บทที่ 2 ดูแคลนสามีอ่อนแอ
แคว้นต้าเหยียน...
ถังจื่อหรงไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยาม จนกระทั่งเสียงกลองที่ถูกตีจนเกิดเสียงที่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งวังหลวงแห่งแคว้นต้าเหยียน กอปรกับเสียงดนตรีของนักสังคีต และแตรสังข์ที่เป่าประกาศต้อนรับการมาถึงของสตรีสูงศักดิ์
ขบวนเสด็จของฮองเฮาได้เคลื่อนผ่านประตูพระราชวังชั้นในเข้ามา ปลายมือเรียวของนางปัดม่านรถม้าให้เปิดออก เพื่อมองต้าเหยียนให้เต็มตา ตำหนักทุกตำหนักล้วนแล้วแต่ถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรสีแดงสด สลับกับอักษรมงคล ที่ตัดกับสีของหิมะได้เป็นอย่างดี
"ถวายพระพรฮองเฮา น้อมรับเสด็จสู่แคว้นต้าเหยียน หม่อมฉันหลิวหมัวมัวขอเชิญพระองค์เสด็จลงจากรถม้าเพคะ"
ในทันทีที่รถม้าจอดสนิทด้านหน้าท้องพระโรง เสียงของนางกำนัลอาวุโสที่ดูมีอายุก็ดังขึ้นทักทาย ก่อนจะเชิญให้นางลงจากรถม้า
ถังจื่อหรง นั่งเหยียดแผ่นหลังตรงด้วยความสง่างามภายใต้มงกุฎหงส์ที่ทำจากทองคำประดับมุกสิบสองกิ่งที่แสนจะหนักอึ้ง อาภรณ์สีแดงปักลวดลายหงส์เคียงมังกรงดงาม
อวี้เถาประคองผู้เป็นนายให้ลงจากรถม้า ก่อนที่นางจะพยักหน้าให้บ่าวรับใช้กลับขึ้นไปบนรถม้า เพื่อดูเเลไป๋อิ๋ง ในทุกย่างก้าวของถังจื่อหรงที่ก้าวลงจากรถม้าเพื่อเข้าสู่ท้องพระโรงนั้น เต็มไปด้วยความสุขุมและเยือกเย็นจนบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ยืนเรียงรายรอต้อนรับอยู่สองฝั่งทาง ถึงกับต้องก้มหน้าหลบสายตาที่ทรงอำนาจ
ดวงตาหงส์กวาดสายตามองไปยังเบื้องหน้า เหนือบันไดกว่าเก้าสิบขั้นบนบัลลังก์นั้น มีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขาคือ ฉินมู่เหยียน ฮ่องเต้ที่ถูกตราหน้าว่าอ่อนแอและไร้เดียงสา เป็นเพียงหุ่นเชิดของขุนนาง
ถังจื่อหรงยังคงมองสำรวจบุรุษที่สวมอาภรณ์เจ้าบ่าวสีแดง ปักลวดลายมังกรด้วยเส้นไหมล้ำค่าด้วยความพินิจ ใบหน้าของเขานับว่ารูปงามดั่งหยกปั้น หล่อเหลาหมดจด โครงหน้าคมคายรับกับปลายจมูกโด่งชัน ริมฝีปากฉ่ำสุขภาพดี ผิวพรรณเนียนละเอียดราวกับหยกมันแพะที่ถูกทะนุถนอมอย่างดี
แต่ทว่านัยน์ตาคู่คมคู่นั้น กลับดูล่อกแล่กไม่ต่างจากเด็กหนุ่มที่กำลังเข้าสู่พิธีสวมกวาน เขาไม่ได้นั่งบัลลังก์ด้วยท่าทางที่น่าเกรงขาม แต่กลับกึ่งนั่งกึ่งเอนกายพิงประหนึ่งคนเกียจคร้านที่ถูกบังคับให้มาเข้าพิธี โดยมีเหล่าขุนนางเฒ่าคอยยืนคุมเชิงอยู่ทางด้านหลังราวกับเป็นผู้ชักใย
"แค่ก แค่ก ฝ่าบาท ทรงนั่งดี ๆ หน่อยได้หรือไม่"
หลิน เสวียนอวิ๋นพระราชมารดาของฝ่าบาทผู้มีศักดิ์เป็นไทเฮากระแอมขึ้นมาด้วยเสียงแข็ง เมื่อพระโอรสแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม
"ข้ารู้สึกเมื่อยยิ่งนัก เสด็จแม่..." ฮ่องเต้ผินพระพักตร์ไปหาผู้เป็นมารดา ก่อนจะทำพระพักตร์งอง้ำราวกับดรุณน้อยจอมงอแง
