ตอนที่ 7 อยากเป็นตัวเอง
ตอนที่ 7 อยากเป็นตัวเอง
แสงแดดยามสายทอดผ่านกระจกบานสูงของอาคารเก่าใจกลางเมือง เงาของกรอบหน้าต่างทาบลงบนพื้นหินอ่อนสีอ่อนอย่างนุ่มนวล ป้ายชื่อร้านที่ไพลินเคยเห็นในรีวิว
สถานที่จัดแสดงงานศิลป์และดินเนอร์คอร์สลับสำหรับผู้ถือบัตรเชิญเท่านั้น มันเป็นเวลาที่ร้านยังไม่เปิด แต่เวลาฟ้าสว่างเช่นวันนี้ ประตูไม้บานใหญ่ของร้านกลับเปิดออก
“เชิญครับคุณไพลิน”
เธอชะงักเล็กน้อยเมื่อพนักงานในชุดสุภาพโค้งต้อนรับ ทั้งพื้นที่เงียบสงบมีเพียงเสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงแผ่วเบา กลิ่นหอมของน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยปะปนอยู่ในอากาศ
“พี่ธาม…ร้านนี้เปิดตอนเย็นไม่ใช่เหรอคะ? เออแล้วพวกเพื่อนหายไปไหนกันหมดคะ”
ชายหนุ่มในสูทสีเทาเข้มก้าวออกมาจากมุมหนึ่งของโถงจัดแสดง รอยยิ้มมุมปากที่เขาส่งมาเรียบง่าย แต่แววตานั้นมั่นใจเหลือเกิน
“ปกติใช่ครับ แต่วันนี้ร้านเปิดตอนกลางวัน พวกเพื่อนน้องลินก็ไปกับเพื่อนพี่แล้ว ตอนนี้เหลือเราแค่สองคนค่ะ”
“ทำไมคะ?”
ทั้งที่ไม่รู้ว่าไพลินอยากจะได้คำตอบจากประโยคไหนกันแน่ แต่รวิภัทรเลือกที่จะตอบแค่สิ่งที่เขาอยากจะให้เธอได้ยินเท่านั้น
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทดูดีเดินเข้ามาใกล้ เขาหยุดในระยะห่างแบบพอดีที่ดูจะไม่ล้ำเส้นจนเกินไป
แต่ไม่ว่าจะพอดีแค่ไหน ไพลินก็ได้กลิ่นน้ำหอมแสบร้อนลอยกรุ่นออกมาจากกายเรือนกายกำยำนี่นอยู่ดี
“เพราะน้องลินอยากมาที่นี่ พี่ก็ทำให้มันเปิดได้ครับ และมีมุมสวย ๆ ถ่ายรูปที่ไม่ต้องเบียดกับใคร”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของหญิงสาวเหมือนถูกอะไรบางอย่างวิ่งเข้ากระแทกอย่างแรง เธอมองไปที่โถงข้างหน้า ตลอดทางเดินมีดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าอ่อนเต็มทางเดินไปหมด
และสิ่งที่เธอสนใจอยู่ตรงนั้น ผลงานภาพวาดบนผนังถูกจัดวางราวกับนิทรรศการส่วนตัว
แสงไฟสปอตไลต์เน้นสาดไปทางนั้นทำให้ภาพที่อยู่ในครรลองสายตาเหมือนมีชีวิตอยู่จริง ๆ
ไพลินชื่นชอบงานศิลปะมาก เธอไม่มีโอกาสได้เห็นอะไรสวย ๆ ด้วยตาเนื้อแบบนี้ ทุกอย่างในที่นี้งดงามเหนือความคาดหวังของไพลินด้วยซ้ำ
ดวงตากลมใสกวาดมองพื้นที่จัดแสดงที่เงียบสงบเกินจริง ราวกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้ก็เพื่อเธอคนเดียวเท่านั้น
“พี่ธามทำแบบนี้ได้ยังไงคะ ที่นี่จองยากมากเลยนะคะ แล้วนี่…ก็ไม่มีคนอื่นเลย” รวิภัทรไม่ได้ตอบคำถามในทันที
เขาหันไปรับช่อดอกไม้จากพนักงาน ก่อนจะก้าวมายืนตรงหน้าไพลินและส่งช่อดอกไม้ในมือให้เธอพร้อมรอยยิ้ม
