บทที่ 2 มิอาจได้หัวใจมาครอง 1/2
บทที่ 2
มิอาจได้หัวใจมาครอง
สตรีผู้กำลังเข้ารับการคัดเลือกต่างมองมาทางโจวไป๋จวี๋ด้วยแววตาริษยา โดยเฉพาะสตรีผู้มีเครื่องหน้าที่รับกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ แม้นางมิได้งดงามมากเฉกเช่นโจวไป๋จวี๋ ทว่าตัวนางกลับโดดเด่นด้วยผิวกายที่ขาวเนียนละเอียดดั่งหยก รูปร่างทรวดทรงมีน้ำมีนวลแม้จะตัวเล็กไปเสียหน่อยก็ตามหากเทียบกับโจวไป๋จวี๋
"หึ! ฝีมือเช่นนี้ยังกล้ามาคัดเลือกพระชายาอีกหรือ ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเสียบ้างเลย"
'เสิ่นเยว่สือ' บุตรีของท่านเสนาบดีกรมคลังเอ่ยกับสหายข้างกายอย่างไม่สบอารมณ์ ตัวนางถือว่ามีความสามารถเป็นเลิศในทุกด้าน เช่นนี้นางจึงมองโจวไป๋จวี๋อย่างเหยียดหยาม
"เจ้าอย่าได้พูดจาว่าร้ายผู้อื่นสิสือเอ๋อร์ หากไม่ระวังคำพูดอาจจะถูกคัดออกก็ได้นะ เจ้าก็รู้ว่าตระกูลโจวมีอำนาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตระกูลเสิ่นของเจ้าเลย และฮองเฮาเองก็ทรงเอ็นดูนางด้วย ข้าว่านางอาจจะคว้าตำแหน่งพระชายาเอกเพราะฮองเฮาก็เป็นได้"
'เฉินมู่อิ๋ง' บุตรีของรองเสนาบดีกรมพิธีการ นางถือว่าเป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามผู้หนึ่ง ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มพริ้มเพราชวนให้คนมองให้ความเอ็นดู กอปรกับน้ำเสียงหวานไพเราะและจิตใจที่แสนอ่อนโยน ทำให้ผู้คนต่างยกย่องนางว่าเป็นท่านเทพธิดาที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์
"เหอะ! ข้าเองก็อยากรู้นักว่านางจะไปได้ไกลแค่ไหน"
เสิ่นเยว่สือขัดใจที่เฉินมู่อิ๋งไม่คล้อยตามตนเอง ก็เห็นอยู่ว่าอีกฝ่ายฝีมืออย่างกับเด็กน้อย สมควรเข้ามารับการคัดเลือกพระชายาขององค์รัชทายาทหรือ
นี่นางมีสหายเป็นคนจิตใจดีเกินไปหรือโง่เกินไปกันแน่นะ!
หลังจากโจวไป๋จวี๋ได้รับความชื่นชมจากฮองเฮาแล้ว นางจึงได้เริ่มการเดินหมาก ซึ่งนางมั่นใจว่าตนเองจะต้องทำได้ดีอย่างแน่นอน ในวัยเยาว์นางได้รับการสั่งสอนจากบิดาผู้เป็นถึงยอดกุนซือในการวางแผนการรบ ไม่ว่าออกไปรบยังที่ใด หากท่านพ่อเป็นผู้วางแผนในการใช้กลยุทธ์ในการศึก ศึกนั้นย่อมนำชัยมาได้อย่างง่ายดาย และตอนนี้นางยังได้พี่รองผู้ปราดเปรื่องในการวางหมากมาคอยชี้แนะด้วย
การวางหมากครั้งนี้มีบัณฑิตมาเป็นผู้ชี้แนะ ตั้งแต่เริ่มวางหมาก หมากสีดำในมือของโจวไป๋จวี๋ก็ได้กดดันหมากขาวของบัณฑิตอยู่หลายครั้ง วิถีการเดินหมากของนางไม่ได้ซับซ้อนมากนัก ทว่ากลับซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ในความเถรตรงนี้
"ข้าแพ้แล้วขอรับ การเดินหมากของคุณหนูโจวได้เปิดหูเปิดตาข้าน้อยนัก"
บัณฑิตจากตระกูลลั่วผู้ชนะมาทุกกระดานถึงกับชื่นชมโจวไป๋จวี๋ การวางหมากทุกครั้งของคุณหนูโจวช่างแยบยลยิ่งนัก เขามิอาจสู้ได้จริง ๆ
"บัณฑิตลั่วอ่อนข้อให้ข้าแล้วเจ้าค่ะ"
โจวไป๋จวี๋ก้มศีรษะลงเล็กน้อย การเดินหมากของเขาก็ยอดเยี่ยมนัก ถ้าไม่ใช่เพราะนางได้รับคำชี้แนะมาจากพี่รองก่อนหน้านี้ นางคงมิอาจชนะเขาได้โดยง่าย ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือไม่
"กลวิธีเดินหมากของคุณหนูโจวทำให้ข้าเปิดหูเปิดตายิ่งนัก"
'หรงป๋อไฉ่' องค์รัชทายาทหนุ่มแห่งแคว้นฉินผู้เป็นยอดบุรุษที่เก่งทั้งบุ๋นทั้งบู๊เอ่ยชมจากใจจริง ดวงตาเรียวเฉี่ยวทอดสายตามองโจวไป๋จวี๋อย่างชื่นชม ใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายดั่งหยกสลักแย้มยิ้มอย่างนึกสนุก
ช่างหายากนักที่สตรีจะเดินหมากเก่งเช่นนี้ หากได้เดินด้วยกันสักกระดานคงจะสนุกมิน้อยเลย!
