1 หมู่บ้านหุบเขาหิน
1
หมู่บ้านหุบเขาหิน
“ออกไป! ตระกูลมู่ไม่ต้อนรับตัวอัปมงคลอย่างพวกเจ้า!”
เสียงตวาดกร้าวพร้อมกับร่างของมู่ชิงเหยาที่ถูกผลักจนตกจากบันได เข่าทั้งสองข้างของนางกระแทกพื้นจนผ้าเนื้อดีขาดวิ่น เลือดสีแดงซึมออกมาตามรอยถลอก แต่นางไม่มีเวลาแม้จะร้องขอความเมตตา ร่างบางรีบตะเกียกตะกายเข้าไปโอบรับร่างมารดาที่ถูกโยนตามออกมาอย่างไม่ปรานี
“ท่านแม่! ท่านแม่เจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ”
มู่ชิงเหยาประคองร่างของนายหญิงเยี่ยไว้ สตรีวัยกลางคนสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด ห่อผ้าเก่าสองห่อถูกโยนตามลงมาติดๆ มู่หรงผู้เป็นอาแท้ๆ เดินออกมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวน ใบหน้าที่เคยแสร้งแย้มยิ้มใจดี บัดนี้กลับมีรอยยิ้มเหยียดหยาม ในมือของเขาถือหนังสือสัญญาหนี้ปลอมที่ใช้บีบให้นายหญิงเยี่ยประทับตรามอบกิจการผ้าไหมทั้งหมดเพื่อแลกกับการไม่ส่งตัวบุตรสาวเข้าหอนางโลม
“ชิงเหยา อย่าหาว่าอาใจร้ายเลย ในเมื่อพ่อของเจ้าทำตัวน่าอดสูโกงกินเงินหลวงจนต้องโทษประหาร ข้าในฐานะคนสกุลมู่ก็ต้องรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลไว้ พวกเจ้าไปเสียเถอะ ไปให้พ้นจากเมืองหลวง อย่าให้ข้าเห็นหน้าพวกเจ้าอีก”
“ท่านอา ท่านก็รู้ดีว่าท่านพ่อถูกใส่ความ!” ชิงเหยาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
“นังเด็กปากดี!" เขาตะคอกก่อนจะหันไปทางบ่าวไพร่ "ไล่พวกนางออกไปให้พ้นหน้าจวนเดี๋ยวนี้!”
เสียงประตูไม้ถูกปิดลง ราวกับตัดขาดความสัมพันธ์ที่เคยมีร่วมกันมาทั้งหมด มู่ชิงเหยาแหงนมองป้ายหน้าจวนที่เขียนว่าตระกูลมู่ด้วยหัวใจที่แตกสลาย นางกัดฟันแบกห่อผ้าขึ้นหลัง มือหนึ่งประคองมารดาที่แทบจะยืนไม่อยู่ ทรัพย์สินที่เหลือติดตัวมีเพียงเงินไม่กี่อีแปะกับโฉนดที่ดินเก่าในหมู่บ้านหุบเขาหิน ซึ่งเป็นสินเดิมที่ท่านแม่ไม่เคยคิดจะกลับไป
การเดินทางนับสิบวันพรากเรี่ยวแรงไปจนเกือบสิ้น มู่ชิงเหยาประคองมารดาเดินลัดเลาะตามถนนขรุขระ สองข้างทางไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา มีเพียงพงหนามและต้นหญ้าสีน้ำตาลที่ยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ
“ถึงแล้วหรือยังเหยาเอ๋อร์” เสียงของมารดาแหบพร่า นายหญิงเยี่ยไอโขกจนตัวโยน ร่างกายที่เคยอวบอิ่มบัดนี้ซูบผอมจนเห็นกระดูก
“ใกล้แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้ามเนินเขานี้ไปก็ถึงแล้ว”
ชิงเหยากัดริมฝีปากจนห่อเลือด นางพยายามปั้นหน้าให้ดูเข้มแข็งทั้งที่ฝ่าเท้าพองจนระบมไปหมด ครู่ต่อมาสิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับไม่ใช่หมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์อย่างที่วาดฝัน แต่มันคือกลุ่มบ้านดินหลังคาฟางเก่าๆ ไม่กี่สิบหลังที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ชาวบ้านที่นี่แต่งตัวด้วยผ้าป่านหยาบกร้าน ใบหน้าแต่ละคนซูบตอบจนอิดโรย พวกเขาต่างหยุดมือจากการขุดหินมองดูคนแปลกหน้าด้วยแววตาสงสัย
ชิงเหยาถามทางชายชราคนหนึ่งจนรู้ว่าบ้านสินเดิมของมารดาตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับหน้าผาสูง มันคือบ้านดินสามห้องที่หลังคาทรุดลงมาเกือบครึ่ง ฝาผนังมีรอยแยกขนาดใหญ่พอให้ลมหนาวลอดผ่านได้ทุกทิศทาง ภายในไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงฝุ่นหนาและกลิ่นอับชื้นที่ชวนให้สะอิดสะเอียน