'ห่างกันถึงแปดหนาวเลยหรือนี่...' ถังจื่อหรงคิดในใจพลางเหยียดยิ้มเยาะตัวเอง หลังจากที่ก้าวเดินขึ้นบันไดที่สูงชัน จนมองเห็นว่าที่สวามีอย่างชัดเจน
ใบหน้างดงามที่หยาดเหงื่อผุดพราย การเดินขึ้นบันไดด้วยอาภรณ์ที่หนักเช่นนี้ เปลืองแรงใช่เล่น ทว่านางกลับเก็บซ่อนความเหน็ดเหนื่อยเอาไว้ด้านในไม่ให้ผู้ใดมองเห็น
นางถูกส่งมาเป็นฮองเฮาบรรณาการของชายสูงศักดิ์ที่อายุน้อยกว่าหลายปียิ่งนัก หากจะเปรียบก็คงจะเปรียบกับดวงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงเคียงคู่สายลมในยามวสันตฤดู (คำเปรียบเทียบเรื่องความต่างของอายุ)
ชีวิตของถังจื่อหรงผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงยี่สิบแปดปี สิ่งที่นางได้ประสบพบเจอมาจนนับครั้งไม่ถ้วน ได้หล่อหลอมให้นางแกร่งกล้าดุจเหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำ ๆ แต่ทว่าฮ่องเต้ผู้ที่กำลังจะเป็นสามีเพิ่งจะมีอายุอานามเพียงยี่สิบปี ในสายตาของนางที่มองเขา ก็คงไม่ต่างจาก ‘หมาเด็ก’ ที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
ความเงียบงันเกิดขึ้นชั่วขณะ เมื่อสตรีรูปร่างอรชรในอาภรณ์แดงอันงามวิจิตรขยับเท้าก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าพระพักตร์ของฝ่าบาทด้วยความอ่อนช้อย
ในขณะที่นางกำลังก้าวเข้าไปใกล้บัลลังก์มังกร ท่ามกลางสายตาคนนับพัน ฉินมู่เหยียนที่ตอนแรกทำท่าเหมือนจะหลับใน กลับเบิกตากว้างขึ้น เขาจ้องมองใบหน้าของสตรีที่กำลังจะมาเป็นคู่ชีวิตของเขาอย่างไม่วางตา ก่อนจะหันไปกระซิบกับองครักษ์คนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบานัก
“เฮ้อ...โล่งอกไปที ข้านึกว่าฮองเฮาที่ถูกส่งตัวมาจะเป็นสตรีแก่หงำเสียอีก นางยังดูเต่งตึงกว่าที่ข้าคิดไว้นัก
สิ่งที่ฝ่าบาทตรัสออกมานั้นดังชัดเจนพอที่จะทำให้เหล่าขุนนางที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ พากันสำลักน้ำลาย ด้วยไม่คิดว่าฝ่าบาทของพวกเขาจะเอ่ยตรงไปตรงมาเช่นนี้
ส่วนถังจื่อหรงที่กำลังจะย่อกายทำความเคารพถึงกับชะงักงัน ฝ่ามือบางที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกุมเข้าหากันแน่นจนเล็บแทงลงในเนื้อ
นางถูกส่งมาเพื่อเป็นสะพานสู่อำนาจ ถูกหักหลังจนหัวใจสลาย และยังจะต้องมาถูกเด็กเมื่อวานซืนวิจารณ์เรื่องความแก่ต่อหน้าสาธารณชนอีกอย่างนั้นหรือ
ถังจื่อหรงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาหงส์วาวโรจน์ด้วยไฟโทสะที่พร้อมเผาผลาญทุกสิ่ง นางไม่รอให้เขาเอ่ยอนุญาต แต่กลับหยัดกายยืนขึ้นด้วยความสง่าในฐานะฮองเฮาผู้สูงส่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจ
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาเอ่ยชมความเยาว์วัยของหม่อมฉันเพคะ” นางเว้นวรรคพลางมองสบตาเขาตรง ๆ จนฉินมู่เหยียนถึงกับต้องหลบสายตา
