บทที่ 3 กรงขังสีชาด
ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีที่ลอยวนอยู่เหนือพระราชวังงดงามแห่งแคว้นต้าเหยียน สายลมหนาวที่พัดพามาจากทางทิศเหนือนั้น พาให้ธงสีแดงที่มีตราประทับของผู้เป็นฝ่าบาทโบกสะบัดอยู่บนกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน กอปรกับหิมะสีขาวนวลร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเมื่อเหมันตฤดูที่หนาวเหน็บหวนกลับมาเยือนในรอบปี มีเพียงบรรยากาศในตำหนักเสวียนฮวาที่ยังคงร้อนผ่าวจากการเผากำยาน และเทียนมงคล กลิ่นหอมเย็นของกำยานมังกรอบอวลไปทั่วตำหนักเสวียนฮวา กลิ่นที่ควรจะให้ความรู้สึกสงบนิ่ง กลับทำให้ ถังจื่อหรง รู้สึกเหมือนกำลังจะสำลักควันหอมกรุ่น
สตรีงามระหงนั่งตัวตรงอยู่บนเตียงวิวาห์ที่บุด้วยผ้าไหมสีแดงชาดอันงามวิจิตร ฉลองพระองค์มงคลที่หนักอึ้งปักลวดลายหงส์ทะยานฟ้าด้วยดิ้นทองคำแท้ดูอร่ามตา ทว่าสำหรับนาง ทุกฝีเข็มที่ปักลงบนอาภรณ์ผืนนี้กลับตอกย้ำถึงพันธนาการที่แน่นหนามากขึ้นเรื่อยๆ มันหาใช่ชุดเจ้าสาว...แต่มันคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งพันธนาการนาง ตรึงเอาไว้เคียงข้างกายของบุรุษผู้ครองบัลลังก์โดยที่นางไม่ได้ปรารถนา
ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสดที่บดบังทัศนียภาพรอบกาย ดวงตาคู่สวยที่เคยทอประกายแห่งความหวัง บัดนี้กลับราบเรียบและเย็นชาดุจผิวน้ำที่นิ่งงันในบ่อรกร้าง ที่ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว บนใบหน้างามงดไม่มีน้ำตาหลงเหลืออยู่อีกต่อไป เพราะมันได้เหือดแห้งไปพร้อมกับความเชื่อมั่นใน ‘รัก’ ที่พังทลายลงอย่างไร้เยื่อใย
“จื่อหรง...เพื่อความรุ่งโรจน์ของตระกูลถัง และเพื่อความมั่นคงของข้า เจ้าต้องไป”
เสียงทุ้มเข้มที่กระซิบข้างหู ทำให้แพขนตาสั่นระริก วาจาของบุรุษที่นางเคยหมายใจจะฝากความรักและชีวิตเอาไว้ยังคงวนเวียนอยู่ในภวังค์อันเงียบสงบ ราวกับเสียงของภูตผีที่ตามมาหลอกหลอน
บุรุษผู้นั้นใช้คำว่ารักที่นางมอบให้ เป็นเครื่องมือต่อรองสู่อำนาจที่เขาหมายใจอยากครอบครอง
"หึ..."
