ตอนที่ 9 FIRST KISS
ตอนที่ 9 FIRST KISS
ไพลินลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กผ่านโถงสนามบิน แก้มของเธอเย็นเฉียบตั้งแต่ก้าวพ้นประตูอัตโนมัติ อากาศสิบกว่ากว่าองศาทำให้ลมหายใจกลายเป็นไอจาง ๆ
เธอไม่ค่อยชอบฤดูนี้เลย เพราะมันทำให้รู้สึกเงียบเหงา แต่แล้วเสียงแจ้งเตือนของข้อความก็ดังขึ้น
ไพลินรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู และรอยยิ้มกว้างก็ปรากฏชัดบนดวงหน้า
[พี่โทรหาได้ไหมคะ]
[น้องลินว่างหรือเปล่า…]
[พี่…คิดถึงค่ะ]
ทันทีที่อ่านจบด้วยความใจกล้ามือเรียวกดปุ่มโทรกลับหาเจ้าของข้อความในทันที เพียงแค่สัญญาณรอสายดังขึ้นแค่ครั้งเดียว อีกฝั่งก็รับทันทีทันใดราวกับว่าเขาก็กำลังรอสายเธออยู่เช่นกัน
“ดีใจจังที่น้องลินโทรมา…คนดีทำอะไรอยู่คะ”
“ลินอ่านหนังสืออยู่ค่ะ ลินก็ดีใจที่พี่ธามรับโทรศัพท์”
“พี่ก็ต้องรับอยู่แล้วสิค่ะ เพราะพี่รอสายน้องลินอยู่ตลอด”
“ลิน…โทรหาพี่ธามได้ด้วยเหรอคะ”
“แน่นอนสิคะทำไมจะโทรไม่ได้ น้องลินโทรหาพี่ได้ตลอดเวลาเลย”
“ลินกลัวรบกวนพี่ธามจัง…”
“ไม่รบกวนเลยค่ะคนดี เพราะพี่ก็อยากคุยกับน้องลินตลอดเลยนะคะ แต่พี่ต้องทำงาน งานยุ่งมาก”
“พี่ธามเหนื่อยไหมคะ”
“เหนื่อยสิคะ”
“ลิน…ช่วยอะไรได้บ้างคะ พี่ธามเหนื่อยมากไหมคะ”
“ช่วยทำตัวน่ารักแบบนี้กับพี่ไปนาน ๆ นะคะ”
ไพลินกำลังศึกษาด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยชั้นนำใน Hong Kong ที่ขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันสูง ผลการเรียนของเธอติดหนึ่งในห้าของนักศึกษาทุนดีเด่นตลอดสามปีที่ผ่านมา
ภายนอกเธอดูเพียบพร้อม แต่ความจริงแล้วเธอใช้ชีวิตเพียงลำพังในคอนโดกลางเมือง
ไม่มีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน ไม่มีใครมารับไปทานข้าววันหยุด มีเพียงคนของพี่ชายที่คอยตามดูแล ห่วงใยในแบบที่คล้ายกับการควบคุมมากกว่าการปล่อยให้เติบโต
สามพี่น้อง เนตรณิชชา พนากร และไพลิน เป็นเด็กกำพร้าถูกรับอุปการะโดยพ่อแม่บุญธรรมที่อาศัยอยู่อีกประเทศหนึ่ง
ชีวิตของพวกเราสามคนพี่น้องไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อีกทั้งไม่เคยมีความมั่นคงทางอารมณ์ให้ยึดเกาะ
มีเพียงโอกาสที่ยื่นมาและเราก็เพียงต้องคว้ามันไว้ให้แน่น เพราะนั่นคือหลักประกันเดียวในความอยู่รอดของเรา
พนากรคือคนเดียวในสามพี่น้องที่ได้รับการอุปถัมภ์ด้านการศึกษาจาก Lubrid Group เช่นเดียวกับรวิภัทร
ลูเบริดจึงไม่ใช่แค่บริษัทของผู้มีพระคุณ แต่มันคือบันได โอกาส อนาคต และคือความมั่นคงของทั้งครอบครัวเรา
พนากรและรวิภัทรเติบโตมาด้วยกันในสภาพแวดล้อมเดียวกัน เรียนโรงเรียนเดียวกัน แข่งขันในสนามเดียวกัน และถูกเปรียบเทียบกันมาตลอด
ทั้งคู่โดดเด่นพอ ๆ กัน ฉลาดพอ ๆ กัน และทะเยอทะยานพอ ๆ กัน
ต่างกันเพียงอย่างเดียว พนากรทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัว
แต่รวิภัทรทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง เพราะเขาไม่มีใครให้ปกป้อง และไม่มีใครที่รอเขาอยู่ที่ปลายทาง
ความสัมพันธ์เงียบ ๆ ของคนสองคนค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นฤดูหนาว มันไม่ได้เริ่มจากคำสารภาพ ไม่ได้เริ่มจากการขอคบ และไม่ได้เริ่มจากสัมผัสใด ๆ แต่มันเริ่มจากความบังเอิญที่ถี่ขึ้นกว่าปกติ
จากข้อความสั้น ๆ ถึงห้องหรือยัง ทานข้าวหรือยัง อากาศเย็น ใส่เสื้อหนา ๆ ด้วยนะ
จากการยืนรอหน้าตึกเรียนโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า จากกาแฟแก้วเดิมที่วางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือของเธอในวันที่แค่เธอบอกว่าอดนอนโดยที่ตัวคนส่งยังอยู่ที่ประเทศไทย
มันเป็นความรู้สึกที่โดนรักโดนใส่ใจ และไพลินก็ถูกเต็มเติมในเวลาไม่นาน
[เรื่องของเราไม่มีอะไรบังเอิญค่ะ]
นั่นคือสิ่งที่เขาบอกเธอเสมอ และไพลินก็เชื่อแบบนั้น
คืนหนึ่งหลังเลิกเรียนดึก รวิภัทรมายืนรอใต้ตึกเสื้อโค้ตสีเข้มตัดกับแสงไฟถนนหน้าคอนโด ไพลินไม่คิดว่าเขาจะมาหาท่ามกลางอากาศหนาวอีกครั้งหนึ่ง
นั่นเท่ากับว่าเราสองคนรู้จักกันมาหนึ่งปีเต็มแล้ว และช่วงเดือนนี้เขามาหาเธอบ่อยขึ้นเพราะมาทำงานที่นี่ ไพลินดีใจมาก และรอเจอเขาทุกวัน
“พี่ธามไม่ต้องมารับลินก็ได้ค่ะ ลินเดินแค่นี้เอง” เธอพูดออกไปแบบนั้นแต่แววตากลับกระจ่างใส ก่อนจะสวมกอดลำแขนหนั่นแน่นนั่น
“รูปที่ถ่ายมาเสื้อบางเกิน พี่หวง…” เธอเลิกคิ้วขึ้นและอมยิ้ม
“ต้องพูดว่าห่วงหรือเปล่าคะ?” เขายิ้มมุมปาก กอดจะวาดท่อนแขนแกร่งรั้งร่างเล็กเข้ามาให้อยู่ในเสื้อโค้ตตัวใหญ่ของตัวเอง
“หวง…พี่หวงลิน พูดถูกแล้ว” สองมือที่ยันหน้าอกแกร่งแปรเปลี่ยนเป็นค่อย ๆ สวมกอดเอวหนานั่นไว้ ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะโน้มลงมา
สัมผัสอ่อนนุ่มของริมฝีปากหยักลึกค่อย ๆ สัมผัสแตะที่ปลายจมูกเย็นจัดของเธอ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่พวงแก้มขาวใสนั่น
“...พี่ธามจะมาหวงลินทำไม”
“แล้วทำไมจะหวงไม่ได้”
“เดี๋ยวมีคนเห็นค่ะ”
“พี่จ่ายให้คนของพี่ชายเราไปเท่าไหร่ มันไม่มายุ่งหรอก…มันไม่มีปาก”
เขาสบตาเธอก่อนจะใช้มือหนึ่งจับตรึงใบหน้างามเอาไว้ เหมือนว่าไพลินจะได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากลมหายใจของเขา
“พี่มีบางอย่างอยากจะบอกลิน…”
นิ้วโป้งมือของเขาแตะสัมผัสที่ริมฝีปากล่างของเธอ ไออุ่นจากปลายนิ้วทำให้หัวใจดวงน้อยสะเทือนสั่นไหว
ไพลินกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ เธอหลุบสายตาลงต่ำ แต่ก็โดนเขาบีบปลายคางให้เชิดหน้าขึ้นมาสบตากัน
“พี่คิดถึงลินทุกวัน อยากเจอลินตลอด ที่จริงพี่ไม่ได้มีงานที่นี่ แต่มาเพราะอยากเจอลิน”
คำพูดของเขาทำให้โลกของไพลินหยุดหมุนไปแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาที่โน้มเข้ามาใกล้จนลมหายใจปัดผ่านผิวแก้มของเธอ
“พี่จูบลินได้ไหม”
“พี่ธามคะ แต่ตรงนี้…”
“แค่ครั้งเดียว…”
คำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบเป็นคำพูด ไพลินเงยหน้าขึ้นสายตาสบกับเขาตรง ๆ ในดวงตาที่เคยมองเขาอย่างสดใสแต่ก็แฝงไปด้วยความประหม่า ตอนนี้มันไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลย
มือเล็กที่ซุกอยู่ในเสื้อโค้ตของเขาค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาแตะแก้มสาก ก่อนที่เธอจะยืดตัวขึ้นและกดริมฝีปากสัมผัสกับปากหนาของเขา
เรียวลิ้นชื้นสอดแทรกเข้ามาในโพรงปากอ่อนนุ่มทันที เขากอดรัดรั้งร่างเธอเข้ามาใกล้ จูบดูดดื่มเหมือนจะสูบวิญญาณกัน
ไพลินทั้งตกใจระคนตื่นเต้น แต่เธอก็เปิดปากรับจุมพิตเร่งเร้านั้นอย่างรีบร้อน ตรงจุดที่เราจูบกันเป็นด้านข้างของคอนโด นานหลายนาทีกว่าที่รวิภัทรจะหยุดมัน
“ลิน…รังเกียจพี่ไหมคะ”
มือที่จับคอเสื้อเขาอยู่สั่นระริกเพราะความรู้สึกที่ไม่เคยพบเจอ นี่เป็นจูบครั้งแรกของไพลิน เธอก้มมองกระดุมเสื้อที่ถูกปลดออก และก็จับมันไว้ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบมองเขา
“ไม่ค่ะ ลิน อื้ออออ!!”
ทันทีที่จบคำพูดร่างของเธอก็โดนผลักกระแทกกับกำแพง ปากหนาประกบจูบและรุกล้ำกันอีกครั้ง ปลายเท้าทั้งสองข้างของเธอขึ้นเหนือพื้น ใบหน้าคมคายซุกไซ้กับลำคอหอมกรุ่น ฝ่ามือหนาล้วงเข้าไปลูบเคล้นบั้นท้ายอวบอิ่มภายใต้เสื้อโค้ตตัวหนาที่เธอสวมใส่อยู่
ลมหายใจของเธอสะดุด ปลายนิ้วกำเสื้อโค้ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว จูบครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความอยากรู้อยากลอง แต่มันเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่สะสมมาตลอดฤดูหนาว
“พี่ธาม…”
เมื่อเขาคลอเคลียและกอดรัดเธอไว้ ไพลินก็ซุกใบหน้าอยู่กับลำคอหนาของเขา ท่อนแขนของเขาสามารถอุ้มเธอได้ด้วยมือข้างเดียว
“พี่ชอบลิน…อยากคบกับลิน” เขาพูดในขณะที่หน้าผากของเราทั้งคู่ยังคงแตะกัน
“น้องลินเป็นแฟนกับพี่ธามได้ไหมคะ”
รวิภัทรไม่ได้รอคำตอบ แต่เขาก้มลงมาจูบเธออีกครั้ง ริมฝีปากเขาอุ่นกว่าที่คิด อุ่นพอจะทำให้หลังจากวันนี้ไพลินจะไม่เหน็บหนาวอีกต่อไป
