1
ความเจ็บแปลบราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่โสตประสาท เป็นความรู้สึกแรกที่ปลุกให้มู่หว่านหว่านสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันมืดมิด
นางสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่รัว ขณะที่ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะรีบกวาดมองไปรอบกาย
นี่มัน… ที่ไหนกัน
ภาพตรงหน้าไม่ใช่ห้องทดลองสมุนไพรแบบร่วมสมัยที่นางคุ้นเคย ไม่มีชั้นวางขวดแก้ว ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีโต๊ะทดลองที่เต็มไปด้วยตัวอย่างสมุนไพร มีเพียงเตียงไม้เก่า ม่านมุ้งผ้าไหมสีซีด โต๊ะกลมตัวเล็ก และเครื่องเรือนเพียงไม่กี่ชิ้น
แม้ทุกอย่างจะเป็นของใช้แบบจีนโบราณ แต่กลับเรียบง่ายจนเกือบเรียกได้ว่าอัตคัด ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกเลยว่าเจ้าของห้องแห่งนี้มีฐานะสูงส่ง
ยังไม่ทันที่มู่หว่านหว่านจะตั้งสติได้ ความเจ็บรุนแรงก็แล่นขึ้นกลางศีรษะอีกระลอก
“โอ๊ย…”
นางยกมือกุมขมับทันที
พร้อมกันนั้น ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของตนเองก็ไหลทะลักเข้ามาราวกับเขื่อนแตก
ภาพหญิงสาวในชุดโบราณ
ภาพจวนกว้างใหญ่
ภาพงานอภิเษกที่เย็นชาราวกับเป็นเพียงพิธีตามหน้าที่
ภาพบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีดำสนิท ใบหน้าคมคายแต่เย็นชาเสียจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
รวมถึงชื่อหนึ่งที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในความทรงจำคือหลงจิ่งเฉิน
อ๋องสี่แห่งราชวงศ์ ผู้มีอำนาจอยู่ในมือและมีชื่อเสียงเรื่องความเย็นชา
ส่วนร่างที่นางกำลังครอบครองอยู่ในเวลานี้ก็มีชื่อว่า มู่หว่านหว่าน เช่นเดียวกับนาง
เป็นบุตรีรองแห่งตระกูลมู่ และถูกส่งตัวเข้ามาอภิเษกเป็นพระชายารองของหลงจิ่งเฉิน
ทว่า คำว่า พระชายารอง ฟังดูสูงศักดิ์กว่าความเป็นจริงมากนัก
ตั้งแต่ก้าวเข้าจวนอ๋อง เจ้าของร่างเดิมแทบไม่เคยได้รับความโปรดปราน ถูกส่งมาอยู่เรือนท้ายจวนอันเงียบเหงา บ่าวไพร่ที่ควรได้รับตามฐานะก็ค่อย ๆ ถูกโยกย้ายออกไปทีละคน จนสุดท้ายเหลือเพียงสาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งที่ยังยืนกรานจะอยู่รับใช้
มู่หว่านหว่านนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะก้มมองมือของตัวเอง นิ้วมือเรียวยาว ผิวขาวซีด รูปร่างบอบบาง ทุกอย่างล้วนไม่ใช่ร่างเดิมของนาง
ข้อสรุปเดียวที่เป็นไปได้จึงผุดขึ้นในหัว
ฉันทะลุมิติมาจริง ๆ เหรอเนี่ย
“คุณหนู”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตู มู่หว่านหว่านหันขวับไปมอง
“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ”
เด็กสาวร่างเล็กที่กำลังถืออ่างน้ำอยู่ถึงกับตาโต ก่อนจะรีบวิ่งพรวดเข้ามาหา แต่เพราะรีบร้อนเกินไป ปลายรองเท้าจึงเกี่ยวชายกระโปรงตัวเองจนร่างเซไปข้างหน้า
“ว้าย” น้ำในอ่างกระฉอกออกมาเกือบครึ่ง
มู่หว่านหว่านมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกนางทันทีว่าเด็กสาวผู้นี้คือ เสี่ยวชุน สาวใช้คนสนิทเพียงคนเดียวที่ยังเหลืออยู่