เสียงใสอดไม่ได้ที่จะแค่นออกมาจากลำคอเมื่อนึกถึงถ้อยคำหว่านล้อมแสนจอมปลอมเหล่านั้น แม้ว่าถังจื่อหรงจะรักเขาสุดหัวใจ แต่นางมิใช่คนโง่ ความต้องการของเขาไม่ต่างจากการข้ามแม่น้ำรื้อสะพาน (สำนวนจีนโบราณ สื่อถึงคนเนรคุณที่พอได้รับประโยชน์หรือบรรลุเป้าหมายจากความช่วยเหลือของผู้อื่นแล้ว ก็ตัดขาดหรือทำลายผู้มีพระคุณทิ้ง)
เขาวางแผนใช้หัวใจของนาง ไม่ต่างจากการเป็นก้อนหินก้อนกรวด ปูทางข้ามสะพานไปสู่อำนาจ และเมื่อข้ามฝั่งไปได้สำเร็จ เขาก็ถีบสะพานนั้นทิ้งอย่างไร้เยื่อใย
และยิ่งไปกว่านั้น บิดาของนางกลับไม่มีคำโต้แย้ง หรือขัดขืนราชโองการ เพื่อรักษาชีวิตและความสุขของบุตรี อีกทั้งยังใช้พี่ใหญ่มาบีบบังคับให้จำนน นางถูกส่งตัวมายังแคว้นที่สถานการณ์ยามนี้แสนจะเต็มไปด้วยอันตราย ในฐานะฮองเฮาของฮ่องเต้อายุน้อย บุรุษที่ใครต่อใครก็ต่างตราหน้าเขาว่าเป็นเพียง ‘หุ่นเชิด’ ของขุนนางในราชสำนัก บัลลังก์ที่ไม่ว่าผู้ใดก็หมายตาอยากจะครอบครอง ชีวิตก็ไม่ต่างจากเส้นด้ายบาง ๆ ที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ
'บุรุษอ่อนแอผู้นั้น จะปกป้องข้าได้เช่นไรกัน...'
ถังจื่อหรงได้แต่ครุ่นคิด ทว่าหัวใจที่แหลกสลายไปแล้วครั้งหนึ่ง จะมีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัว นางไม่คิดพึ่งพาบุรุษอีกต่อไป พลันมุมปากงดงามก็หยักลึกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันภายใต้ผ้าคลุมสีแดง รอยยิ้มนั้นแม้สวยสะดุดตา แต่ยามนี้กลับแฝงไปด้วยความเย็นชาและไร้หัวใจ
ความคิดที่ล่องลอยอยู่เหนือความบอบช้ำ ค่อย ๆ คืนสติแก่นาง จนกระทั่งเสียงมโหรีของนักสังคีตที่แว่วดังอยู่ทางด้านนอกเริ่มซาลง ก่อนจะแทนที่ด้วยเสียงบานประตูใหญ่ของตำหนักที่ถูกเปิดออกช้า ๆ
เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในห้องนั้นเบาบางและดูสงบ ฉินมู่เหยียน ฮ่องเต้หนุ่มผู้ถูกขนานนามว่าเป็น หุ่นเชิด หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของสตรีที่เขาเพิ่งจะรับมาเป็นคู่ชีวิตตามคำแนะนำของบรรดาขุนนางเฒ่า
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์แดงหยุดปลายเท้าที่เตียงใหญ่ด้วยความนิ่งงัน ก่อนจะจ้องมองเงาร่างใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงด้วยสายตาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย มันทั้งเต็มไปด้วยความรำคาญใจที่ต้องเดินตามเกมของขุนนางเจ้าเล่ห์ ความโดดเดี่ยวที่สุมในอก และความชิงชังต่อโชคชะตาที่เล่นตลกกับเขาไม่รู้จักจบสิ้น
เขารู้ดีว่าสตรีเบื้องหน้า คือบุตรีของตระกูลใหญ่จากแคว้นที่สวมบทบาทอยากเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างแคว้น ทั้งที่ใจจริงอยากจะรวบรัดบัลลังก์เป็นของตัวเองด้วยความกระหาย
นางคือหมากตัวสำคัญที่ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางจิ้งจอกในราชสำนักแคว้นหลิงโจวส่งมาเพื่อสอดแนม ควบคุมเขาให้อยู่โอวาท และหาโอกาสฉกชิงบัลลังก์ที่ใกล้จะล่มสลาย
“ฮองเฮา...” น้ำเสียงของผู้เป็นฝ่าบาทเอ่ยขึ้นอย่างแหบพร่า แม้ฟังดูราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยพลังความกดดันอย่างประหลาด ผิดกับบุรุษที่ได้เจอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน ก่อนที่เขาจะเอ่ยต่อ “เจ้าคงรู้ดีว่าการอภิเษกครั้งนี้หาใช่ความประสงค์ของข้า และข้าก็เชื่อว่าคนอย่างเจ้า ไม่คิดจะเดินเข้าสู่วังหลังแห่งนี้ด้วยความพึงใจเช่นเดียวกัน”