“ท่านแม่นั่งพักก่อนนะเจ้าคะ”
หญิงสาวพยุงมารดานั่งลงบนกองฟางเก่ามุมห้อง นางมองไปรอบๆ ด้วยความท้อใจ ในถุงเงินเหลือเงินอีแปะไม่ถึงสิบเหรียญ อาหารที่พกมาก็หมดเกลี้ยงตั้งแต่เมื่อวาน ความหิวเล่นงานจนแสบไส้ แต่นางต้องอดทนเพื่อหาทางให้มารดาได้กินอิ่มก่อน
นางเดินออกไปนอกบ้านหวังจะหาแหล่งน้ำหรือพืชผักป่ามาประทังชีวิต ทว่าพื้นดินที่นี่แข็งราวกับหิน นางจึงเดินลึกเข้าไปหลังหมู่บ้านจนถึงอารามร้างที่เถาวัลย์พันเกี่ยวจนแทบมองไม่เห็นประตู ภายในอารามเงียบสงัด กลิ่นธูปจางๆ ที่หลงเหลือจากอดีตยังลอยอบอวลอยู่
มองไปบนแท่นบูชาที่ผุพัง สายตาของนางเหลือบไปเห็นบางอย่างปักอยู่ในกระถางธูปที่เต็มไปด้วยขี้เถ้า มันคือพู่กันไม้ที่ดูธรรมดาจนเกือบจะกลายเป็นกิ่งไม้แห้งๆ แต่เมื่อลองหยิบขึ้นมากลับพบว่ามีน้ำหนักที่พอดีมือ บนด้ามมีรอยสลักเลือนลางเป็นรูปเกล็ดมังกร
ชิงเหยานั่งลงบนพื้นทรายในอารามด้วยความอ่อนแรง นางนึกสนุกผสมกับความโหยหิวจึงลองใช้พู่กันวาดรูปหัวมันเผาลงบนทราย
ทว่าทันทีที่ตวัดเส้นสุดท้ายเสร็จ แสงสีขาวก็สว่างวาบขึ้นชั่วพริบตา กลิ่นหอมของหัวมันเผาร้อนๆ ลอยเข้าจมูกจนนางชะงัก บนพื้นทรายที่เคยว่างเปล่า บัดนี้มีหัวมันขนาดใหญ่ที่ส่งควันกรุ่นปรากฏขึ้นจริง!
ชิงเหยาตัวแข็งทื่อ นางขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะยื่นมือสั่นเทาไปแตะดู มันอุ่นและมีผิวสัมผัสเหมือนของจริงทุกประการ นางรีบคว้ามันขึ้นมาแนบอก ความตื่นเต้นทำให้หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก
“พู่กันนี้มีฤทธิ์เดชอัศจรรย์เหลือเกิน หากวาดสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องทนลำบากอีกแล้ว!”
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว หากมีเงินสักถุงนางจะพามารดาออกไปจากหุบเขากันดารแห่งนี้ ไปหาหมอที่ดีที่สุด ซื้อบ้านหลังใหญ่ และกลับไปทวงคืนทุกอย่างจากท่านอาชั่วช้า ชิงเหยากลั้นหายใจ นางคุกเข่าลงจับพู่กันมั่น ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่ปลายนิ้ว ตวัดวาดรูปเงินตำลึงลงบนพื้นทรายอย่างตั้งใจ
ทว่าเมื่อเส้นบรรจบกัน แสงที่ควรจะสว่างกลับกลายเป็นสีแดงชาดที่ดูน่ากลัว นางรู้สึกเหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่หัวใจอย่างแรง ชิงเหยาหน้ามืดวิงเวียนจนรอบกายหมุนคว้าง ร่างของนางทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสีแดงข้นทะลักออกจากปากและจมูกจนเปรอะเปื้อนคอเสื้อ
“อึก!”
นางหอบหายใจรวยริน ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับเนื้อหนังถูกฉีก นางเงยหน้าขึ้นมองภาพวาดตำลึงเงินบนพื้นด้วยสายตาที่เริ่มพร่ามั่ว ทว่าบนพื้นทรายกลับว่างเปล่า ไม่มีเงินตำลึงปรากฏขึ้น มีเพียงหยดเลือดของนางที่ซึมลงสู่ผืนทราย
ในขณะที่สติกำลังจะหลุดลอย เสียงหนึ่งคล้ายกระซิบแผ่วเบาข้างหู ดังขึ้นเตือนว่า
พู่กันนี้มอบสิ่งของเพื่อประทังชีวิตได้ แต่ไม่อาจมอบความมั่งคั่งที่ขัดต่อโชคชะตาได้ และที่สำคัญที่สุดมนตรานี้มีขีดจำกัดเพียงหนึ่งครั้งต่อวันเท่านั้น!
ชิงเหยาพยุงกายที่สั่นเทิ้มขึ้นมานั่งพิงเสา นางมองพู่กันในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังขา พู่กันนี้ไม่ใช่บ่อเงินบ่อทอง แต่มันคือเครื่องมือเพื่อการเอาตัวรอด หากนางยังดึงดันจะวาดทองหรือเงิน พลังวิเศษนี้จะสูบเอาชีวิตของนางไปจนหมดสิ้นโดยที่ไม่ได้สิ่งใดกลับมาเลย
