บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 แสร้งร่วมหมอน

ความเงียบงันยังคงแผ่ปกคลุมภายในตำหนักเสวียนฮวา กลิ่นกำยานหอมกรุ่นยังคงอบอวลไปทั่วตำหนักที่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแดงและอักษรมงคล เทียนสีแดงเพลิงคู่ใหญ่ส่องสว่างสาดแสงวูบไหวไปตามแรงลมที่เล็ดลอดผ่านซอกหน้าต่างเข้ามา ถังจื่อหรงยังคงนั่งอยู่บนเตียงด้วยท่วงท่านิ่งสงบราวกับหยกปั้น ดวงตาจับจ้องไปยังบุรุษร่างสูงที่กำลังจะก้าวเดินออกไปจากตำหนักว่าจะมีท่าทีเช่นไร

ฉินมู่เหยียน ฮ่องเต้ผู้ถูกตราหน้าว่าอ่อนแอ ยืนหันหลังให้นางอยู่ที่บริเวณโต๊ะน้ำชา พลางครุ่นคิดในถ้อยคำบอกกล่าวของฮองเฮา จนกระทั่งเสียงฝีเท้าที่ย่ำเยาะบริเวณด้านหน้าตำหนักดังขึ้นเป็นระลอก เขาก็พ่นลมหายใจออกมาดวยความเหนื่อยหน่าย

"จะเฝ้าตามข้าไปทุกฝีก้าวเลยหรือเช่นไร"

“ฝ่าบาท...ด้านนอกกำลังรอฟังอยู่นะเพคะ” ถังจื่อหรงเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความย้ำเตือน ว่าหน้าที่ในค่ำคืนนี้เขาต้องทำเช่นไร

ฉินมู่เหยียนยักไหล่เล็กน้อย ก่อนจะหมุนกายกลับมายังสตรีโฉมงามที่นั่งอยู่บนเตียง ก่อนจะยิ้มหยันบริเวณมุมปาก แววตาซุกซนเมื่อครู่เลือนหายไป กลายเป็นความเย็นชาที่แฝงด้วยความดุดันราวกับคนละคน ก่อนจะทิ้งตัวลงข้างกายของนาง จนได้กลิ่นสุราจาง ๆ และกลิ่นหอมสะอาดที่แผ่ซ่านออกมาจากกายของเขา

“ข้ามิยักรู้ว่าฮองเฮาจะรอร่วมหอกับข้าด้วยใจจดจ่อเพียงนี้” เขาจงใจจะเอ่ยวาจาทิ่มแทง และสาดส่งแววตาดูแคลนแก่นางด้วยความหยั่งเชิง

ถังจื่อหรงผินหน้าเพื่อสบตากับเขาโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยง บริเวณมุมปากหยักลึกเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น “ฝ่าบาทเล่าเพคะ...คิดจะละเลยในหน้าที่หรืออย่างไร หรือว่าพระองค์อายุน้อยเพียงนี้ จำต้องเรียนรู้ตำราร่วมรักเสียก่อน”

“เจ้า!”

คำเสียดสีของนางทำให้สติของฉินมู่เหยียนขาดผึง เขาพลิกกายเพียงแค่พริบตาเดียว ฝ่ามือหนาก็กดลงที่ลาดไหล่ของนาง ก่อนจะผลักร่างบางให้นอนราบลงบนฟูกนุ่มอย่างแรง สองฝ่ามือกำรอบข้อมือเล็กแน่น จนกระทั่งร่างสูงใหญ่ของเขาคร่อมร่างของนางเอาไว้

ถังจื่อหรงไม่คิดจะขยับกายหนี แผ่นหลังของนางสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นของฟูกนิ่ม แต่ทว่าเบื้องหน้ากลับสัมผัสได้ถึงแผงอกที่กว้างใหญ่และแข็งแกร่งเกินกว่าที่เด็กหนุ่มวัยยี่สิบหนาวควรจะมี ฉินมู่เหยียนโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่น ๆ ของเขารินรดอยู่ที่บริเวณแก้มของนาง

ดวงตาเมล็ดชิ่งลอบสังเกตใบหน้าของสวามีอายุน้อยในระยะห่างเพียงแค่ไม่กี่ชุ่น นางก็ต้องยอมรับด้วยความจำนนว่าสวรรค์ช่างลำเอียงเสียยิ่งนัก เบ้าหน้าฟ้าประทานยากนักที่จะมีบุรุษใดทัดทาน เรียวคิ้วทรงกระบี่พาดเฉียงรับกับดวงตาเรียวยาวอันแสนคมคาย แพขนตาของเขาหนางอนงามจนทอดเงาลงบนผิวแก้มที่เนียนละเอียดประดุจผิวของสตรี ริมฝีปากหยักลึกอวบอิ่ม ทว่าสันจมูกที่โด่งชันและแนวกรามที่ขึ้นสันนูนกลับตอกย้ำถึงความเป็นบุรุษเพศที่เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น จนทำให้นางได้รู้ว่า เขามิใช่เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา หากแต่เป็นบุรุษผู้มีความหล่อเหลาและเหลี่ยมร้ายแสนจะอันตรายราวกับมีดสั้นที่ซ่อนตัวอยู่ในฝัก

