บทที่ 6 เลี้ยงหมาขู่คน
ท้องฟ้าหลังจากที่หิมะโปรยปรายเริ่มสว่างสดใส สายลมหนาวพัดผ่านระเบียงทางเดินที่ทอดยาวไปยังตำหนักต่าง ๆ ฉินมู่เหยียนรุดเร่งมุ่งหน้าสู่ตำหนักเสวียนฮวาด้วยความตื่นเต้น บนพระพักตร์ในยามนี้ผุดรอยยิ้มมากกว่าทุกวัน จนขันทีและนางกำนัลต่างเอียงศีรษะมองด้วยความสงสัย การว่าราชการในยามเช้ามีเรื่องดีอันใด ฝ่าบาทของพวกเขาถึงได้ดูอารมณ์ดีกว่าที่เคย โดยไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า แท้จริงแล้วเขากำลังตื่นเต้นอยากรู้กับวิธีจัดการบรรดาสนมของผู้เป็นฮองเฮา
ในระหว่างทางที่ร่างกำยำในอาภรณ์ปักลายมังกรกำลังจะก้าวผ่านสวนดอกไม้ หูของเขากลับได้ยินเสียงของนางกำนัลแว่วมา พวกนางกำลังซุบซิบนินทากันอย่างได้อรรถรสอยู่ด้านหลังพุ่มไม้ใหญ่ เขาจึงหยุดฟังและยกมือปรามขันทีเฒ่าที่กำลังจะเอ่ยตำหนินางกำนัลเหล่านั้น
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า ฮองเฮานั้นร้ายกาจยิ่งนัก ยามเฉินที่บรรดาพระสนมเข้าเฝ้า พระนางกลับปล่อยจิ้งจอกดุร้ายออกมาอาละวาดจนหานกุ้ยเฟยเกือบจะเสียโฉม ส่วนพระสนมคนอื่น ๆ ก็พากันวิ่งหนีออกจากตำหนักด้วยความหวาดกลัว”
"สตรีดี ๆ ที่ไหนกันจะเลี้ยงสัตว์ดุร้ายเอาไว้ใกล้ตัว"
“จริงหรือ...เห็นพระพักตร์งดงาม กิริยานิ่งขรึมเช่นนั้น ที่แท้ก็ใจจืดใจดำ หมายใจจะรั้งกายของฝ่าบาทไว้เพียงผู้เดียวสินะ”
ฉินมู่เหยียนที่ชะงักฝ่าเท้ายืนนิ่งฟัง มุมปากที่มีรอยยิ้มบาง ๆ พลันยกสูงขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาไม่ได้โกรธเคืองที่ฮองเฮาของเขารังแกผู้อื่น แต่ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกเบาใจอย่างประหลาดที่นางแบ่งเบาความน่ารำคาญของเขาไป เสียงออดอ้อนและเสียงร่ำไห้ของพวกนางเหล่านั้นทำให้เขาต้องปวดศีรษะทุกทีไป
"เดี๋ยวนะ จิ้งจอก จิ้งจอกมาจากที่ใดกัน" สุรเสียงเข้มเอ่ยขึ้นคร่ำเครียด แม้แต่เรียวคิ้วก็มุ่นเข้าหากันอย่างครุ่นคิด จึงเอ่ยเรียกหาองครักษ์ข้างกาย "กู่ หยาง เรื่องที่ข้าให้ไปสืบเป็นเช่นไรบ้าง"
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" กู่ หยางองครักษ์ข้างกายรีบรุดเข้ามาหาผู้เป็นนายในทันที
"เรื่องของฮองเฮา..." ดวงตาคมเข้มปรายมององครักษ์คู่พระทัยเพียงสั้น ๆ
"ทูลฝ่าบาท ก่อนที่ฮองเฮาจะจากหลิงโจวมา พระนางมีปากเสียงกับองค์ชายรองเซียวจื่ออัน เอ่อ คนรัก..." น้ำเสียงของกู่ หยางตะกุกตะกักด้วยเพราะไม่รู้ว่าสมควรจะเอ่ยออกไปหรือไม่
"พูดมา!" สุรเสียงของผู้เป็นฝ่าบาทเริ่มกดต่ำจนน่าแปลก
"ในวันเดินทาง องค์ชายผู้นั้นได้มอบจิ้งจอกขาวให้แก่ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ" กู่ หยางรีบเอ่ย ก่อนจะเดินไปขนาบข้างกับจ้าวเฉิง องครักษ์อีกคนในทันที
"หึ ดีนัก..."
