บทที่ 5 ตอบแทนเจี่ยเจีย
แสงอรุณในยามเช้าสาดส่องผ่านม่านมุกเข้ามายังเตียงกว้างที่ยามนี้ข้างกายของผู้เป็นฮองเฮานั้นเหลือเพียงความว่างเปล่า ถังจื่อหรง ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความเกียจคร้าน พลางรวบเรือนผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการแสดงฉากรักเมื่อค่ำคืน จนกระทั่งสายตาของนางพลันสะดุดเข้ากับผ้าขาวผืนหนึ่งที่วางเด่นอยู่บนหัวเตียง
ตามธรรมเนียมการเข้าหอจะต้องมีผ้าผืนนี้รองรับโลหิตเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของสตรี จากผ้าสีขาวสะอาดตา ยามนี้บนผ้าผืนนั้นกลับมีโลหิตสีแดงเข้มที่ซึมลึกเป็นวงกว้าง แสดงถึงร่องรอยการร่วมหอที่สมบูรณ์ตามธรรมเนียมของราชวงศ์
ถังจื่อหรงขมวดคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ ฝ่ามือเรียวค่อย ๆ เอื้อมไปหยิบมีดสั้นเล่มเล็กที่นางซ่อนเอาไว้ใต้หมอน และตั้งใจจะใช้กรีดปลายนิ้วของตัวเองเพื่อตบตาคน ทว่ามันกลับถูกวางเอาไว้ข้างจดหมายฉบับหนึ่งที่พับอย่างลวก ๆ นางรีบเปิดอ่านในทันที แต่เส้นคิ้วเรียวงามกลับนิ่วขึ้นเสียยิ่งกว่าเดิม ด้วยไม่คิดว่าฮ่องเต้หัวอ่อน ที่ดูเกียจคร้านผู้นั้นจะมีลายอักษรที่งดงามวิจิตรชวนตะลึงเช่นนี้ อีกทั้งลายเส้นเหล่านั้นยังแสดงถึงความหนักแน่นจากน้ำหมึกสีเข้ม
“เป็นเจี่ยเจียของข้า...อย่าได้คิดจะทำร้ายตัวเองให้เจ็บเช่นนั้นเลย โลหิตบนผ้าขาวผืนนี้ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยรักษาหน้าของข้า ไม่ทำให้ข้าถูกตราหน้าว่าไร้น้ำยาต่อหน้าพวกขุนนางเฒ่า อ้อ...แต่อย่าได้คิดไปไกลว่าข้าจะโปรดปรานในตัวเจ้า และในยามเฉิน รบกวนฮองเฮาช่วยรับหน้าบรรดาสนมแทนข้าด้วยก็แล้วกัน พวกนางช่างน่ารำคาญเสียจนข้าปวดหัวยิ่งนัก”
“หึ...” ถังจื่อหรงแค่นยิ้มพลางคว่ำปากลงในทันที ความรู้สึกของนางในยามนี้นั้นรู้สึกหมั่นไส้ผู้เป็นฝ่าบาทอยู่ไม่น้อย การที่เขาทำดีก็เพื่อหวังผล “เจ้าหมาเด็กนั่นทำดีกับข้า ก็เพื่อจะปัดความรำคาญมาให้ข้าแบกรับนี่เอง”
ร่างระหงเดินไปยังเตาผิง ก่อนจะโยนจดหมายฉบับนั้นลงบนกองเถ้าถ่านอย่างไม่ไยดี ก่อนที่บรรดานางกำนัลจะเข้ามาช่วยนางอาบน้ำและแต่งกาย ยามนี้นางสวมใส่อาภรณ์ฤดูหนาวสีแดงสด สวมทับด้วยผ้าคลุมหนังจิ้งจอกสีขาว บนศีรษะประดับด้วยปิ่นทองและปิ่นระย้า ที่ดูสง่างามและน่าเกรงขาม สมฐานะฮองเฮาผู้เป็นเจ้าของตำหนักเสวียนฮวา ที่สตรีหลายคนในวังหลังต่างหมายตาอยากจะครอบครอง