“เจ้ากำลังยั่วเย้าข้าหรือ...ถังจื่อหรง” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า แต่ทว่าสั่นเครือด้วยความโกรธ “อย่าได้คิดฝันไปไกล...ไม่มีวันที่ข้าจะสานสัมพันธ์กับสตรีที่แคว้นหลิงโจวส่งมาเพื่อทำร้ายข้าเด็ดขาด”

เสียงของเขาทำให้นางตื่นจากภวังค์ความรูปงาม ก่อนที่นางจะมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยความพินิจ ทว่าสิ่งที่ทอประกายออกมากลับเป็นความดุดัน แข็งกร้าวและเข้มแข็ง หาได้มีวี่แววของคนขาดเขลา ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะถูกเขาซ่อนเอาไว้ใต้ดวงตาคู่คมคู่นั้น และนางก็ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว แต่กลับยกฝ่ามือขึ้นลูบไล้ที่สาบเสื้อลายมังกรของเขาเบา ๆ อย่างกล้าหาญ

“ถ้าเช่นนั้น...คืนนี้จะทำเช่นไรเล่าเพคะ” นางย้อนถามเขา ราวกับหาทางแก้ปัญหา “หากไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวเล็ดลอดออกไปจากตำหนัก เห็นทีว่าฝ่าบาทคงจะถูกครหาว่าไร้น้ำยา และหม่อมฉันเองก็คงถูกตราหน้าว่าเป็นฮองเฮาเดียวดายที่ถูกทิ้งตั้งแต่วันแรกที่มาถึงต้าเหยียน”

"ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดครหา แต่สำหรับเจ้าที่ถูกตราหน้าว่าเดียวดาย เป็นสิ่งที่ข้าต้องการ และข้าจะไม่มีวันโปรดปรานเจ้า"

"หม่อมฉันก็มิได้อยากได้ความโปรดปรานจากฝ่าบาท แต่หม่อมฉันคงจะนอนไม่หลับ หากคนพวกนั้นไม่ออกไปจากตำหนักเสียที"

ถังจื่อหรงไม่ได้เสียใจหากเขาจะไม่ได้โปรดปรานนาง สำหรับนาง การได้รับความโปรดปรานจะเป็นเรื่องยุ่งยากและน่าอึดอัด แคว้นหลิงโจวยังต้องอาศัยนางให้ลงมือกับฉินมู่เหยียน นางจึงต้องการที่จะอยู่อย่างสงบและคิดหาวิธีช่วยให้ผู้เป็นพี่ชายหลุดจากหน้าที่เหล่านั้นเสียที

ผู้เป็นฝ่าบาทชะงักไปกับท่าทีที่ไร้เยื่อใยของนาง เดิมทีแล้วสตรีที่ถูกส่งตัวมาจะอ่อนโยนและเสแสร้งเพื่อให้ได้รับความโปรดปรานก่อนจะชิงลงมือ แต่ทว่านางกลับนิ่งขรึมจนเขานึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย จนกระทั่งดวงตาที่แข็งกร้าวเริ่มสั่นไหว เมื่อเขาพินิจมองสตรีใต้ร่างด้วยความจริงจังที่อยู่ในระยะประชิด แสงเทียนที่สว่างไสวอาบไล้ใบหน้าของนางให้ดูนวลเนียน ผิวพรรณของสตรีในวัยยี่สิบแปดหนาวกลับไม่ได้แห้งเหี่ยวโรยราอย่างที่คนกล่าวขานเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบและความเย้ายวนในแบบที่สตรีแรกรุ่นไม่มี กลิ่นกายของนางหอมจาง ๆ คล้ายกับดอกเหมยที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ แต่กลับชวนให้ลุ่มหลงเสียยิ่งนัก

เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เคยเย็นเยียบเต้นผิดจังหวะอย่างไม่อาจควบคุม ความงดงามที่ดูสุขุม อันเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของสตรีที่โตกว่า ทำเอาฮ่องเต้หนุ่มถึงกับลืมถ้อยคำที่จะเอ่ย

"ฝะ...ฝ่าบาท" นางส่งเสียงเรียกเขาด้วยความแผ่วเบา

“เจี่ยเจีย (พี่สาว)...อยู่นิ่ง ๆ เถิด”

เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา จนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบในลำคอ

ถังจื่อหรงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถามออกไป ฝ่าบาทก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเกลี่ยไล้ไปตามแก้มเนียนใส ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวจนทำให้หัวใจของนางแทบจะหยุดเต้น ก่อนที่เขาจะเริ่มขยับกายเพื่อทำลายความเงียบ พร้อมกับเอื้อมฝ่ามือหนาไปคว้าเสาม่านเตียงแล้วออกแรงเขย่าเบา ๆ จนพู่ระย้าแกว่งไกว

แม้จะเป็นเพียงแค่การจัดฉาก ทว่าระยะห่างที่ใกล้ชิดก็สามารถทำให้ขิงแก่เช่นนางรู้สึกร้อนผ่าวบนใบหน้าขึ้นมาเสียได้

"อื้อ..."