ในขณะที่เขาเอ่ยกับนาง ฝ่ามือเรียวยาวของฉินมู่เหยียนก็เอื้อมไปหยิบไม้คานทองคำที่วางอยู่ข้างกัน ก่อนจะออกแรงเขี่ยผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้นช้า ๆ เพื่อทำตามประเพณีที่ขันทีเฒ่ากำชับอย่างไม่ใส่ใจ
ทว่าเมื่อผ้าคลุมหน้าสีแดงเลื่อนหล่น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ ใบหน้าของสตรีที่งดงามราวกับภาพวาดของเทพธิดาที่หลุดออกมาจากแดนเซียน ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาชะงักนิ่งงันกลับไม่ใช่รูปโฉมของนาง แต่คือ ‘แววตา’
สายตาของถังจื่อหรงที่แหงนขึ้นมองบุรุษตรงหน้ากลับไม่มีแม้แต่ความประหม่าอาย อีกทั้งไม่มีระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัวอย่างที่สตรีต่างแดนควรจะมีเมื่อต่างบ้านต่างเมือง
อีกทั้งครานี้เป็นการเผชิญหน้ากับผู้เป็นสวามีในคืนแรก นางกลับไม่มีแม้กระทั่งความเอียงอาย หรือจริตของสตรีในห้องหอ แต่นางกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยความตอบโต้
ในขณะที่สายตาหวานล้ำของนางกลับมีเพียงความว่างเปล่าที่ดูล้ำลึกจนน่าขนลุก ไม่ต่างจากคนที่มีชีวิตอยู่แต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ก่อนที่เสียงใสจะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบจนเขาสะดุ้งด้วยความตกใจ
“ฝ่าบาทกล่าวถูกต้องแล้วเพคะ” ถังจื่อหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางเว้นจังหวะไปเพียงชั่วครู่แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง โดยที่ไม่ถอดถอนสายตาไปจากใบหน้าของเขา
“หม่อมฉันมาที่นี่เพื่อทำหน้าที่ของหมากที่ถูกหยิบวางลงบนกระดาน ที่ไม่มีสิทธิ์เลือกทิศทางเดินของตัวเอง แต่ละก้าวต้องเป็นไปตามความต้องการของผู้เล่น ฝ่าบาทเองก็เป็นหนึ่งในหมากเหล่านั้นมิใช่หรือ”
ริมฝีปากสีสดเหยียดยิ้มเล็กน้อย คำพูดที่ตรงไปตรงมา อีกทั้งยังแฝงด้วยถ้อยคำเสียดสี ที่เป็นความจริงทุกประการอย่างไร้วาจาโต้แย้ง ไม่ต่างจากคมมีดที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของโอรสสวรรค์เช่นเขา
ฉินมู่เหยียนขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เมื่อถูกสตรีที่อยู่ในฐานะฮองเฮาตอกย้ำความจริง เขาเเค่นยิ้มเย็นชาพลางโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างใบหูของนาง จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ชวนให้มัวเมาลุ่มหลง แต่คำพูดที่ออกจากปากของนางกลับอาบไปด้วยยาพิษ และมิใช่สตรีอ่อนแอที่เขาจะข่มเหงรังแก
“ดี! ในเมื่อเจ้าเข้าใจฐานะของตัวเองว่าเป็นเพียงสตรีบรรณาการ ฮองเฮาของข้า...ในวังหลังแห่งนี้ ความรักสำหรับข้าคือสิ่งไร้ค่า และข้าก็ไม่มีวันจะมอบมันให้แก่เจ้า ขอเจ้าอย่าได้ถวิลหาความเมตตาหรือที่พักใจจากข้า"
ผู้เป็นฝ่าบาทเอ่ยขึ้นอย่างไร้เยื่อใย และไม่คิดแม้แต่จะถนอมบุปผางามเลยแม้แต่น้อย แต่ก่อนที่เขาจะเดินจากไป สุรเสียงเยียบเย็นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"อ่อ...จงเก็บซ่อนเขี้ยวเล็บของเจ้าเอาไว้ให้มิดชิด อย่าให้ข้าจับได้ว่าเจ้าคิดจะสมรู้ร่วมคิดกับหลิงโจวเพื่อทำลายข้า ไม่อย่างนั้น...ต่อให้เจ้าจะเป็นหงส์มาจากแคว้นใด ข้าก็จะเป็นคนเด็ดปีกเจ้าด้วยมือของข้าเอง”
ฉินมู่เหยียนสะบัดชายอาภรณ์สีแดงก่ำ ก่อนจะหมุนกายหมายใจจะเดินจากไป ทิ้งให้คืนเข้าหอที่ควรจะหวานชื่น กลับกลายเป็นเพียงความอ้างว้างและหนาวเหน็บ ทว่าเสียงหวานที่นิ่งสงบแต่ฟังดูหนักแน่นกลับรั้งเขาเอาไว้เสียก่อน
“ฝ่าบาท...”