เมื่อยามเฉิน (ช่วงเวลาประมาณ 7.00 - 09.00 น.) บรรดาสนมของฝ่าบาทต่างเดินกรุยกรายพากันมาเข้าเฝ้าฮองเฮาต้าเหยียนกันอย่างพร้อมเพรียง หากแต่ในความจริงพวกนางมาด้วยความริษยา ด้วยข่าวคราวการร่วมหอเมื่อยามค่ำคืนนั้นแพร่สะพัดไปทั่วพระราชวัง ประหนึ่งไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง ทำให้พวกนางอดทนไม่ไหว บ้างมาเพื่อหยั่งเชิง บ้างหมายใจมารังแก โดยเฉพาะพระสนมกุ้ยเฟย หานเสวี่ยถง บุตรีของหานกั๋วกง ขุนนางอาวุโสที่อยู่เคียงข้างบัลลังก์มาอย่างยาวนาน
ร่างอรชรที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเย่อหยิ่ง สายตาคู่งามที่ดูร้ายกาจจับจ้องสตรีสูงศักดิ์ที่นั่งดื่มชาอยู่บนตั่งไม้ด้วยความอิจฉา ริมฝีปากสีสดคว่ำลงด้วยความไม่พอใจ โดยที่ด้านหลังของนางยังมีสนมชั้นเฟย และสนมคนอื่น ๆ ตามมาอีกหลายคน
"ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ"
บรรดานางสนมของฝ่าบาทนั้นมีมากมายจนถังจื่อหรงนั่งนิ่งไปพักใหญ่ จนกระทั่งเสียงกระฟัดกระเฟียดดังขึ้น ก่อนจะเอ่ยวาจาเสียดสีทิ่มแทง
“หม่อมฉันได้ยินว่าเมื่อคืนนี้ฝ่าบาททรงร่วมหออยู่กับฮองเฮาจนถึงรุ่งสาง หม่อมฉันก็นึกเป็นห่วงฮองเฮาเสียยิ่งนัก ด้วยอายุอานามก็มิน้อยแล้ว หม่อมฉันเกรงว่าพระองค์จะทรงเหนื่อยล้าจนไม่สามารถรับการถวายพระพรจากพวกหม่อมฉัน” พระสนมกุ้ยเฟยเอ่ยพลางยกพัดขึ้นปิดปากแล้วส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ จนบรรดาสนมคนอื่น ๆ ต่างพากันซุบซิบและยิ้มหยันเสียดทีที่ฮองเฮาอายุมากกว่าฝ่าบาทหลายปี
ส่วนถังจื่อหรงยังคงจิบน้ำชาอย่างใจเย็น นางไม่แม้แต่จะปรายตามองบรรดาสตรีที่มียศมีศักดิ์ แต่กลับทำตัวต่ำพ่นวาจาดั่งยาพิษใส่ผู้อื่นอย่างไร้ซึ่งความละอาย ก่อนที่เสียงทรงอำนาจจะเอ่ยขึ้นจนทุกคนในตำหนักเงียบกริบไปตามกัน
“ความเหนื่อยล้านั้นย่อมมีบ้าง...แต่หากเทียบกับความสำราญที่ฝ่าบาททรงมอบให้ ข้าย่อมยินดีที่จะอดทน”
สุรเสียงที่ฟังดูเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความเป็นต่อ ทำเอากุ้ยเฟยโฉมงามถึงกับหน้าชา นางเข้าวังก่อนฮองเฮานานแรมปี ทว่าฝ่าบาทกลับไม่เคยประทับค้างแรมที่ตำหนักของนางเลยแม้แต่วันเดียว โดยอ้างราชกิจที่มีมาก แต่กับฮองเฮาผู้นี้ ฝ่าบาททรงยอมร่วมหออย่างง่ายดาย ใบหน้าที่เคลือบไขรอยยิ้มของสตรีที่มีศักดิ์สูงกว่า ทำให้หานเสวี่ยถงกัดฟันด้วยความแค้นเคือง
"หม่อมฉันอิจฮาฮองเฮาจริง ๆ เพคะ ที่ฝ่าบาทยอมร่วมหอ ไม่เหมือนพวกหม่อมฉันที่ฝ่าบาทไม่เคยเสด็จมาเลย" ลู่ซือเหยียน พระสนมชั้นเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ทว่ากลับโดนกุ้ยเฟยตำหนิ
"เจ้าโง่หรืออย่างไรกัน บอกออกไปเช่นนั้น อยากให้ฮองเฮาสมน้ำหน้าเจ้ากับข้ารึ!"
ถังจื่อหรงส่ายพระพักตร์น้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นการแสร้งตกใจ "อุ๊ย ฝ่าบาทมิเคยหลับนอนที่ตำหนักของพวกเจ้าเลยหรือ..."
"จะ...เจ้า!"
