาวพัดพาไอชื้นจางๆ มาปะทะผิวหน้า มู่ชิงเหยาลืมตาขึ้นในความมืดสลัว ขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบแล้วก้าวออกไปหลังบ้าน แสงรำไรของดวงตะวันที่กำลังจะโพล่ขึ้นมา ทำให้นางพอมองเห็นพื้นดินเบื้องหน้า นางนั่งลงในมุมมืดที่ลับตาคนรวบรวมสมาธิจดจ่ออยู่ที่ปลายนิ้ว ภาพในหัวของนางวันนี้คือถุงผ้าใบย่อมที่บรรจุเมล็ดพันธุ์ผักนานาชนิด ทั้งผักกาด หัวไชเท้า และเมล็ดถั่ว
นางเริ่มจรดปลายพู่กันลงบนพื้นดินที่แห้งกรัง ลากเส้นอย่างช้าๆ ในขณะที่ปลายพู่กันขยับไปนั้น นางเตรียมใจรับความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นเหมือนครั้งที่วาดแม่ไก่ ทว่าเมื่อเส้นบรรจบกันจนครบรอบ ร่างกายของนางเพียงแค่รู้สึกล้าลงเล็กน้อย คล้ายกับคนที่เพิ่งเดินเร็วๆ มาเพียงชั่วครู่ ไม่มีความรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยทิ่มแทงหรือวิงเวียนจนสิ่งรอบกายหมุนคว้าง
บนพื้นทรายปรากฏถุงผ้าใบเล็กที่มีน้ำหนักเบา เมื่อนางเปิดออกดูก็พบเมล็ดพันธุ์พืชวางอยู่ภายในอย่างครบถ้วน ชิงเหยาแย้มยิ้มออกมาด้วยความดีใจจนลืมความเหนื่อยล้า นางค้นพบความลับสำคัญของพู่กันเล่มนี้อีกอย่างหนึ่ง
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ยิ่งวาดของที่มีค่าน้อยแรงสะท้อนกลับของพู่กันก็จะยิ่งเบาลง
นางพึมพำกับตัวเองด้วยความโล่งอก หากนางวาดเพียงเมล็ดพันธุ์หรือสิ่งของเครื่องใช้ธรรมดา ร่างกายของนางย่อมรับไหว แต่หากวันใดนางโลภมากวาดทองคำหรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัว พู่กันนี้คงจะสูบเอาวิญญาณของนางไปแทน
เมื่อรู้ข้อควรระวังเช่นนี้ ชิงเหยาก็รีบเก็บถุงเมล็ดพันธุ์ซ่อนไว้ในสาบเสื้อ นางหยิบจอบที่มีเพียงตัวเหล็กบิ่นๆ ขึ้นมา แล้วเริ่มลงมือขุดดินหลังบ้านดินทันที ดินที่หมู่บ้านหุบเขาหินนั้นแข็งประหนึ่งหินสมชื่อ ทุกครั้งที่จอบสับลงไป แรงสั่นสะเทือนทำให้แขนชา แต่ชิงเหยาไม่ย่อท้อ นางต้องการทำแปลงผักเตรียมไว้ก่อนเพื่อตบตาชาวบ้านขี้สงสัย
“เหยาเอ๋อร์ เจ้าทำอะไรอยู่ลูก”
นายหญิงเยี่ยเดินออกมาเห็นบุตรสาวกำลังก้มหน้าก้มตาขุดดินจนเหงื่อท่วมกายก็นึกสงสาร นางรีบเข้ามาช่วยประคองแขนไว้
“จะทำแปลงผักเจ้าค่ะท่านแม่ ถ้าเราเตรียมดินไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาก็จะได้ลงมือปลูกได้ทันที” ชิงเหยาตอบพลางใช้หลังมือเช็ดเหงื่อ
“แต่ดินที่นี่แห้งแล้งมาก น้ำในบ่อของหมู่บ้านก็อยู่ไกลลิบ แถมชาวบ้านยังบอกว่าน้ำเหลือน้อยเต็มที หากปลูกไปแล้วไม่มีน้ำรดเมล็ดพันธุ์พวกนี้คงต้องแห้งตายไปเสียเปล่า”
“ลูกทราบเจ้าค่ะท่านแม่ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่หว่านเมล็ดลงไปในตอนนี้ ลูกเพียงแต่เตรียมดินไว้ให้ร่วนซุยก่อนเท่านั้น”
สองแม่ลูกช่วยกันจัดแจงพื้นที่หลังบ้านจนกลายเป็นแปลงสี่เหลี่ยมเล็กๆ สองสามแปลง แม้ฝ่ามือของชิงเหยาจะเริ่มพองจนเจ็บแสบแต่นางกลับรู้สึกอุ่นใจ ทว่าในขณะที่สองแม่ลูกกำลังช่วยกันคัดแยกกรวดหินออกจากดินนั้นเอง เสียงตะโกนเรียกอย่างไม่มีมารยาทก็ดังขึ้นจากทางหน้าบ้าน
“แม่นางมู่! อยู่บ้านหรือไม่!”