ถังจื่อหรงครางแผ่ว เมื่อใบหน้าคมคายเลื่อนลงไปตามลำคอระหง กลีบปากอุ่นเผลอโดนเนื้อหนังในบางจังหวะ จนรู้สึกซู่ซ่าซาบซ่านขึ้นมา

"ครางดังกว่านี้ได้หรือไม่..." ฝ่าบาทผละใบหน้าขึ้นมาสบตา แต่เมื่อเห็นแววตาใสซื่อของสตรีใต้ร่าง เขาจึงทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอแล้วเอ่ยต่อ "ตำราเอาใจบุรุษ เจ้าไม่ได้อ่านมาเลยหรือเจี่ยเจีย..." ฉินมู่เหยียนกดรอยยิ้มลึกคล้ายดูแคลน ก่อนจะลงท้ายด้วยคำเรียกขานเอาใจประหนึ่งหมาเด็ก

"หากต้องการให้หม่อมฉันส่งเสียงให้ถึงใจ ไยต้องแสร้งทำด้วยเล่าเพคะ หรือว่าหมาเด็กเช่นฝ่าบาทใจไม่ถึงพอ..."

หมับ

ถังจื่อหรงหรี่ดวงตาลง เมื่ออีกฝ่ายดูแคลนนาง เสียงใสเอ่ยขึ้นพลางยกแขนเรียวขึ้นโอบท้ายทอยของฝ่าบาท จนใบหน้าแนบชิด ก่อนเอ่ยยั่วเย้า

"ข้าไม่หลงกลเจ้า...และข้าก็ไม่ใช่หมาเด็กของเจ้า อย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก" ดวงตาสีเข้มจับจ้องนางราวกับจะกลืนกิน แม้ว่าปากของเขาจะเอ่ยออกไปว่าไม่ชอบใจที่นางเรียกเขาว่าหมาเด็ก หากแต่ในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างผุดพรายขึ้นมาจนน่าประหลาด

"หึ หมาเด็กก็คือหมาเด็กอยู่วันยังค่ำ..." ใบหน้านวลหันหนีหลบสายตาทรงเสน่ห์ ก่อนจะพึมพำเสียงแผ่ว

"เจ้าว่ากระไรนะ"

"เปล่าเพคะ...ฝ่าบาทจะทำต่อหรือไม่" นางพยักพเยิดใบหน้าทำแชเชือนวาจาเมื่อครู่ ก่อนจะดึงความสนใจให้เขากลับมายังสิ่งที่กระทำค้างคาเอาไว้

หลังจากนั้นเขาก็กระแทกฝ่ามือลงบนฟูกนอนซ้ำ ๆ ให้เกิดเสียงดังเป็นจังหวะ อีกทั้งยังโยกกายจนเตียงสั่นสะเทือน เพื่อให้ขันทีและนางกำนัลที่แอบฟังอยู่ทางด้านนอกตีความไปเป็นอื่น พร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งรั้งร่างของถังจื่อหรงให้ขยับตามแรงสั่นสะเทือน จนเงาของทั้งคู่ทาบไปกับผนังห้องที่มีแสงเทียนส่องวูบไหวราวกับพายุกำลังโหมกระหน่ำ

“อ่า”

ด้วยแรงที่ขับเคลื่อนร่างกายแข็งแกร่ง ทำให้ถังจื่อหรงร้อนผ่าวไปทั้งร่าง ในหัวของนางได้แต่จินตการไปตามตำราของสตรี จนร่างบางยอมขยับกายไปตามเขา พลางส่งเสียงครางในลำคอเพื่อความสมจริง ทว่าท่ามกลางฉากเสียวแสร้งหลอกนั้น ฉินมู่เหยียนกลับจ้องมองใบหน้าของนางไม่วางสายตา สมองพร่าเบลอราวกับจะขาดสติ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้หูของนางอีกครั้ง ก่อนจะเป่าลมหายใจอุ่นร้อนใส่ จนขนลุกซู่

“ขิงแก่อย่างเจ้านี่...เมื่อถึงเวลานั้น เห็นทีคงจะเด็ดดวงน่าดูกระมัง”

ริมฝีปากหยักแสยะยิ้มมุมปาก เมื่อสิ้นคำพูดเหล่านั้น เขาก็เอื้อมมือออกไปดับเทียนมงคลที่อยู่บริเวณหัวเตียงให้ดับวูบลง ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในความมืดอีกครู่ใหญ่ ก่อนที่ทั้งคู่จะนอนข้างกันด้วยความเหน็ดเหนื่อย การแสร้งเล่นละครในฉากรักทำเอาเหงื่อออกโทรมกาย ยามนี้ตำหนักตกอยู่ภายในความมืดมิด เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นของนางและเขา จนกระทั่งเสียงฝีเท้าทางด้านนอกค่อย ๆ ถอยห่างออกไป
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel