ตอนที่ 5 ชัดเจน / เริ่มต้น
ตอนที่ 5 ชัดเจน / เริ่มต้น
“สนิทกันแบบพี่น้องเหรอคะ?”
คำถามของเพื่อนสนิทเขาไม่ได้ทำให้แค่ไพลินรู้สึกอึดอัด คนอื่นที่ได้ยินก็พลอยกระอักกระอ่วนไปด้วย เพราะถ้าย้อนกลับไปตอนนั้น เธอก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่อายุห่างจากพวกพี่ ๆ หลายปี
“ไม่ใช่แบบนั้น เปลี่ยนเรื่องเถอะ”
รวิภัทรรู้สึกว่าวันนี้คงไม่ใช่วันของเขา จึงเอ่ยตัดบทก่อนจะก้มหน้าสนใจอาหารในจานต่อ
“ถ้าพี่เรย์อยากรู้ว่าลินกับพี่ธามรู้จักกันแบบไหน คำตอบคือแบบพี่น้องค่ะ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น… และก็จะไม่มีด้วย”
น้ำเสียงหวานนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มบางเบาแตะแต้มริมฝีปาก ความหมายจากคำตอบของไพลินไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าอธิบายให้พวกเพื่อนเขาเข้าใจให้ถูกจะได้ไม่ต้องมาเข้าใจเธอผิด
เธอชอบรวิภัทรก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะชอบในมุมแบบอยากเป็นแฟน เธอแค่ชื่นชมเพราะเขาเก่ง ไม่ได้อยากจะเปลี่ยนสถานะอะไรด้วย
“งั้นพี่ต้องขอโทษด้วยนะคะ พี่เข้าใจผิดไปเอง เพราะปกติธามมันไม่สนใจผู้หญิงคนไหนแบบนี้…”
ไพลินรับฟังด้วยสีหน้ายิ้มละมุน ก่อนจะตักอาหารขึ้นมาค่อย ๆ ละเมียดกินตามนิสัย
“ไม่ต้องขอโทษลินหรอกค่ะ ลินแค่อธิบายในพาร์ตของลินเท่านั้นเอง”
ตลอดบทสนทนาระหว่างไพลินกับเรย์ รวิภัทรเฝ้ามองใบหน้ากลมเกลี้ยงและริมฝีปากบางเล็กที่ขยับพูดอย่างใจเย็นอยู่ตลอดเวลา
เธอเอาแต่ปฏิเสธ และขีดเส้นใต้ชัดเจนว่าเขาจะเป็นได้เพียง ‘พี่ชาย’ เท่านั้น
รวิภัทรจิ้มสเต็กที่เริ่มเย็นชืดเข้าปาก รสชาติไม่อร่อยเท่าคำแรกที่ได้ลิ้มลอง แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงคุณภาพของเนื้อชั้นดี…เหมือนกับสิ่งที่เขามองอยู่ตรงหน้า
ของดี…ต่อให้อยู่ในสภาพไหน ก็ยังคงเป็นของดีอยู่วันยังค่ำ
ไพลินไม่รู้ในความหมายของสายตาที่รวิภัทรใช้มองเธอ หญิงสาวแบ่งของอร่อยบางอย่างให้เพื่อนสนิททั้งสองคน
สามสาวผลัดกันตักอาหารใส่จานให้กันไปมาทั้งยังพูดคุยกันตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่ได้สนใจผู้ชายทั้งสามคนอีกเลย
บรรยากาศบนโต๊ะจะเรียกว่าอึมครึมก็ไม่เชิง เพราะฝั่งผู้หญิงยังคงหัวเราะพูดคุยเป็นปกติ ผิดกับฝั่งผู้ชายที่ทำหน้าไม่ถูก โดยเฉพาะรวิภัทร… คนที่เคยมั่นใจในตัวเองมาตลอด
แต่ตอนนี้กลับถูกปฏิเสธจากเด็กผู้หญิงแต่งตัวกะโปโลที่กล้าตัดบทเหมือนว่าเธอไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย!
“แน่ใจว่าพี่ชายให้ไปชัวร์เหรอ ไปถามให้แน่ก่อนนะ ถ้ายกเลิกร้านไม่คืนเงิน”
“ส่งข้อความไปแล้ว สงสัยติดประชุมมั้ง แต่ถ้าไม่ตอบอะไรก็น่าจะไปได้ บอกพี่ณิชไว้แล้ว”
“ไปถามให้แน่ก่อนเถอะ พี่ชายแกเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวก็โดนดุอีก ฉันไม่อยากโดนคุมประพฤติไปด้วยนะ”
กะทิกับลียายังสยองไม่หาย ที่พวกเราเคยหนีเที่ยวแล้วพี่ชายของไพลินจับได้ ทำให้โดนคุมประพฤติกันยกแก็งอยู่สามเดือน ไม่พอพี่เพลิงยังฟ้องพ่อแม่ของพวกเราด้วย!
ไพลินผ่อนลมหายใจแรง ๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดข้อความส่งรัว ๆ ท้ายที่สุดอีกฝ่ายอ่านแล้วแต่ไม่ตอบ เธอเม้มปากมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสองอย่างลังเล
“ถ้าคืนนี้ไม่ตอบ พวกแกก็ไปกันเถอะ…” เพื่อนทั้งสองยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงจากฝั่งตรงข้ามก็ดังขึ้น
“จะไปไหนกันเหรอคะ พี่ถามได้ไหมเอ่ย” เรย์ถามด้วยน้ำเสียงหยอก ๆ
“ไปเที่ยวร้านนี้ค่ะ แต่ร้านเปิดดึก…” กะทิตอบสั้น ๆ ก่อนก้มหน้ากินต่อ
“พี่ชายน้องลินไม่ให้ไปเที่ยวเหรอคะ” คราวนี้เป็นนิกซ์ที่เอ่ยถาม ทั้งที่ปกติเขามักจะนั่งเงียบ ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะชะงักไปเล็กน้อย
“ไม่ใช่ค่ะ ถ้าจะไปไหนต้องขออนุญาตก่อน” ไพลินรีบตอบเพราะไม่ต้องการให้คนมองพี่ชายเธอไม่ดี
“ไม่จริงค่ะ ไม่ให้ไปเลยต่างหาก นี่มาออกรอบยังส่งคนมาตาม เดี๋ยวออกไปพวกพี่ก็เห็น หกโมงเย็นต้องถึงบ้าน ถ้าไม่ถึงจะมีคนมารอรับทันที ยังกับน้องสาวมาเฟีย” กะทิเคี้ยวแงบ ๆ และก็ยังไม่วายหยอกเพื่อนสนิทต่อ
คำว่ามาเฟียทำให้ไพลินเม้มปากแน่น แววตาที่เคยสดใสสั่นไหวแม้เพียงวินาทีแต่รวิภัทรก็ทันเห็นมัน
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ พี่ชายน้องลินเป็นคนใจดี แค่ห่วงน้องสาวคนเล็กมากไปหน่อยก็เท่านั้นเอง”
“ใช่ค่ะ พี่เพลิงใจดี และที่ไม่ค่อยปล่อยลินออกนอกบ้านก็เพราะห่วง”
รวิภัทรตั้งใจพูดช่วยประคองสถานการณ์ และไพลินก็รู้สึกขอบคุณเขามาก เธอทอดสายตาขอบคุณไปทางนั้น
“ห่วงเกินเบอร์ แกจะเรียนจบอยู่แล้ว” เพื่อนสาวยังแซวไม่เลิก
“ก็ถ้าเรียนจบ พี่เพลิงบอกว่าจะอนุญาตให้ไปไหนมาไหนคนเดียวได้ไง”
“จ้าาา ฉันจะคอยดู”
คำพูดของไพลินทำให้รวิภัทรยกยิ้มบาง ๆ อนุญาตงั้นเหรอ…เขาเหลือบมองโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง ข้อความล่าสุดที่กำลังเรียบเรียงจะพิมพ์ออกไปยังคงค้างอยู่ที่หน้าจอ
วันนั้นจบลงด้วยการแยกย้ายกลับบ้าน รถตู้คันหนึ่งมาจอดรอรับไพลินหน้าอาคาร รวิภัทรไม่ได้ออกไปส่ง เพราะเธอบอกว่าไม่ต้อง และเขาก็เข้าใจดีว่าเพราะอะไร
“น้องสาวไอ้เพลิงเหรอ?”
“ใช่”
“กูก็ว่าคับคล้ายคับคลา พอรู้แบบนี้หน้าก็ถอดกันออกมาเลยนะ ดูไปน้องก็เหมือนจะเขินมึงนะ แล้วทำไมถึงปฏิเสธมึงแบบนั้นวะ โคตรเสียเซลฟ์เลย”
“เรื่องนั้นไว้ก่อน แต่มึงทำใจได้เหรอวะเวลาเห็นหน้าน้องลิน”
“แล้วเรื่องอะไรที่กูจะต้องทำใจไม่ได้?”
รวิภัทรยิ้มมุมปากพลางทอดสายตามองไฟท้ายของรถตู้คันหรูที่ติดฟิล์มดำสนิททั้งคัน ภาพนั้นบอกได้ชัดเจนว่าไพลินสำคัญกับพนากรผู้เป็นพี่ชายมากเพียงใด
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นครืด มือหนาล้วงหยิบขึ้นมาเปิดอ่านข้อความตอบกลับจากปลายทาง แล้วรอยยิ้มของเขาก็กว้างขึ้นอีกครั้ง
“ยิ้มเหี้ยอะไรหน้าโคตรตลก มีอะไรดี ๆ ไง?” เรย์เห็นเพื่อนสนิทยิ้มก็รู้สึกขนลุกมากกว่าจะมองว่ามันดูดี
“จะมีอะไรล่ะ…กูว่าปลางับเบ็ดแล้ว” นิกซ์แค่นยิ้มและส่ายหน้าเชิงระอา
“มึงก็ระวังเด็กหลอกไว้บ้างก็ดี เพื่อนสองคนของน้องลินไม่ธรรมดานะ”
“ไม่ธรรมดายังไง?”
“กูเสียเงินเปิดเมมให้ไปเกือบแสน ไลน์ยังไม่ให้กูเลย!”
“ก็เพราะมึงโง่ไง”
รวิภัทรตอบโดยที่สายตายังคงจับจ้องข้อความในหน้าจอ เหมือนกับว่าวันนี้ก็ไม่ได้ไร้ความหมายไปซะทีเดียว
[ขอเป็นอาทิตย์หน้าก่อนลินบินกลับไปเรียน เราเจอกันอีกครั้งได้ค่ะพี่ธาม]
ประโยคตอบกลับสั้น ๆ แต่สำหรับรวิภัทรมันมีความหมายมากจริง ๆ
ครั้งนี้…รวิภัทรตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด ดีจนไพลินจะไม่มีวันลืมเขาได้ลง!
