ตอนที่ 8 ความรู้สึกสิ้นหวัง
ครู่ต่อมา กู้เถียนเถียนก็นอนแหมะอยู่บนเตียงคนไข้ ผมลอนใหญ่ของเธอยุ่งเหยิงฟูฟ่อง ชุดเดรสแสนสวยยับย่นไม่เป็นทรง ดวงตาคู่งามที่ฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตาฉายแววน้อยใจและไม่พอใจอย่างเต็มเปี่ยม ที่สำคัญคือ... เธอยังนอนกอดอกแน่น
เรียวขาขาวผ่องทั้งสองข้างวางพาดไขว้กัน เผยให้เห็นเท้าเล็กๆ ที่เรียวบางหมดจด สีเล็บสีชมพูแวววาวขับให้เท้าของเธอดูสวยเด่นขึ้นมาอย่างประหลาด
ส่วนซ่งอี้อัน บุรุษเพียงหนึ่งเดียวในห้องพยาบาลนี้ ในตอนนี้เขากลับดู... โดดเด่นอย่างน่าประหลาด!
พยาบาลเสี่ยวจางเหลือบมองกู้เถียนเถียนทีหนึ่ง ถึงกับอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาตามประสาผู้หญิง: “ขาสวยจัง เท้าก็สวยมากเลยค่ะ~”
ซ่งอี้อัน: “...”
หากไม่เห็นว่าพยาบาลเสี่ยวจางเป็นผู้หญิง เขาคงเตะโด่งหล่อนออกไปข้างนอกนานแล้ว!
ทว่าเมื่อพยาบาลเสี่ยวจางเห็นท่าทางและสีหน้าของกู้เถียนเถียนในตอนนี้... ซี๊ด... ดูยังไงมันก็เหมือน... สภาพที่เพิ่งผ่านศึกหนักจากฝีมือท่านผู้พันซ่งมาหมาดๆ ชัดๆ!
สายตาน้อยใจแบบนี้... จุ๊ๆๆ!
สีหน้าน่าสงสารแบบนี้... โถๆๆ!
พยาบาลเสี่ยวจางเลยหลุดปากถามออกมา: “คุณกู้คะ ปกติอยู่ที่บ้าน ผู้พันซ่งเขาก็ทำกับคุณแบบนี้เหรอคะ?”
กู้เถียนเถียนได้ยินดังนั้น เธอก็รีบตวัดสายตาไปมองซ่งอี้อันทันที
ซ่งอี้อันทำหน้ามึนตึ๊บ
เขายังไม่ทันเข้าใจสถานการณ์ กู้เถียนเถียนก็รีบแสดงอาการขานรับด้วยสีหน้าแสนรันทด: “อื้อออ~ (ใช่ค่ะ) ”
ซ่งอี้อันขมวดคิ้วฉับ: “...ห้ามทำเสียงแบบนั้น!”
พยาบาลเสี่ยวจางถูกเขาตะคอกใส่จนสะดุ้งโหยง น้ำยาฆ่าเชื้อในมือเกือบหก หล่อนเบ้ปากใส่เขาทีหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหากู้เถียนเถียนพลางบ่นพึมพำใส่ซ่งอี้อัน: “ผู้พันซ่งคะ คุณนี่รุนแรงจังเลยนะคะ!”
ซ่งอี้อัน: “...”
เขาทำอะไรผิด? เขาทำอะไรผิดล่ะเนี่ย?!
เขาก็แค่ถอดถุงเท้าให้ภรรยาตัวเองแรงไปนิดเดียวไม่ใช่หรือไง?!
กู้เถียนเถียนรีบสำทับต่อทันควัน: “ใช่ค่ะ เขาเป็นคนรุนแรงมาตลอด อยู่บ้านยิ่งรุนแรงจะตายไป! อยู่ข้างนอกนี่ถือว่าเพลาๆ ลงบ้างแล้วนะคะ!”
พยาบาลเสี่ยวจางฟังจนตาค้าง แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงความเข้าใจอย่างสุดซึ้ง: “คุณกู้คะ พวกทหารก็แบบนี้แหละค่ะ พละกำลังล้นเหลือแต่ไม่มีที่ให้ระบาย! สามีของพี่หลี่ในแผนกเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ดูสิ พี่หลี่คลอดลูกไปสามคนแล้ว ล่าสุดก็เพิ่งจะท้องอีกคน เห็นแล้วฉันล่ะสยองจนไม่กล้ามีแฟนเป็นทหารเลยค่ะ”
ซ่งอี้อันงงเป็นไก่ตาแตก เรื่องมันไหลไปถึงขั้นนั้นได้ยังไง?
“...” วินาทีต่อมา สายตาของเขาก็จ้องเขม็งไปที่ ‘ตัวต้นเรื่อง’ บนเตียง
พอเห็นซ่งอี้อันถลึงตาใส่ กู้เถียนเถียนก็รีบแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาทันที!
แบร่ๆๆ ~
พยาบาลเสี่ยวจางก้มหน้าก้มตาประคองเท้ากู้เถียนเถียนอย่างเบามือเพื่อเตรียมใส่ยา: “คุณกู้คะ ช้าๆ หน่อยค่ะ ใช่ค่ะ เหยียดเท้าให้ตรงนะ อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวฉันใส่ยาให้ค่ะ!”