ฉินมู่เหยียนหยุดฝีเท้าลงหน้าบานประตู แต่ไม่ยอมหันกลับมามองสตรีร่วมหมอน
“ฝ่าบาท บัลลังก์มังกรของพระองค์ยามนี้เต็มไปด้วยคมหอกคมดาบ อีกทั้งยังมีหม่อมฉันที่ถูกส่งมาเพื่อดึงฝ่าบาทลงจากบัลลังก์ด้วยความไม่เต็มใจ พระองค์ไม่คิดบ้างหรือว่า หมากสองตัวบนกระดานที่ถูกผูกติดกันจนดิ้นไม่หลุด อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้พวกเราไม่ต้องอดทนอยู่ในวังวนของอำนาจ ที่เปี่ยมด้วยความต้องการของผู้อื่น”
วาจาที่เฉียบคมของนางเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมาในความเงียบเชียบของตำหนัก ฉินมู่เหยียนได้แต่ยืนนิ่ง บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งจนได้ยินน้ำเทียนที่หยดลงบนเชิงเทียน
“เจ้ากำลังจะบอกว่า เจ้ากับข้าควรจะร่วมมือกันเพื่อล้มกระดานอย่างนั้นหรือ ฮ่า ฮองเฮา เจ้าคิดว่าข้าไว้ใจเจ้าถึงเพียงนั้นเลยหรือ”
ถังจื่อหรงหยัดกายลุกขึ้นยืนช้าๆ เสียงของเครื่องประดับกระทบกันจนดังก้อง สายตาเต็มไปด้วยรัศมีแห่งอำนาจ
"หม่อมฉันไม่ได้ขอความไว้ใจจากฝ่าบาทเพคะ เพราะหม่อมฉันรู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่หาได้ยากที่สุดในวังหลวง หม่อมฉันเพียงแต่เสนอความคิดให้เราร่วมมือกัน ก็เท่านั้นเพคะ”
ฉินมู่เหยียนยังคงยืนหันหลังและไม่หันกลับมา แต่ทว่าดวงตาของเขาเกิดประกายวูบหนึ่งด้วยความสนใจที่นับได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ก่อนที่เขาจะยกยิ้มที่มุมปากด้วยความถูกใจ ไม่ต่างจากรอยยิ้มของพยัคฆ์ที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
“คืนนี้...เจ้าควรพักผ่อนเสียเถิดฮองเฮา ข้อเสนอของเจ้าข้าจะเก็บไปทบทวน” เขาเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะก้าวเท้าเดินออกจากห้องไป
"พักผ่อนได้อย่างไรเล่า...ด้านนอกบานประตูนั่นกำลังรอฟังความเร่าร้อนของพระองค์กับหม่อมฉันอยู่นะเพคะ... “ถังจื่อหรงพยักพเยิดใบหน้าไปทางบานประตูที่เกิดเงาสะท้อน
"ขิงแก่เช่นเจ้า...ไม่อายปากบ้างเลยหรือ"