ช่อไฮเดรนเยียสีฟ้าอ่อนรวมตัวกันแน่นเป็นพุ่มกลม กลีบดอกเล็ก ๆ ซ้อนกันละเอียด ไล่เฉดสีจากฟ้าเกือบขาวตรงกลางไปสู่ฟ้าอมน้ำทะเลอ่อนที่ปลายกลีบ งดงามและน่ามองในแบบของมันเอง
ไพลินรับมันมาอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าความงดงามนั้นจะสลายไปหากเธอจับแรงเกินไป
“พี่ดีใจที่เราได้เจอกันอีกครั้งนะครับ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มนุ่มยิ่งทำให้หัวใจคนฟังอ่อนลง
หัวใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ ความร้อนผ่าวไล่ขึ้นมาถึงขอบตา ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขา รอยยิ้มค่อย ๆ คลี่ออกอย่างจริงใจ
“...พี่ธามรู้ได้ยังไงคะว่าลินชอบไฮเดรนเยีย”
คำถามนั้นไม่ได้แฝงความระแวง มีเพียงความประหลาดใจเพียงเท่านั้น รวิภัทรมองดอกไม้ในมือเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับทั้งยังทอดสายตามองเธออย่างอบอุ่น
“พี่ชอบที่มันเปลี่ยนสีได้ และถึงแม้ภายนอกมันจะดูอ่อนโยน…แต่กลับหนักแน่นเติบโตได้ในทุกสภาพดิน” สายตาเขาเลื่อนกลับมาที่ใบหน้าของเธอ
“เหมือนใครบางคน”
ไพลินเผลอก้มมองกลีบดอกสีฟ้าอ่อนนั้นอีกครั้ง ที่เธอชอบไฮเดรนเยียไม่ใช่เพราะความสวย
แต่เพราะมันต้องปรับตัวตามสภาพแวดล้อมของดินเสมอ เหมือนชีวิตของเธอที่ไม่เคยเลือกดินด้วยตัวเอง
ไพลินต้องปรับตัวกับสิ่งที่พี่ชายเลือกให้ตลอดเวลา
เขาไม่ได้อธิบายมากกว่านั้น และเธอก็ไม่ได้ถามต่อ แต่ความประทับใจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอกอย่างเงียบงัน
“น้องลินชอบไหมครับ…”
คำถามนั้นอ่อนโยนกว่าที่เคยได้ยินจากเขา เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ยิ้มกว้างโดยไม่ปิดบังความรู้สึกใด ๆ อีก
“ชอบค่ะ…ลินชอบมาก”
และในวินาทีนั้นไพลินไม่ได้รู้ตัวเลยว่า คนตรงหน้าไม่ได้ชอบไฮเดรนเยียเพราะความหมายของมัน
ที่รวิภัทรชอบมัน เพราะมันคือดอกไม้ที่เธอชอบ นั่นเพราะเขาไม่เคยลืมในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
โต๊ะยาวสำหรับหนึ่งที่นั่งถูกจัดไว้กลางห้องกระจก มองเห็นสวนด้านนอก อาหารคอร์สแรกถูกยกมาอย่างประณีต กลิ่นทรัฟเฟิลอ่อน ๆ ลอยแตะปลายจมูก
ทั้งสองเริ่มทานอาหาร รวิภัทรจิบไวน์ไปเรื่อย แต่ส่วนมากเขาจะมองเธอละเอียดชิมอาหารเสียมากกว่า จนจานหลักหมดไป เขาจึงเริ่มบทสนทนา
“น้องลินบอกว่าอยากมาร้านนี้ พี่เลยคิดว่า…ยังไงก็ต้องพาน้องลินมาให้ได้”
ประโยคธรรมดา แต่สำหรับคนที่ต้องขออนุญาตทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน มันเหมือนคำปลดล็อกบางอย่าง
ไพลินเงยหน้ามองเขา แววตาใสสะท้อนความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ
“ขอบคุณนะคะ พี่ธาม…ลินไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้มาที่นี่ ในบรรยากาศส่วนตัวแบบนี้” ไพลินยิ้มทั้งน้ำตา ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื้นตัน
“ลินชอบที่นี่มากเลยค่ะ ทุกภาพมีความหมาย มันสวยกว่าที่เห็นในรูปของคนอื่นอีก อาหารก็อร่อย…ที่นี่ดีไปหมดเลยค่ะ ลินอยากมานานแล้ว” เธอชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงเบา
“พี่ธาม…ไม่รำคาญลินใช่ไหมคะ”
รวิภัทรยิ้มอ่อนโยน สายตาที่มองมาทำให้หัวใจเธออุ่นวาบ
“พี่ไม่มีวันรำคาญน้องลินหรอกค่ะ แค่น้องลินชอบก็พอ อะไรที่เราชอบ เราก็แค่ทำ มันไม่ได้ผิดอะไรเลย”
“...ลินทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้ด้วยเหรอคะ” เธอถามเสียงสั่นเหมือนไม่เคยเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์นั้น
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ ต่อไปน้องลินชอบอะไร อยากไปไหน อยากกินอะไร ก็แค่บอกพี่…ดีไหมคะ” คำพูดนั้นอ่อนโยนจนเกินต้าน แต่เธอกลับหลบตา
“...แต่ลินต้องขออนุญาตพี่เพลิงก่อนค่ะ”
“ลินไม่ต้องรอให้ใครอนุญาต ถึงจะได้อยู่ในที่ที่ลินอยากอยู่นะคะ”
“ไม่ได้หรอกค่ะพี่ธาม…”
“ทำไมจะไม่ได้คะ พี่อยู่ข้าง ๆ น้องลินตรงนี้ เราทำได้อยู่แล้ว น้องลินอยากไปไหน พี่จะพาไปเอง” ไพลินเม้มริมฝีปากแน่น ความกลัวตีขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่พี่เพลิงจะรู้นะคะ ถ้ารู้…ไม่ได้หรอกค่ะ ลินกลัวพี่เพลิงโกรธ” รวิภัทรยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เอ่อคลอตรงขอบตาของเธออย่างแผ่วเบา
“คนดี…มีพี่อยู่ จะกลัวอะไรคะ” เธอสั่นศีรษะเบา ๆ
“ลินคบเพื่อนผู้ชายไม่ได้ค่ะ แค่รู้จักยังไม่ได้เลย แต่ลินคิดว่า…ถ้าบอกว่าบังเอิญเจอพี่ธาม พี่เพลิงอาจจะเข้าใจก็ได้ อย่างน้อยพี่ก็เป็นเพื่อนเขา…”
คำพูดของเธอขาดหายไป เมื่อรวิภัทรจับมือเธอไว้เสียก่อน
ไพลินไม่ได้ปัดป้อง กลับปล่อยให้ความคุ้นเคยนั้นโอบล้อมเงียบ ๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่เคยหนาวเย็น
“ถ้าอย่างนั้น…ไม่บอกดีไหมคะ” เขาพูดแล้วยิ้มให้เธอ
“เก็บเรื่องของเราไว้เป็นความลับ ไม่ต้องมองพี่แบบนั้นสิคะ พี่ชายของน้องลินอาจจะห่วงมากเกินไป แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่ทำอยู่ ทำให้น้องสาวที่น่ารักคนนี้อึดอัด ไม่เป็นตัวของตัวเอง และไม่มีความสุข”
คำพูดของเขาเหมือนค่อย ๆ ทลายกำแพงที่ไพลินสร้างไว้ในใจ
ใช่…ที่ผ่านมาเธออึดอัด ไม่มีความสุข และไม่เคยได้เป็นตัวของตัวเองเลยจริง ๆ
“พี่ธาม…รู้ได้ยังไงคะว่าลินไม่มีความสุข” เสียงของเธอเบาราวกับกลัวคำตอบ
“เพราะพี่แคร์ความรู้สึกน้องลินไงคะ พี่อยากเห็นน้องลินมีความสุข พี่ชอบรอยยิ้มของน้องลินมากกว่าน้ำตา”
รวิภัทรมองเธอด้วยสายตานุ่มลึก ปลายนิ้วลูบแก้มเธอแผ่วเบาราวกับกลัวเธอแตกสลาย
คำพูดนั้นทำให้ไพลินเผลอกำชายกระโปรงแน่น ประตูบานหนึ่งที่เธอปิดตายไว้ในหัวใจค่อย ๆ แง้มออกด้วยฝีมือของคนตรงหน้า
และเมื่อมันเปิดออก…เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาเพียงลำพัง หากยังพัดพาลมเย็นแผ่วเบาเข้ามาด้วย
ลมที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้หายใจเต็มปอดเป็นครั้งแรก
ทว่าในความเบาสบายและอิสระที่เพิ่งลิ้มลองนั้น กลับมีแรงดึงดูดบางอย่างโอบรัดเธอไว้เงียบ ๆ และดึงเธอเข้าสู่วงโคจรของใครบางคน…โดยที่เธอไม่ทันรู้ตัว
“เพราะฉะนั้น…เรื่องที่เราเจอกัน เก็บไว้เป็นความลับดีไหมคะ” เขาพูดต่ออย่างนุ่มนวล
“แต่น้องลินต้องสัญญาว่าจะไม่หายไปไหน ไม่ขาดการติดต่อกับพี่ ฮ่องกงแค่นี้เอง พี่จะไปหาบ่อย ๆ จะพาน้องลินไปหาความสุขที่ไม่เคยเจอ”
คำสัญญาถูกวางลงตรงหน้า ราวกับของขวัญที่ผูกโบอย่างสวยงาม ไพลินก้มหน้าใช้หลังมือเช็ดน้ำตา
“ก็ได้ค่ะพี่ธาม ลินจะไม่บอกพี่เพลิงว่าเราเจอกัน…แต่พี่ธามต้องสัญญานะคะว่าจะมาหาลินบ่อย ๆ”
“แน่นอนค่ะ” เขายิ้ม
“ขอแค่น้องลินเป็นเด็กดี เชื่อฟังพี่ แล้วก็ไม่ร้องไห้อีก ยิ้มให้มาก ๆ ไหน…ยิ้มให้พี่สิคะคนดี”
เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มทั้งที่ตายังแดง ก่อนจะโผเข้ากอดเขาอย่างไม่ทันคิด
ในกระจกเงาบนผนังสะท้อนภาพนั้นชัดเจน รวิภัทรมองภาพเงาของตนเองที่โอบร่างเล็กไว้ด้วยความพึงพอใจ มือหนาลูบแผ่นหลังบางที่ยังสั่นสะท้านจากการร้องไห้
ไพลินร้องไห้อยู่อีกไม่นานก็สงบลง ทั้งสองกลับไปนั่งทานอาหารต่อ แววตาของเธอดูเปล่งประกายกว่าเดิม คล้ายคนที่เพิ่งเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์จะทำอะไรที่อยากทำ
“น้องลินชอบภาพไหนที่สุดครับ?”
“ภาพนั้นค่ะ”
เธอชี้ไปยังภาพหญิงสาวยืนอยู่กลางทุ่งกว้าง แสงอาทิตย์สาดลงบนใบหน้าอย่างเสรี
“ทำไมล่ะครับ?”
“ดูเหมือนเธอเลือกทางเดินเองได้”
“งั้นพี่หวังว่าวันหนึ่ง น้องลินจะเลือกทางเดินที่ชอบเองได้…แล้วให้พี่เดินไปข้าง ๆ ด้วยกัน”
ถ้อยคำฟังดูอบอุ่น อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความหวัง แต่ลึกลงไปมันคล้ายคำประกาศสิทธิ์เงียบ ๆ ที่กำลังถูกวางไว้ในหัวใจของเธอ
รวิภัทรไม่ได้ต้องการเพียงทำให้เธอประทับใจ เขาต้องการเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตเธอ ดีที่สุด…จนไม่มีใครแทนที่ได้!
และในขณะที่ไพลินกำลังยิ้มให้กับช่วงเวลาที่เธอคิดว่าเป็นของขวัญของชีวิต โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นเบา ๆ
หน้าจอที่เธอยังไม่ได้หยิบขึ้นมาดู ปรากฏชื่อของคนที่ไม่เคยต้องใช้ความพยายามใด ๆ ก็มีสิทธิ์ในชีวิตเธอเสมอ
♡ พี่เพลิง ♡