มันคือเสียงของเฉินกุ้ยผู้นำหมู่บ้านหุบเขาหิน ชายผู้นี้มีร่างกายท้วมใหญ่ ชอบเสวยสุขบนความลำบากของผู้อื่น เขามักจะอ้างว่าตนเองเป็นผู้ดูแลกฎเกณฑ์ของหมู่บ้านเพื่อขูดรีดชาวบ้านอยู่เสมอ ชิงเหยาวางจอบในมือลง นางบอกให้มารดาเข้าไปรอในบ้านก่อน ส่วนนางจะเป็นคนเดินออกไปหาเฉินกุ้ยเอง
ที่หน้าบ้านเฉินกุ้ยยืนกอดอกอย่างถือดี โดยมีลูกสมุนอีกสองคนยืนอยู่ข้างกาย สายตาของเขาจ้องมองสำรวจบ้านดินซอมซ่อด้วยท่าทางเหยียดหยาม ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของชิงเหยา
“มีธุระอะไรกับข้าหรือเจ้าคะท่านผู้นำหมู่บ้าน” ชิงเหยาถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวเหมือนคนตกอับทั่วไป
“ข้ามาแจ้งเรื่องสำคัญ” เฉินกุ้ยขยับตัวพลางพ่นลมหายใจแรง “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้หลายวันแล้ว และข้าเห็นว่าพวกเจ้าเริ่มจะตั้งรกรากจริงจัง มีทั้งสัตว์เลี้ยงและเริ่มจะขุดดินปลูกผัก แต่อย่าลืมนะว่าน้ำในบ่อส่วนกลางทั้งหมดอยู่ในความดูแลของข้า”
“แล้วอย่างไรเจ้าคะ”
“หากพวกเจ้าคิดจะใช้น้ำเพื่อรดผัก หรือแม้แต่ใช้กินใช้ดื่ม เจ้าต้องจ่ายส่วยน้ำให้กับข้ายี่สิบอีแปะต่อเดือน หุบเขาหินแห่งนี้แห้งแล้งนัก น้ำทุกหยดมีค่าประหนึ่งทองคำ ข้าไม่สามารถให้คนมาใหม่ใช้น้ำโดยไม่เสียส่วยได้หรอก”
“ยี่สิบอีแปะหรือเจ้าคะ!”
ชิงเหยาตกใจ ในถุงเงินของนางตอนนี้เหลือเงินเพียงไม่กี่อีแปะเท่านั้น และนางต้องเก็บไว้ซื้อข้าวของที่จำเป็นอีกหลายอย่างประทังชีวิต
“ท่านก็เห็นว่าข้ากับแม่เพิ่งมาถึง ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อผ้าผ่อนใหม่ ส่วยน้ำยี่สิบอีแปะนั้นสูงเกินไปสำหรับพวกเราเจ้าค่ะ”
“นั่นไม่ใช่เรื่องของข้า” เฉินกุ้ยเดินเข้ามาใกล้ขึ้น แววตาที่จ้องมองมานั้นแฝงไปด้วยความโลภ “ถ้าไม่มีเงินจ่ายก็ต้องหาของที่มีค่ามาแลกเปลี่ยน หรือไม่ก็ไสหัวออกจากหมู่บ้านไปเสีย อย่ามาเป็นภาระของที่นี่”
“ที่ดินผืนนี้เป็นสินเดิมของท่านแม่ ข้ามีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย ท่านไม่มีสิทธิ์ขับไล่เรา”
“โฉนดที่ดินน่ะเป็นของจริงแต่กฎของหมู่บ้านก็ไม่เคยมีใครกล้าขัด ข้าให้เวลาเจ้าสามวันหากไม่มีเงินมาจ่ายส่วยน้ำก็อย่าหวังว่าพวกเจ้าจะได้ใช้น้ำแม้แต่หยดเดียว ดูซิว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างไร”
เฉินกุ้ยหัวเราะในลำคอก่อนจะพาลูกสมุนเดินจากไป ทิ้งให้ชิงเหยามองตามด้วยความขุ่นเคือง นางกำหมัดแน่น เฉินกุ้ยเป็นถึงผู้นำหมู่บ้านแต่หาทางเอารัดเอาเปรียบคนตกทุกข์ได้อยากทุกทาง เดิมทีชาวบ้านในหมู่บ้านก็ยากจนข้นแค้นอยู่แล้วยังต้องเจียดเงินมาเป็นค่าส่วยน้ำให้ผู้นำหมู่บ้านอีก เขาช่างไร้ยางอายจริงๆ
นางไม่ได้กลัวคำขู่ของเฉินกุ้ย แต่นางกำลังโกรธแค้นในความอยุติธรรมนี้ต่างหาก นางเดินกลับเข้าไปในบ้านเห็นมารดายืนพิงฝาผนังด้วยใบหน้าซืดเซียว นั่นก็หมายความว่าสิ่งที่เฉินกุ้ยพูดอยู่ข้างนอกมารดาได้ยิดชัดทุกคำพูดแล้ว
“เขาจะเก็บเงินเราหรือเหยาเอ๋อร์ เราจะทำอย่างไรดี”
“ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะท่านแม่ ในสามวันนี้ลูกจะหาทางจัดการเรื่องนี้เอง ท่านแม่พักผ่อนเถิดนะเจ้าคะ”
เมื่อมารดาหลับไปแล้ว ชิงเหยาจึงได้หยิบพู่กันเกล็ดมังกรออกมาวางบนตัก นางมองดูแปลงผักหลังบ้านที่ขุดทิ้งไว้ ความแห้งแล้งที่เฉินกุ้ยอ้างนั้นเป็นความจริง แต่คำขู่เรื่องส่วยน้ำนั้นเป็นการรังแกคนไม่มีทางสู้อย่างเห็นได้ชัด
ยี่สิบอีแปะต่อเดือน...หากข้ามีแหล่งน้ำเป็นของตัวเองล่ะ
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมองของชิงเหยา พู่กันนี้วาดของได้เพียงวันละครั้งและวันนี้นางใช้สิทธิ์ไปกับการวาดเมล็ดพันธุ์แล้ว นางต้องรอวันพรุ่งนี้จึงจะวาดสิ่งใหม่ขึ้นมาได้