พระพักตร์คมคายส่ายไปมาเล็กน้อย รอยยิ้มที่ผุดพรายก่อนหน้าจางหายไปอย่างรวดเร็วราวกับหมอกควัน ความตื่นเต้นอยากรู้กลับกลายเป็นความเฉยชาที่รู้สึกหน่วงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่ากำลังถูกความรู้สึกบางอย่างจู่โจม
ในทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่ตำหนักเสวียนฮวา กลิ่นชาชั้นดีก็ลอยมาแตะจมูก ดวงเนตรคู่คมราวกับนกเหยี่ยวกวาดมองหาสตรีร่วมหมอน จนมองเห็น ถังจื่อหรง นั่งอยู่ริมหน้าต่าง แสงแดดอ่อน ๆ ที่สาดส่องเข้ามาขับเน้นให้ผิวพรรณของนางดูขาวเนียนราวกับหยกมันแพะ ดวงตากลมที่มองผ่านออกไปทางด้านนอกนั้นดูเศร้าหมองแบบที่เขาไม่เคยเห็น ทว่าสิ่งที่ทำให้อารมณ์ของฉินมู่เหยียนไม่คงเส้นคงวาขึ้นมา เห็นทีคงจะเป็นสิ่งมีชีวิตขนฟูสีขาวสะอาดตา ที่นั่งเชิดใบหน้าด้วยความเย่อหยิ่งอยู่ข้างกายของนาง 'คิดถึงคนรักเก่าถึงเพียงนั้นเลยเชียวหรือ'
ไป๋อิ๋งส่งเสียงขู่คำรามในทันทีที่เห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในตำหนัก เสียงขู่ของมันทำให้ถังจื่อหรงได้สติ เมื่อนางหันกลับมามองก็ตกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าผู้เป็นฝ่าบาทยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยพระพักตร์งอง้ำไม่สบอารมณ์ 'ว่าราชการในท้องพระโรงเช้านี้คร่ำเครียดเพียงนี้เลยหรือ ฝ่าบาทถึงดูอารมณ์ไม่ดีเท่าใดนัก'
"ไป๋อิ๋ง นั่นไม่ใช่ศัตรูของข้า..."
ฉินมู่เหยียนขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ร่างสูงกำยำเดินตรงดิ่งเข้าไปใกล้ จนเงาของเขาทาบทับลงบนกายของนางจนแสงที่สาดส่องลงบนกายถูกบดบัง
“ถังจื่อหรง...เจ้าเลี้ยงหมาเอาไว้ในตำหนักของข้าด้วยเหตุใดกัน” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยโทสะ และดูเหมือนว่าจะเป็นการหาเรื่อง มากว่าการถามไถ่
ฮองเฮาผู้เลอโฉมที่กำลังลูบขนสีขาวของไป๋อิ๋งอยู่ถึงกับชะงัก นางเงยใบหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยความไม่เข้าใจ และเจือด้วยความไม่พอใจเล็ก ๆ “ฝ่าบาทดวงพระเนตรมีปัญหาหรือเพคะ ถึงได้มองจิ้งจอกเป็นสุนัขไปเสียได้”
“จิ้งจอกก็คือสุนัข สุนัขก็คือหมา และข้าก็จะเรียกมันว่าหมา!” ฉินมู่เหยียนแค่นเสียงดุดัน นัยน์ตาเหี้ยมเกรียมจับจ้องไป๋อิ๋งข้างกายของนางไม่วางสายตา หากแต่สายตาจ้องมองไปยังจิ้งจอกขาวกลับเต็มไปด้วยสายตาที่ริษยาอย่างเห็นได้ชัด “ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าระหว่างหมาตัวนี้ กับองค์ชายคนรักที่แคว้นหลิงโจวของเจ้า เจ้าจะรักสิ่งใดมากกว่ากัน”
บรรยากาศในตำหนักพลันเย็นลงเสียยิ่งกว่าอากาศภายนอก ถังจื่อหรงนิ่งงันไปครู่ใหญ่ หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความตระหนกที่พยายามซ่อนเอาไว้ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉย 'เขารู้...'
“ฝ่าบาททรงตรัสเรื่องอันใด หม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ” นางพยายามที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกเสียใจเอาไว้ในก้นบึ้งหัวใจ แต่ทว่าบุรุษเบื้องหน้ากลับพยายามที่จะดึงสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา
ฉินมู่เหยียนโน้มกายลงจนใบหน้าเกือบจะชิดพวงแก้มของนาง เขาเหยียดยิ้มที่ดูร้ายกาจออกมาอย่างไม่ปิดบัง วาจาที่ทิ่มแทงของเขาตอกย้ำในสิ่งที่นางหมายใจจะลืมเลือนออกไปจากความทรงจำ “คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าหมาตัวนี้เจ้าได้มันมาได้อย่างไร...อดีตคนรัก ไม่สิ คนรักมอบมันให้เจ้าก่อนเดินทางไม่ใช่หรือ เพื่อให้เจ้าไม่ลืมเลือนคนผู้นั้น และระลึกถึงอ้อมกอดของเขาเอาไว้เสมอ ในยามที่เจ้าต้องมานอนเคียงข้างกายของข้า!”