เพียงแค่คำไม่กี่คำ นางก็ได้เห็นธาตุแท้ของสนมชั้นสูงผู้อวดดี ถังจื่อหรงรู้ดีอยู่แล้วว่าในวังหลังนั้นเต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่น หากนางยอมอ่อนข้อ นั่นย่อมจะถูกรังแกตลอดไป เฉกเช่นยามนี้ที่หานเสวี่ยถงดิ้นเร่าด้วยความโกรธจนลืมกิริยาอันดีของผู้เป็นสนม แต่ก่อนที่การประคารมจะดุเดือดไปมากกว่านี้ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของนางกำนัลคนสนิทก็ดังขึ้น เมื่ออวี้เถาปรากฏกายพร้อมกับสิ่งมีชีวิตขนสีขาวในอ้อมแขน
“ทูลฮองเฮา...ไป๋อิ๋งตื่นแล้วเพคะ แต่ดูท่าทางจะหิวโหยและอารมณ์ไม่ดีเอาเสียเลย”
อวี้เถาปรายมองบรรดาสนมที่กำลังส่งสายตามุ่งร้ายไปยังนายของตัวเองด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่นางจะวางจิ้งจอกขาวลงบนพื้น เจ้าไป๋อิ๋งที่ถูกฝึกมาให้ระแวดระวังคนแปลกหน้าก็แยกเขี้ยวสีขาววับ พลางส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ ดวงตาสีน้ำตาลอมแดงของมันจ้องเขม็งไปยังบรรดาสนมที่แต่งกายด้วยอาภรณ์สีฉูดฉาดราวกับมองเห็นเหยื่อ
“อุ๊ย! นั่นมันจิ้งจอกมิใช่หรือ อัปมงคลนัก” หานเสวี่ยถงกรีดร้องพลางถอยกรูด เมื่อไป๋อิ๋งทำท่าจะกระโจนใส่นาง
“ไป๋อิ๋ง...อย่าเสียมารยาท” ถังจื่อหรงเอ่ยตำหนิเสียงเรียบ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นห้ามปรามจริงจัง นางปล่อยให้จิ้งจอกขาวเดินวนเวียนอยู่รอบเก้าอี้ของบรรดาสนมที่ยามนี้หน้าซีดเผือดไปตามกัน ราวกับต้องการสั่งสอนที่สนมผู้นั้นเอ่ยว่าสัตว์เลี้ยงของนางเป็นตัวอัปมงคล "เกรงว่ากุ้ยเฟยคงจะเข้าใจผิดแล้วกระมัง มันเป็นเพียงจิ้งจอกน้อยหาใช่สัตว์อัปมงคลอย่างที่พระสนมว่า"
"หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันไม่รู้ว่าจิ้งจอกตัวนั้นคือสัตว์เลี้ยงของฮองเฮา" หานเสวี่ยถงรีบรุดขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะยอบกายลงเป็นการขอโทษ
“เจ้าไม่ต้องกลัวเจ้าไป๋อิ๋งไปหรอก มันจะดุร้ายกับคนที่มีจิตใจไม่บริสุทธิ์เท่านั้น” ถังจื่อหรงวางถ้วยชาลงเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยวาจาจบความวุ่นวายในวันนี้ “วันนี้ไปอิ๋งดูอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก มันคงหิวจนตาลาย หากพวกเจ้าไม่อยากให้หน้างดงามต้องเสียโฉมเพราะกรงเล็บของมัน ก็เชิญกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักกันเถิด ข้าเองก็ต้องไปเข้าเฝ้าไทเฮาด้วยเช่นกัน”
หลังจากที่นางเอ่ยจบ บรรดาสนมจอมหยิ่งผยองที่เดิมทีหมายใจจะมาหาเรื่องนาง ยามนี้กลับพากันกระเจิดกระเจิงออกไปจากตำหนักเสวียนฮวาด้วยความรวดเร็ว โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยวาจาใส่ร้ายให้นางกำนัลพูดต่อกันไปปากต่อปาก
“ฮองเฮาช่างร้ายกาจนัก นางเลี้ยงจิ้งจอกปีศาจเอาไว้จัดการผู้ใดก็ตามที่ขวางหูขวางตาของนาง”
ถังจื่อหรงมองตามแผ่นหลังของสตรีเหล่านั้น พลางส่ายหน้ากับความร้ายล้ำลึกของสตรี พลางยกฝ่ามือลูบหัวของไป๋อิ๋งที่นั่งคลอเคลียอยู่ข้างกายด้วยความออดอ้อนและประจบสอพลอ
“ทำดีมาก...อย่างน้อยพวกนางก็หวาดกลัวเจ้า”