"ขอบพระทัยองค์รัชทายาทเพคะ"
ใบหน้างามพลันแดงก่ำด้วยความขวยเขิน เมื่อบุรุษในดวงใจเอ่ยชมตนเช่นนี้ มิเสียแรงที่นางเดินหมากกับท่านพ่อและพี่รองอยู่ทุกวัน หลังจากเสร็จสิ้นการแสดงความสามารถแล้ว โจวไป๋จวี๋ก็ได้เดินกลับมานั่งที่ของตน
"การเดินหมากของเจ้าช่างน่าทึ่งนัก หากข้าอยากจะให้เจ้าช่วยสอนข้าบ้างจะได้หรือไม่" เจียงเม่ยเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
"ย่อมได้ ข้าจะช่วยสอนเจ้าเอง"
โจวไป๋จวี๋คลี่ยิ้มหวาน ก่อนที่พวกนางสองคนจะหันกลับไปมองยังลานการแสดงเพื่อรับชมการแสดงของคุณหนูคนต่อไป
"ต่อไปเป็นการแสดงของคุณหนูเสิ่นเยว่สือ" ขันทีน้อยประกาศลำดับต่อไป
เสิ่นเยว่สือนั้นเดินกรีดกรายออกมาแสดงความสามารถของตนด้วยความมั่นใจ การดีดพิณของนางถือว่าทำได้ดีมากนัก หากเทียบกับคุณหนูตระกูลอื่นก็ถือว่าอยู่ในลำดับที่หนึ่งเลย ส่วนด้านอื่น ๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี สมแล้วที่นางได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ
"แม้นางจะดีดพิณเก่งกว่าเจ้าแต่กลับทำพลาดในตอนสุดท้าย หากเทียบกับอาจวี๋ของเราแล้วถือว่ายังด้อยอยู่ในความแม่นยำ"
"อย่างนั้นหรือ" โจวไป๋จวี๋ก็รู้สึกว่าเสียงพิณสุดท้ายฟังแล้วแปร่งหูเช่นกัน
"ใช่แล้ว เจ้าเก่งกว่านางอีก"
เจียงเม่ยหันมายิ้มหวานให้กับโจวไป๋จวี๋ ก่อนที่นางจะเดินสวนทางกับเสิ่นเยว่สือ เอ่ยคำพูดสวนกลับไปที่ทำให้อีกฝ่ายยิ่งเกลียดชังตน
เสิ่นเยว่สือมองเจียงเม่ยที่เดินสวนทางกันอย่างเหยียดหยาม นางได้ยินมาจากเจียงซูฉีว่าเจียงเม่ยนั้นไม่เคยได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ใดเลย เช่นนั้นนางก็คงเป็นสตรีที่ไร้สมอง ไร้ความสามารถเป็นแน่
"ข้าหวังว่าคุณหนูใหญ่เจียงจะไม่ทำให้ตระกูลเจียงขายหน้านะ"
"ขอบคุณคุณหนูเสิ่นที่ห่วงใย ทว่าเรื่องของข้าคงไม่ต้องให้ผู้ใดเข้ามาสอด"
"นี่เจ้า!" เสิ่นเยว่สือกัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจ
"ท่านดีดพิณได้ดีนะ แต่เสียงดีดสุดท้ายกลับฟังดูแปร่งหูนัก"
เจียงเม่ยยิ้มเยาะ ก่อนที่นางจะเดินจากไปโดยไม่ทันได้เห็นสีหน้าอันตกตะลึงของเสิ่นเยว่สือ
'เหตุใดถึงรู้ว่าเสียงสุดท้ายข้าดีดผิดพลาดเล่า!'
เสิ่นเยว่สือพลันสั่นสะท้าน นางกระจ่างแจ้งแก่ใจแล้วว่าเจียงเม่ยหาใช่คนไร้ความสามารถไม่!!
