2 ชายขาพิการ
2
ชายขาพิการ
นางทอดถอนใจอย่างขมขื่น ก่อนจะใช้ชายเสื้อเช็ดคราบเลือดที่มุมปากออก มองดูหัวมันเผาที่วาดได้เป็นสิ่งแรกของวัน บัดนี้นางเข้าใจแล้วว่าวันนี้นางได้ใช้สิทธิ์วันละครั้งหมดไปแล้ว และเกือบจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เพราะความโลภ
“มีเพียงหนทางเดียวคือต้องใช้มันอย่างระมัดระวังที่สุด เอาเถิด…อย่างน้อยมีพู่กันวิเศษนี้ชีวิตของข้ากับท่านแม่น่าจะดีขึ้นมาบ้าง”
ชิงเหยาเดินกลับไปที่บ้านดินหลังเก่า เห็นมารดานอนคุดคู้อยู่บนฟางข้าวด้วยความหนาวเหน็บ นางจึงหยิบหัวมันเผาที่ยังอุ่นอยู่ออกมาส่งให้
"นั่นเจ้าไปเอามันเผามาจากที่ใดหรือ"
“เป็นโชคดีของลูกที่ไปเจอในแปลงมันเก่าของชาวบ้านค่ะ ท่านแม่รีบกินเถิด”
ชิงเหยายิ้มบางๆ พลางบิหัวมันส่งให้มารดา นางมองดูมารดาที่ค่อยๆ เคี้ยวอาหารด้วยความรู้สึกสงสาร แม้ร่างกายของนางจะยังคงเจ็บร้าวจากแรงสะท้อนกลับของพู่กัน แต่การเห็นมารดาอิ่มท้องก็เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า
ในคืนนั้นชิงเหยานอนฟังเสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านช่องหน้าต่างพังๆ นางพยายามวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ หากนางวาดอาหารทุกวัน นางจะไม่มีวันขยับขยายชีวิตให้ดีขึ้นได้เลย นางต้องวาดสิ่งที่จะสร้างรากฐานให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในที่กันดารแห่งนี้ให้ได้
“พรุ่งนี้ข้าจะวาดแม่พันธุ์ไก่”
นางพึมพำกับตัวเองแล้วซ่อนพู่กันไว้ใต้หมอนอย่างมิดชิด แต่การมีกินมีใช้รวดเร็วเกินไปนั้นจะเป็นที่ผิดสังเกตของชาวบ้าน นั่นอาจจะนำภัยใหญ่หลวงมาให้ พรุ่งนี้เช้านางจะแสร้งเดินขึ้นเขาไปหาของป่าเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ เพื่อตบตาผู้คน และจะได้สอดส่องดูว่าในหุบเขาแห่งนี้มีสิ่งใดพอจะใช้เป็นช่องทางทำมาหากินได้บ้าง
รุ่งเช้าของวันที่สอง ชิงเหยาตื่นขึ้นพร้อมกับความตั้งใจใหม่ นางเตรียมตัวเดินขึ้นไปทางตีนเขาที่ดูเขียวชอุ่มกว่าในหมู่บ้านเล็กน้อย นางเดินลัดเลาะตามทางเดินเล็กๆ ที่ถูกทับถมด้วยใบไม้แห้ง จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่เขตป่าไผ่ท้ายหมู่บ้าน กลิ่นดินและไอน้ำค้างทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง
หลังจากเดินมาได้สักพัก นางก็สังเกตเห็นควันไฟบางๆ ลอยมาจากทางทิศตะวันออก ด้วยความสงสัยนางจึงค่อยๆ แทรกตัวผ่านพุ่มไม้ออกไป สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือกะท่อมไม้ไผ่หลังย่อมที่ดูสะอาดสะอ้าน
ที่หน้ากระท่อมนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นไม้ที่ดูค่อนข้างเก่า ใบหน้าของเขาคมสันแต่ซูบตอบ แววตาที่เขามองออกไปยังผืนป่านั้นดูสงบนิ่งและไร้ความรู้สึก ขาทั้งสองข้างของเขาดูไร้เรี่ยวแรงเหมือนจะขยับไม่ได้
ชิงเหยาเผลอเหยียบกิ่งไม้แห้งหักเสียงดังกร๊อบ ชายหนุ่มผู้นั้นหันกลับมามองในทันที แววตาของเขาที่จ้องมานั้นดูเย็นเยียบและเต็มไปด้วยการระวังภัย
“เจ้าเป็นใคร”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแต่กลับทำให้นางรู้สึกยำเกรง ชิงเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง นางรีบปรับสีหน้าให้ดูปกติ
“ข้าเป็นคนมาใหม่อาศัยในหมู่บ้านหุบเขาหิน มาหาฟืนและของป่าเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขามองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปมองท้องฟ้าตามเดิม
“ที่นี่ไม่มีของป่าให้เจ้าหาหรอก ของป่าเล็กๆ น้อยๆ ที่พอมีชาวบ้านก็เอาไปหมดแล้ว เจ้าไปเสียเถอะ”
