ตอนที่ 8 จุดเริ่มต้นของความลับ
ตอนที่ 8 จุดเริ่มต้นของความลับ
รถยนต์คันหรูชะลอความเร็วลงเมื่อจอดเลยปากซอยที่จะต้องเลี้ยวเข้าบ้านของไพลินออกมาพอสมควร รวิภัทรเป็นคนอาสามาส่งเธอเอง ส่วนรถของคนขับประจำตัวของหญิงสาวขับตามมาห่าง ๆ อย่างรักษาระยะ
การกระทำในครั้งนี้ไพลินเธอไม่ได้ระแวงเท่าไหร่นัก แต่จะว่าไม่กลัวว่าพี่ชายจะจับได้เลยก็ไม่ใช่ แต่เพราะคนตรงหน้าก็คือเพื่อนพี่ชายเธอ ถึงจะรู้ก็คงจะไม่ตำหนิมากเท่าเธอไปกับผู้ชายคนอื่น
ไฟถนนส้มสลัวส่องผ่านกระจกหน้ารถ เงาต้นไม้สองข้างทางทอดทับเป็นเส้นยาวบนพื้นถนน รวิภัทรจอดรถยนต์ก่อนจะเอียงใบหน้าหันมายิ้มให้เธอ
“น้องลินแค่ทำตัวเฉย ๆ ทำตัวปกติเหมือนที่เคยทำ” เพราะเขาเห็นแววตาที่ดูเหมือนจะวิตกกังวลจึงพูดขึ้นเพื่อให้หญิงสาวสบายใจ
“แล้วคนของพี่เพลิง…” ไพลินหมายถึงคนขับรถที่ควบตำแหน่งคนติดตาม
“พี่บอกแล้วไงคะ เพื่อน้องลินแล้ว...พี่ทำได้ทุกอย่าง” คำพูดของเขาเหมือนกับสายฝนที่โปรยลงมาในวันที่หัวใจเธอแห้งแล้ง
“แต่ทำแบบนี้…ถ้าพี่เพลิงรู้ คงโกรธลินมากแน่ ๆ” เขาวางมืออุ่นจับมือเธอก่อนที่รอยยิ้มบางเบาจะปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“พี่ชายน้องลินจะไม่มีวันรู้…” มือที่ประสานกันไว้ทำให้ไพลินรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
“เชื่อพี่นะคะ” เธอเม้มริมฝีปากและพยักหน้าเล็กน้อย
“ขอบคุณพี่ธามที่มาส่งนะคะ” เธอจับสายกระเป๋าแน่นขึ้นเพราะรู้สึกใจหายที่กำลังจะออกไปจากพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ตรงนี้
“เรื่องเล็กน้อยครับ น้องลินบินกี่โมง”
“เช้าค่ะ แต่…” เธอชะงักคล้ายมีอะไรอยากพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด
รวิภัทรจึงกดเปิดล็อกรถยนต์ เขารู้ว่าเธอจะพูดว่าอะไร ก็คงไม่อยากให้เขาไปปรากฏตัวที่สนามบิน
“พี่จะไปรอน้องลินที่นู่นนะคะ” พอได้ยินคำพูดของเขาหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“พี่ธามจะไปหาลินจริง ๆ เหรอคะ” เขาจับมือเธออีกครั้ง
“พี่รับปากครับ” น้ำเสียงหนักแน่นจนเธอไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อ
ไพลินยิ้มกว้าง ก่อนจะรีบลงจากรถทั้งยังก้าวเท้าไปตามทางเท้าข้างหน้า ไม่นานนักก็เห็นรถอีกคันที่จอดนิ่งไม่ไกล สตาร์ตเครื่องตามมาในระยะห่างแบบพอดี
รถคันหรูของรวิภัทรเคลื่อนออกไปเมื่อหญิงสาวขึ้นไปอยู่บนรถอีกคันเรียบร้อย และรถที่เธอนั่งก็ขับกลับไปยังเส้นทางเดิม ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ
#ภายในบ้าน
ไพลินผลักประตูเข้ามาอย่างเงียบที่สุด แต่ไฟในโถงกลางยังเปิดอยู่ พนากรนั่งอยู่บนโซฟาเขาหันมามองที่ประตูทันทีที่รับรู้ถึงการมาถึงของน้องสาว
“ทำไมกลับดึก เลยเวลาที่บอกไปสองชั่วโมง”
“วันนี้ลินคุยกับเพื่อนติดลมไปหน่อยค่ะ แต่ลินส่งข้อความบอกพี่เพลิงแล้วนะคะ”
“แล้วไปกับใครอีก” คำถามนั้นทำให้เธอกำสายกระเป๋าแน่นขึ้นกว่าเดิม
“กลุ่มเดิมเลยค่ะ ไม่มีคนอื่น”
แม้น้องสาวจะตอบคำถามแล้ว แต่พนากรก็ยังคงมองหน้าเธอนิ่ง ดวงตาจับจ้องร่างบางตรงหน้าตั้งแต่เส้นผมจนถึงปลายรองเท้า ก่อนที่จะมาหยุดที่ช่อดอกไม้ในมือเธอ
“ลินเห็นว่ามันสวยดีเลยซื้อมาค่ะ” เพราะเห็นว่าพี่ชายมองช่อดอกไม้ในมือ เธอจึงรีบพูดขึ้น
พนากรก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะไฮเดรนเยียคือดอกไม้ที่น้องสาวเขาชอบ
เป็นครั้งแรกที่ไพลินโกหกพี่ชาย หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวเหมือนกับกองเพลิง แต่ก็ยังยิ้มและทำใจดีสู้เสือเหมือนอย่างที่รวิภัทรบอกเธอมา
“แล้วไปทำอะไรที่หน้าปากซอย” คำถามนั้นทำให้เลือดในกายเธอเย็นวาบ แต่หญิงสาวก็ยิ้มออกมาพร้อมกับเดินเข้าไปหาพี่ชาย
“...ลินอยากเข้าห้องน้ำ แต่ถ้าเข้ามาในบ้านคงไม่ทันเลยเดินไปเข้าที่ปั๊มซอยหน้าก่อนค่ะ”
พนากรมองคนที่มานั่งข้าง ๆ และสวมกอดท่อนแขนของเขาเอาไว้ ดวงตาคมจ้องมองปากเล็กที่ขมุบขมิบปากพูด แววตาไพลินยังคงกระจ่างใสเช่นเดิม
“ได้กินยาตามที่หมอสั่งครบหรือเปล่า”
“เรียบร้อยค่ะ ลินถึงไม่อยากจะอั้นฉี่ไงคะ เลยวิ่งไปเข้าห้องน้ำที่ปั๊มซอยหน้าแทน”
ไพลินชอบอั้นปัสสาวะทำให้เธอเป็นโรคกะเพาะปัสสาวะอักเสบ เรื่องนี้พนากรเข้าใจว่าน้องสาวคงอั้นมันไม่ได้จริง ๆ ไม่อย่างนั้นคนที่รักสะอาดอย่างน้องเขาคงไม่เข้าห้องน้ำสาธารณะ
“ทำไมวันนี้ใช้น้ำหอมกลิ่นแปลก ๆ” ไพลินคิดว่าจะจบเรื่องแล้วแต่พี่ชายกลับมาทักเรื่องน้ำหอม
“คะ?” พนากรหันมาสบตาน้องสาว
“ปกติใช้แต่ฟรุตตี้ ทำไมวันนี้ใช้แบบสปอร์ต”
ตึกตัก! ตึกตัก!
หัวใจไพลินเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย กลิ่นนั้นไม่ได้มาจากเธอแต่มันติดมาจากในรถและจากคนที่สวมกอดก่อนจากกันเมื่อครู่
“ลินลองเปลี่ยนดูค่ะ”
“ใครเลือกให้”
“ลินเลือกเองค่ะ พี่เพลิง…เหมือนพี่กำลังจับผิดลินเลย”
พนากรได้ยินน้องสาวตัดพ้อเป็นครั้งแรกก็รู้สึกแปลก ๆ แต่พอเห็นขอบตาของไพลินเริ่มแดงระเรื่อเขาก็ผ่อนลมหายใจหนัก ๆ ออกมา
“พี่ไม่ได้จับผิดหรืออยากจะควบคุมอะไรลิน”
เสียงของพนากรอ่อนลงกว่าเดิม มือใหญ่เอื้อมมาจับมือเล็ก ๆ ของน้องสาวมากางออกบนฝ่ามือเขา ก่อนจะบีบนวดอย่างที่เคยทำเสมอ
สัมผัสนั้นหนักแน่น อบอุ่น และคุ้นเคย ตั้งแต่เด็กจนโตทุกครั้งที่พี่ชายทำแบบนี้หัวใจของไพลินจะอุ่นชื้นขึ้นมาทันที เหมือนมีใครสักคนยืนบังลมฝนให้ ไม่ว่าโลกข้างนอกจะเป็นเช่นไร
“พี่แค่เป็นห่วง ลินโตแล้ว พี่รู้…แต่ไม่ว่าจะโตแค่ไหน ลินก็ยังเป็นน้องสาวของพี่”
คำพูดโยคนั้นทำให้เธอเจ็บแปลบในอก ไพลินพยายามยิ้มตอบและบีบมือพี่ชายกลับเหมือนอย่างทุกครั้งที่เคยทำ
ทว่าในวินาทีนั้น...ความอุ่นจากอีกสัมผัสหนึ่งกลับแทรกเข้ามาในความทรงจำ
อุณหภูมิของฝ่ามือหนาที่ต่างออกไป แต่มันโอบล้อมความรู้สึกบางอย่างและดึงเธอเข้าไปใกล้
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยชื่อเธอช้า ๆ สายตาคมเข้มที่มองเธอไม่เหมือนคนในครอบครัว และมัน...ก็ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง
ไพลินก้มหน้าลงเล็กน้อย เธอไม่อยากยอมรับเลยว่า ความอบอุ่นจากฝ่ามือของพี่ชายน้อยเกินไปกับสิ่งที่เธอต้องการ
หลังจากน้องสาวขึ้นไปชั้นบนของบ้าน พนากรก็หยิบโทรศัพท์กดต่อสายออกไป
“วันนี้ลินไปกับใคร”
“กับเพื่อนกลุ่มเดิมครับ ไม่มีอะไรผิดปกติ”
#HUSH CLUB
รวิภัทรนั่งเอนหลังอยู่ในโซน VIP ของคลับหรูใจกลางเมืองที่ไม่มีชื่อรวิภัทรอยู่ในเอกสารผู้ถือหุ้น แต่ทุกคนในวงการก็รู้ว่าถ้าไม่มีเงินของรวิภัทร คลับแห่งนี้คงไม่เกิดขึ้น
แสงไฟนีออนสีม่วงและน้ำเงินกวาดผ่านใบหน้าคมเข้มของเขาเป็นจังหวะ ดนตรีเบสดังกระแทกพื้นกระจกสั่นเบา ๆ กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมควันบุหรี่ลอยคลุ้งในอากาศ
รวิภัทรถอดสูทตัวนอกออกเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนถึงข้อศอก เส้นเลือดที่ท่อนแขนเด่นชัดเมื่อเขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ
ท่าทางของชายหนุ่มดูผ่อนคลาย แต่ก็ไม่ได้สนใจอื่นใดรอบกายแม้กระทั่งเสียงเพลง เพราะสายตาของเขาเอาแต่จับจ้องอยู่บนแทปเลต
กราฟความผันผวนกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ที่สร้างตัวเลขหลายร้อยล้านแค่เพียงวิ่งผ่านในไม่กี่วินาที
รวิภัทร คือ Founder & CTO ของ TIRENIX Systems ผู้เป็นมันสมองเบื้องหลังระบบ Algorithmic Trading ที่หลายสถาบันใหญ่ ๆ ทั้งหลายใช้
เขาเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้สร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์เทคโนโลยีและระบบ ไม่ใช่การเทรดเพราะมันเหนือกว่านั้นมาก
เทคโนโลยีและระบบขอเขามีหน้าที่คำนวณความน่าจะเป็น อ่านพฤติกรรมของตลาด และประเมินความเสี่ยงแบบ Real-time และตัดสินใจเร็วกว่ามนุษย์ทุกคนที่ใช้มัน
รวิภัทรไม่ได้ร่ำรวยจากนักลงทุนรายย่อย ไม่ได้เติบโตจากค่าคอมมิชชั่นเล็ก ๆ แต่รายได้ของเขามาจากค่าลิขสิทธิ์ระบบ ค่าบริหารและปรับจูนโมเดล รวมถึงสัญญาดูแลระยะยาวกับธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และกองทุนขนาดใหญ่
รายได้ในบัญชีไม่ได้หวือหวาในสายตาเขา มันก็แค่…หลายร้อยล้านต่อปี ที่คนพวกนั้นพอใจจะจ่ายเพื่อแลกกับความแม่นยำในการคำนวนของเขา
และสำหรับรวิภัทร ความแม่นยำไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุน มันคือการเลือกจังหวะ และการคุมเกมโดยไม่ให้ใครรู้ตัว…เหมือนที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้
“คืนนี้ดูอารมณ์ดีนะครับคุณธาม”
เสียงของผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ดังขึ้นข้างตัวเขา ชายวัยห้าสิบต้น ๆ ในสูทตัดพอดีตัว นาฬิกาหรูสะท้อนแสงไฟคลับวูบวาบ
“ตลาดมันเป็นใจครับ” รวิภัทรยกแก้ววิสกี้ขึ้นชนเบา ๆ ส่วนอีกฝ่ายหัวเราะในลำคอ
“ตลาดหรือโมเดลของคุณเป็นใจกันแน่…” แววตาของธามนิ่งสนิท แต่ก็ไม่ปฏิเสธออกไป
“ก็แค่ค่าตอบแทนของคนที่อ่านมันออกเท่านั้นครับ” ผู้บริหารคนนั้นเอนตัวพิงพนักโซฟาทอดยิ้มกว้างมาให้กับเขา
“กองทุนเราขยับตามสัญญาณของ TIRENIX รอบล่าสุด ผลตอบแทนเกินคาดไปเกือบสองเท่า บอร์ดใหญ่ถามผมเลยว่าไปเอาของดีมาจากไหน”
“ระบบผมไม่ได้ทำให้ใครรวยครับ มันมีหน้าที่แค่ลดความผิดพลาดครับ”
“ลดความผิดพลาดแล้วได้กำไรเพิ่มสามร้อยกว่าล้านในไตรมาสเดียวเนี่ยนะ! เรียกแค่ลดเหรอครับ?”
เสียงดนตรีกลบประโยคสุดท้ายไปครึ่งหนึ่ง รวิภัทรหมุนแก้วในมือของเหลวสีอำพันไหววนช้า ๆ ในแก้วนั้น
“ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องกำไรหรอกครับ มันคือการจัดการความเสี่ยง และคนที่ใช้งานผมก็แค่…รู้ก่อนคนอื่น”
คำพูดของรวิภัทรไม่มีอะไรไม่จริง ผู้บริหารหลักทรัพย์เงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองรวิภัทรเปลี่ยนจากอารมณ์หยอกล้อ เป็นความนิ่งลึกแบบมืออาชีพที่กำลังประเมินอีกฝ่าย
ดวงตาคมกล้าของคนที่ผ่านร้อนผ่าวหนาวมาในสนามธุรกิจนับไม่ถ้วน มองรวิภัทรด้วยสายตาที่ไม่ได้มองลูกน้องหรือบริษัทที่มาทำงานให้เขา
แต่เหมือนมองเป็น ทรัพย์สินสำคัญ ที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ แววตานั้นมีทั้งความชื่นชมและการยอมรับอย่างไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ
“ผมทำงานตลาดทุนมาสามสิบปี...” ผู้บริหารเอ่ยออกมาและมองแก้วในมือ
“เห็นเด็กเก่งมาหลายคน แต่เชื่อไหมว่าไม่เคยมีคนที่ผมจะยอม…ไว้ใจ”
“ความไว้ใจทำให้คนขาดทุนครับ” ผู้บริหารคนนั้นระเบิดหัวเราะด้วยความชอบใจ
“แล้วคุณล่ะคุณธาม คุณเคยขาดทุนไหม” รวิภัทรหยุดหมุนแก้ว ดวงตาก็เงยขึ้นสบตาอีกฝ่าย
“ผมไม่ปล่อยให้มันเกิดซ้ำสองครับ” นั่นหมายความว่าคนอย่างรวิภัทรก็เคยผิดพลาดเช่นกัน
“ข่าวลือในตลาดบอกว่ามันมีโมเดลที่อ่านระบบได้ลึกกว่านั้น…” รวิภัทรมองหน้าคนพูด คำพูดประโยคเดียวที่จะทำให้เขาอาจจะโดนอุ้มหายไปเลยก็ได้หากมีคนได้ยิน
“ผมทำธุรกิจถูกกฎหมายทุกอย่าง” ผู้บริหารได้ยินแล้วหัวเราะแต่ก็ไม่คิดจะเซ้าซี้ต่อ
“ค่าลิขสิทธิ์ปีหน้าคุณเสนอมาเพิ่มอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ บอร์ดผมอาจบ่น แต่สุดท้ายก็ยังไงพวกไอ้แก่งี่เง่าต้องเซ็น ส่วนแบ่งที่เหลือผมจะเอามาให้คุณ…ส่วนนี่เล็ก ๆ น้อย ๆ ครับคุณธาม”
รวิภัทรมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ถูกผู้ติดตามฝั่งผู้บริหารยกเอามาให้ มุมปากหยักของเขายกขึ้นก่อนจะยกมือเรียกให้คนสนิทมาเก็บมันไป
“ถ้าคุณธามมีอะไรให้ผมช่วยบอกได้ทุกเรื่อง แต่จำไว้อย่างหนึ่งผมไม่อยากเป็นฝ่ายที่ช้ากว่าใครเลย”
รวิภัทรมองหน้าอีกฝ่าย ไอ้คนตรงหน้าคงลืมไปว่า เขา...ไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่ง
“ก็อยู่ที่ว่าดีลของเรามันจะยาวได้แค่ไหน ผมขายงานเพื่อเงิน ไม่ได้ขายความภักดี”
“คุณนี่น่ากลัวนะคุณธาม”
“มันไม่ได้อยู่ที่คุณเป็นใคร แต่คุณให้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับผมได้เท่าไหร่ ผมก็เป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดให้คุณได้” แววตาคมเข้มเย็นจัดขึ้นเล็กน้อย
“แต่ถ้าคุณช้ากว่าคนอื่น…ผมก็ไม่จำเป็นต้องรอ”
โทรศัพท์บนโต๊ะกระจกสั่นเบา ๆ ท่ามกลางบทสนทนาที่เย่อหยิ่งจองหองของรวิภัทร และเมื่อหน้าจอนั้นสว่างขึ้นมุมปากหยักของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
[ถึงบ้านนานแล้วค่ะ ลินไปอาบน้ำมา]
[ขอบคุณนะคะวันนี้ ลินมีความสุขมากเลยค่ะ]
อารมณ์ของเขาเหมือนเบาลงในเสี้ยววินาทีที่เขาอ่านข้อความนั้น สายตาไล่อ่านซ้ำทีละบรรทัด และมุมปากก็ค่อย ๆ ยกสูงขึ้น
[พี่ก็มีความสุขครับ นอนพักเยอะ ๆ นะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า]
เมื่อส่งข้อความออกไปแล้ว เขายกแก้วขึ้นจิบอีกครั้ง
แสงไฟสะท้อนของเหลวสีอำพันในมือ ดวงตาคมเข้มมองมันนิ่ง ๆ ราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง
จากคืนนี้ไป...ความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครรับรู้ ก็เริ่มเติบโตขึ้นเงียบ ๆ
ในขณะที่พี่ชายของเธอ ยังเชื่อสนิทใจว่าทุกอย่างในชีวิตน้องสาว ยังอยู่ในสายตาเสมอ
พนากรไม่มีทางรู้เลยมีสายตาคู่หนึ่งที่มองเห็นก่อน คิดไกลกว่า และกำลังจะอยู่เหนือเขา…ตั้งแต่ตอนนี้!