“ว่ากันว่าขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดร้อน ขอฝ่าบาทอย่าได้กังวลเรื่องอายุของหม่อมฉัน ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมากว่ายี่สิบแปดหนาว เกรงว่าจะทำให้ฝ่าบาทรับมือไม่ไหวเอาได้นะเพคะ”
แม้ว่าถังจื่อหรงจะโน้มกายเข้าไปแล้วเอ่ยกระซิบ แต่นั่นก็ดังพอให้ขุนนางและราชวงศ์ใกล้ชิดได้ยินกันอย่างชัดเจน จนบรรยากาศรอบกายเงียบกริบราวกับป่าช้า ถ้อยคำโต้กลับนั้นฟังดูเจ็บแสบ และเปรียบเสมือนการตบหน้าของฮ่องเต้
ฉินมู่เหยียนถึงกลับอ้าปากค้าง นัยน์ตาที่ซุกซนวูบไหวประกายความลึกล้ำ ใบหน้าที่เคยประดับรอยยิ้มขี้เล่นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อ ที่ไม่รู้ว่าเพราะความอายหรือความโกรธกันแน่ ก่อนจะแสร้งกระแอมออกมากลบเกลื่อน
“ฮองเฮาช่างมีฝีปากที่คมคายเสียจริง ๆ” เขาพึมพำพลางหลบสายตาคมกริบของนาง และเป็นจังหวะเดียวกับที่ไทเฮาตรัสขึ้น
"เอาล่ะ ๆ เริ่มพิธีแต่งตั้งฮองเฮาได้แล้ว ก่อนจะผ่านฤกษ์งามยามดี..." ไทเฮาปรายดวงตามองลูกสะใภ้ด้วยความพินิจ ก่อนที่ใบหน้าคร่ำเครียดจะปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ราวกับถูกใจ
หลังจากนั้นฉินมู่เหยียนก็ประกาศแต่งตั้งฮองเฮาแห่งต้าเหยียน และมอบตราประจำตำแหน่งให้แก่ถังจื่อหรงท่ามกลางความยินดี ก่อนที่นักสังคีตจะเริ่มบรรเลงทำนองมงคลอีกครั้ง
“พิธีการก็เสร็จสิ้นแล้ว ส่งฮองเฮาไปที่ตำหนักเสวียนฮวา ข้ายังมีราชกิจที่ต้องหารือกับขุนนางต่อ” ฝ่าบาทหันไปตรัสกับกงกงข้างกาย
'ราชกิจหรือ...หุ่นเชิดเช่นพระองค์ไยต้องจริงจังเพียงนั้น"
ถังจื่อหรงได้แต่ปรายดวงตามองไปตามแผ่นหลังของฝ่าบาท ก่อนจะส่ายหน้าน้อย ๆ เมื่อเห็นว่าขุนนางมากมายเข้าไปรุมล้อมรอบกาย
"เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา"
นางยอบกายลงเพื่อทูลลาไทเฮา ก่อนจะสะบัดชายอาภรณ์ที่ยาวเหยียดเพื่อเดินตามกงกงวัยชรา มุ่งหน้าสู่ตำหนักเสวียนฮวา และในทันทีที่มาถึงด้านหน้าตำหนัก นางก็รีบปรี่เข้าไปโอบอุ้มไป๋อิ๋งขึ้นสู่อ้อมกอดในทันที
จิ้งจอกขาวที่นางอุ้มในอ้อมกอดโผล่หัวออกมามองดูโลกกว้างด้วยความหวาดกลัวเล็ก ๆ เมื่อเห็นผู้คนมากมายจับจ้องสายตามาที่มัน ถังจื่อหรงลูบหัวมันเบา ๆ พลางแสยะยิ้มที่มุมปาก
“เจ้าเห็นหรือไม่ ว่าแม้แต่ฝ่าบาทแห่งต้าเหยียนก็ยังเป็นเพียงหมาน้อยในจวนขุนนาง แต่ข้าไม่ใช่และข้าจะทำให้เด็กคนนั้นรู้ว่า ฮองเฮาเช่นข้าจะไม่ยอมสยบใต้เท้าของผู้ใด”
"ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ...จิ้งจอกตัวนี้มิอาจนำเข้าเรือนหอ...ขอฮองเฮาได้โปรด..." กงกงวัยชราเอ่ยขึ้นด้วยวาจาที่ระวัง แต่กลับถูกนางขัดขึ้นเสียก่อน
"ข้ารู้แล้ว..."
ถังจื่อหรงส่งไป๋อิ๋งให้แก่อวี้เถา ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตำหนักเสวียนฮวาด้วยความสง่างามและน่ากรงขาม นางนั่งลงบนเตียงมงคลที่ประดับด้วยผ้าไหมมงคลห้าสี เพื่อรอคอยเวลา...เวลาที่จะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับผู้เป็นสวามี และเริ่มเดินหมากในฐานะฮองเฮา