เสี่ยวชุนรีบวางอ่างน้ำลงแล้วถลาเข้ามาข้างเตียง ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอจนแทบไหล
“บ่าวตกใจแทบตาย คุณหนูนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน เรียกอย่างไรก็ไม่ตื่น ชีพจรก็อ่อนลงเรื่อย ๆ บ่าวนึกว่าคุณหนูจะ... จะทิ้งบ่าวไปเสียแล้ว”
พูดจบน้ำตาก็ไหลพรากทันที
มู่หว่านหว่านมองสาวใช้ตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
อย่างน้อยในสถานที่ประหลาดแห่งนี้ก็ยังมีคนหนึ่งที่เป็นห่วงเจ้าของร่างนี้จริง ๆ
“พอแล้ว อย่าร้อง ข้ายังไม่ตาย”
“แต่คุณหนู…”
“ถ้าเจ้าร้องมากกว่านี้ ข้ายังไม่ทันตายเพราะป่วยก็คงปวดหัวตายเพราะเสียงร้องของเจ้าก่อน”
เสี่ยวชุนชะงัก น้ำตาที่กำลังจะไหลอีกระลอกหยุดค้างกลางทาง ก่อนจะรีบยกแขนเสื้อเช็ดหน้า
“คุณหนูยังพูดเช่นนี้ได้ แสดงว่าคงดีขึ้นแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ”
มู่หว่านหว่านเกือบหลุดหัวเราะ
นางพยุงตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแล้วสูดลมหายใจลึก พยายามจัดระเบียบความทรงจำที่ยุ่งเหยิงอยู่ในหัว
“เสี่ยวชุน ข้าหลับไปนานเท่าใด”
“เกือบสองวันเจ้าค่ะ”
“สองวัน”
มู่หว่านหว่านพึมพำ
“ก่อนหน้านั้นข้ามีอาการอย่างไร”
เสี่ยวชุนขมวดคิ้ว พยายามนึกย้อนกลับไป “ตอนแรกคุณหนูบอกว่าเหนื่อยนิดหน่อย แล้วก็แน่นหน้าอก มือเท้าไม่มีแรง บ่าวจะไปตามหมอ แต่คุณหนูบอกไม่ต้อง เพราะคิดว่าพักสักครู่คงดีขึ้น ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นไม่นานคุณหนูก็หมดสติไปเลยเจ้าค่ะ” คำตอบนั้นทำให้แววตาของมู่หว่านหว่านเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ก่อนหมดสติ ข้ากินอะไร”
“อาหารเย็นตามปกติเจ้าค่ะ แล้วก็…”
เสี่ยวชุนหยุดคิด
“น้ำชา”
มู่หว่านหว่านพูดขึ้นเสียก่อน
ความทรงจำช่วงสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมกำลังกลับมาชัดเจนขึ้น มือที่ยกถ้วยชา รสขมประหลาดที่ปลายลิ้น ความรู้สึกแน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ แขนขาอ่อนแรง
จากนั้นภาพทุกอย่างก็ดับวูบ
มู่หว่านหว่านหันมองโต๊ะข้างเตียงทันที
ถ้วยกระเบื้องใบหนึ่งยังคงวางอยู่ตรงนั้น
“ถ้วยนั่นยังไม่ได้ล้างหรือ”
เสี่ยวชุนมองตาม “ยังเจ้าค่ะ ตอนคุณหนูหมดสติ บ่าวตกใจจนทำอะไรไม่ถูก หลังจากนั้นก็เฝ้าคุณหนูตลอด จึงยังไม่ได้เก็บของในห้อง”
“เอามาให้ข้า”
เสี่ยวชุนรีบหยิบถ้วยส่งให้
มู่หว่านหว่านรับมาถืออย่างระมัดระวัง ที่ก้นถ้วยยังมีคราบน้ำชาติดอยู่เล็กน้อย และบริเวณขอบด้านในมีตะกอนสีคล้ำบางอย่างเกาะอยู่
นางขยับถ้วยเข้าใกล้จมูก สูดกลิ่นเพียงเล็กน้อย คิ้วเรียวงามพลันขมวดเข้าหากัน
กลิ่นชาแทบกลบทุกอย่างจนหมด แต่สำหรับคนที่เติบโตมากับครอบครัวซึ่งทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และคลุกคลีกับวัตถุดิบหลากหลายชนิดมาตั้งแต่เด็ก กลิ่นผิดปกติที่หลงเหลืออยู่ในถ้วยย่อมไม่อาจหลุดรอดไปได้ง่าย ๆ