นางมองดูแผ่นหลังของเขาแล้วรู้ว่ามีบางอย่างคล้ายคลึงกับตนเอง เขาเงียบขรึมและเย็นชา นางไม่ได้ถอยกลับตามคำไล่ แต่วางฟืนที่หามาได้ลงข้างๆ ทางเดิน เพราะเห็นว่าเขาอยู่ลำพังและอาจจะลำบากมาก บางทีฟืนนี้อาจเป็นเชื้อเพลิงให้เขาใช้จุดไฟบรรเทาความหนาวเหน็บได้
“วันนี้อาจจะไม่มีแต่พรุ่งนี้ไม่แน่เจ้าค่ะ”
นางกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกมา ในใจของชิงเหยาเริ่มครุ่นคิดถึงวันถัดไป พู่กันในมือของนางวาดได้วันละหนึ่งครั้ง และครั้งต่อๆ ไปนางอาจจะวาดสมุนไพรบางอย่างมาลองช่วยชายขาพิการผู้นี้ดู
เมื่อไม่ได้ของป่าติดมือกลับมานางจึงมุ่งตรงกลับบ้าน ใจก็ครุ่นคิดแต่เรื่องพู่กันเกล็ดมังกร หากนางเอาไว้ใช้วาดอาหาร วันพรุ่งนี้นางก็ต้องวาดอีก และวันต่อๆ ไปนางก็จะไม่ได้วาดสิ่งของที่จำเป็นยิ่งกว่านั้น อีกทั้งหากไม่วาดเงินทอง ถึงกระนั้นการวาดของที่มีราคาสูงก็ยังเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป
พอเห็นว่ามารดายังหลับอยู่ นางจึงเดินออกไปหลังบ้าน มองรอยแยกของแผ่นดินที่แห้งกรังและก้อนหินกระจายอยู่ทั่วพื้น ชิงเหยานั่งลงบนพื้นดินที่ลับตาคน ภาพในหัวของนางไม่ใช่เป็ดย่างรสเลิศหรืออาหารหรูหรา แต่มันคือสัตว์ตัวหนึ่งที่จะให้ผลผลิตแก่นางได้
นางเริ่มจรดปลายพู่กันวาดรูปของแม่ไก่ตัวอ้วนลงบนพื้นทราย ทุกเส้นสายที่ลากผ่านพื้นดินหนักอึ้ง เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผม ลมหายใจเริ่มติดขัดเป็นห้วงๆ แต่นางยังคงประคองปลายนิ้วให้ลากไปจนบรรจบเป็นเส้นสุดท้าย
พลันบังเกิดแสงสว่างขึ้น ก่อนที่เสียงร้องกะต๊ากเบาๆ จะดังตามมา บนพื้นทรายที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ปรากฏแม่ไก่ขนสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่ง มันดูแข็งแรงและอุดมสมบูรณ์ผิดกับความแห้งแล้งของหมู่บ้าน
ชิงเหยาซบหน้าลงกับฝ่ามือหอบหายใจรัวเร็ว ความเหนื่อยล้าคราวนี้ไม่หนักเท่าตอนวาดเงิน แต่ก็ทำให้นางมึนศีรษะจนต้องนั่งนิ่งอยู่นานนับเค่อ นางรีบคว้าแม่ไก่ขึ้นมาแนบอก ปิดปากมันไว้ไม่ให้ส่งเสียงดังจนบ้านอื่นได้ยิน
"จากนี้ไปเจ้าต้องออกไข่ให้ข้ากับท่านแม่ได้กินทุกวัน"
นางพึมพำกับแม่ไก่ตัวนั้น ก่อนจะรีบนำมันไปซ่อนไว้ในสุ่มไม้ไผ่เก่าๆ แล้วคลุมด้วยเศษฟางอย่างมิดชิด
"เหยาเอ๋อร์ เจ้าไปเอาแม่ไก่ตัวนี้มาจากที่ใด"
นายหญิงเยี่ยเดินออกมาเห็นเข้าพอดี นางถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นบุตรสาวกำลังวุ่นอยู่กับการจัดแจงที่ทางให้สัตว์เลี้ยงตัวใหม่
"ลูกเดินไปทางชายป่าตอนเช้ามืดเห็นมันเข้าเจ้าค่ะท่านแม่ วิ่งไล่จับอยู่นานกว่าจะจับได้ มันเป็นไก่ป่าลูกเลยนำกลับมาเลี้ยงไว้ เผื่อว่าวันข้างหน้าจะมีไข่ให้พวกเราได้กินบ้าง"
ชิงเหยาโกหกอย่างแนบเนียน นางยังไม่พร้อมจะเปิดเผยความลับเรื่องพู่กันให้ใครรู้ แม้จะเป็นมารดาแท้ๆ ก็ตาม
"โชคดีของเรายิ่งนัก แต่เจ้าต้องระวังให้ดีนะ คนในหมู่บ้านนี้ต่างก็หิวโหย หากใครเห็นเข้าไก่ตัวนี้อาจจะกลายเป็นอาหารของผู้อื่นไปเสียก่อน" นายหญิงเยี่ยเตือนด้วยความกังวล
"ลูกจะระวังเจ้าค่ะท่านแม่"
ในคืนนั้นชิงเหยานอนมองพู่กันเกล็ดมังกรที่อยู่ในมือ วันแรกนางวาดหัวมันเผาเพื่ออิ่มท้อง วันที่สองนางวาดแม่ไก่เพื่อเป็นแหล่งอาหาร วันพรุ่งนี้นางต้องวาดสิ่งที่สำคัญกว่านั้น
นางคิดถึงชายขาพิการ เขาดูเหมือนจะพิการมานานมากแล้ว พลังของพู่กันอาจช่วยรักษาเขาได้ แต่ความเจ็บปวดที่นางต้องแลกมาเล่า?
นางส่ายหน้าเบาๆ เตือนตัวเองว่าอย่าเพิ่งทำอะไรที่เกินตัว ความลับของพู่กันเกล็ดมังกรนี้ต้องถูกรักษาไว้ด้วยชีวิต หากใครรู้เข้า ไม่เพียงแต่นางจะไม่ได้ล้างแค้น แต่อาจจะต้องจบชีวิตลงที่หุบเขาหินแห่งนี้พร้อมกับมารดา