ถังจื่อหรงมองสบตากับเขาอย่างพิจารณา ในวินาทีนั้นภาพของหมาเด็กที่ไม่เอาไหนพลันมลายหายไปกับตา บุรุษที่อยู่ตรงหน้ากับนางตอนนี้คือบุรุษที่เต็มไปด้วยอันตราย นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวและลึกล้ำเกินกว่าที่นางจะประมานได้ ใบหน้าที่ตระหนกรีบเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึมในทันที เช่นเดียวกับแผ่นหลังที่เคยผ่อนคลาย ยามนี้กลับยืดตรง ท่วงท่างามสง่าราวกับนางหงส์ที่อยู่เคียงมังกร
“ฝ่าบาท...ทรงรู้เรื่องของหม่อมฉันดีเหลือเกินนะเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็ง “รู้แม้กระทั่งสิ่งที่คนในแคว้นหลิงโจวยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
"เจ้ากลัวหรือ กลัวว่าข้าจะล่วงรู้ว่าในใจของเจ้ามีแต่คนรักอยู่ในนั้นหรือ..." ผู้เป็นฝ่าบาทกัดฟันกรอด น้ำเสียงกดต่ำจนน่ากลัว
"แฮ่..." ไป๋อิ๋งแยกเขี้ยวขู่ เมื่อบุรุษผู้หนึ่งกำลังจะรังแกนายของมัน
"ฮ่า มันขู่ข้าเพราะกลัวว่าข้าจะทำร้ายสตรีของผู้เป็นนายของมันสินะ" นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความกราดเกรี้ยว
"ไม่ใช่อย่างที่พระองค์คิดนะเพคะ" ถังจื่อหรงพยายามที่จะอธิบาย
"ฮ่า รักมากเลยหรือ คนรักของเจ้าผู้นั้น..." ฉินมู่เหยียนหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทรงอำนาจและน่าเกรงขาม เขาเอื้อมมือไปบีบปลายคางของนางเบา ๆ ด้วยความหยอกเย้าแต่กลับเต็มไปด้วยความกดดันมหาศาล
แฮ่... กรรร... ไป๋อิ๋งเริ่มย่อกายด้วยความระวัง ดวงตาสีน้ำตาลอมแดงของมันดุร้าย ก่อนที่มันจะกระโจนใส่ผู้เป็นฝ่าบาท
หมับ
ฉินมู่เหยียนคว้าคอของจิ้งจอกตัวร้ายเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว หลังจากที่มันกระโจนใส่ ร่างระหงของฮองเฮาถูกผละออกอย่างแรงจนหงายหลังลงไปกับเตียง ดวงตาคมปลาบมองฝ่ามือที่อาบไปด้วยโลหิตด้วยความเหี้ยมเกรียม หลังจากที่ถูกคมเขี้ยวแหลมคมของมันกัดลงบนมือ
"ฝ่าบาท!" ถังจื่อหรงเบิกดวงตากว้าง ไม่รู้ว่านางควรจะตกใจกับสิ่งใดก่อนดี ระหว่างฝ่ามือที่อาบโลหิตของผู้เป็นฝ่าบาท หรือลำคอของเจ้าไป๋อิ๋งที่ถูกเขาคว้าเอาไว้
"ฮองเฮา ระหว่างข้ากับหมาที่คนรักของเจ้ามอบเอาไว้ให้ดูต่างหน้า เจ้าจะเลือกสิ่งใดเล่า!" แนวกรามของผู้เป็นฝ่าบาทเด่นชัด ราวกับเป็นสิ่งที่บอกว่ายามนี้เขากำลังเดือดดาลอย่างไม่อาจควบคุมอารมณ์
"ฝ่าบาท...มันก็แค่จิ้งจอกตัวหนึ่ง ปล่อยมันเถอะเพคะ" เสียงหวานยามนี้สั่นเครือ นางไม่ได้เลือกไป๋อิ๋งเพราะมันเป็นขององค์ชายรอง แต่นางเห็นมันเป็นเพียงสัตว์ตัวน้อยที่ไม่รู้เรื่องราวก็เท่านั้น
"ฮ่า ดี ดีนัก เป็นฮองเฮาข้างกายของข้า แต่ในใจกลับมีแต่ชายอื่น!"
"ไม่ใช่อย่างที่พระองค์คิดนะเพคะ"