กู้เถียนเถียนมองดูพยาบาลเริ่มทายาลงบนแผล
เธอก็รีบแกล้งทำเป็นเจ็บจนหน้าเบ้ “อึก... ซ่งอี้อัน! เจ็บจังเลย!”
พยาบาลเสี่ยวจาง: “อดทนหน่อยนะ ยาฆ่าเชื้อโดนแผลสดมันต้องแสบเป็นธรรมดาค่ะ ทนอีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว!”
“อ๊ายยย~ สามีขา~” ความจริงมันก็ไม่ได้เจ็บขนาดนั้นหรอก เธอแค่แค่อยากเรียกร้องความสนใจให้ซ่งอี้อันมาโอ๋เธอมากกว่านี้หน่อย
“ซึ้ด...” เมื่อซ่งอี้อันเห็นใบหน้าสวยๆ นั่นเหยเกด้วยความเจ็บ หัวใจเขาก็เริ่มบีบรัดตามไปด้วย
แต่ถึงจะห่วงแค่ไหน ปากเขาก็ยังแข็งไม่ยอมลดละ: “ใครใช้ให้คุณดันทุรังจะใส่รองเท้าผีเสื้อนั่นออกบ้านล่ะ! เจ็บก็ต้องทนเอา!”
พยาบาลเสี่ยวจางมองดูเท้าหยกแสนสวยคู่นี้ด้วยความเอ็นดู ใครๆ ก็รักของสวยๆ งามๆ ทั้งนั้น: “ใกล้เสร็จแล้วค่ะ”
“อ๊ายยย~ สามีขา~”
สุดท้ายซ่งอี้อันก็ทนดูไม่ไหว เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ ถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วยื่นแขนไปจ่อที่ปากเธอ: “เอ้า อยากกัดก็กัด!”
กู้เถียนเถียน: “ทำอะไรของคุณน่ะ?”
ซ่งอี้อันทำหน้าทมิฬ: “ถ้าเจ็บ ก็นกัดแขนผมซะ!” ปกติเธอก็ชอบทำแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!
เวลาเธอเจ็บหรือโมโห เธอเป็นต้องข่วน ต้องทุบ ต้องกัดเขาอย่างไม่ปรานีทุกที
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังคืนเข้าหอ เขาต้องเดินออกจากบ้านด้วยรอยข่วนเต็มหน้า รอยนิ้วมือนี่ชัดเจนจนปกปิดไม่ได้ ถูกพวกทหารล้อไปครึ่งค่อนปี
ตอนนี้เขาให้เธอกัดแขนแทนแล้วกัน ตราบใดที่เธอไม่ข่วนหน้าเขาเป็นพอ!
“กัดสิ!” พอเธอกัดเสร็จเขาแค่ดึงแขนเสื้อลง คนอื่นก็มองไม่เห็นแล้ว
ทว่ากู้เถียนเถียนกลับคว้าแขนเขามากอดไว้แน่น แล้วเอาหลังมือของเขามาแนบแก้มตัวเอง
ท่าทางที่ ‘ล้ำเส้น’ แบบนี้ทำเอาซ่งอี้อันอึ้งกิมกี่
เธอทำอะไรของเธอเนี่ย? มีคนนอกอยู่นะ?!
ซ่งอี้อันคิดจะชักมือกลับ แต่พอเห็นสีหน้าที่ดูเหมือนจะเจ็บปวดของเธอ เขาก็จำต้องล้มเลิกความคิดนั้น และปล่อยให้เธอทำตามใจชอบ
“เท้าข้างนี้เสร็จแล้วค่ะ” พยาบาลเสี่ยวจางพันแผลเสร็จก็เอ่ยต่อ: “ขออีกข้างค่ะ”
กู้เถียนเถียนนิ่งเงียบไม่ยอมขยับ
ซ่งอี้อันจึงใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ จับเรียวขาที่ไขว้กันของเธอแล้วออกแรงง้างออกเหมือนกำลังปอกเปลือกข้าวโพดไม่มีผิด
“กรี๊ดดด~ ซ่งอี้อัน!”
“ขาฉัน ขาฉันนะซ่งอี้อัน!”
“ซ่งอี้อัน คุณง้างอีกแล้วนะ เบาๆ หน่อย!” คำตะโกนของกู้เถียนเถียนทำให้พยาบาลเสี่ยวจางอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองพวกเขาทั้งคู่ซ้ำอีกรอบ
“อีกแล้วเหรอ?!” พยาบาลเสี่ยวจางจับใจความสำคัญได้ทันที
หล่อนถึงกับยืนสั่นไปทั้งตัว ชัดเลย... หล่อนไม่เหมาะจะหาแฟนเป็นทหารจริงๆ ด้วย
ความต้องการด้านนั้นคงสูงมากสินะ?! มิน่าล่ะ ถึงมีข่าวลือว่าคุณกู้จะหนีตามรักแรกสมัยมหาวิทยาลัยไป ดูท่าทางแล้วมันก็มีสาเหตุนี่เอง!
“อ๊ายยย~ เจ็บ! เบาหน่อยสิคะ!”
พยาบาลเสี่ยวจางเห็นท่าไม่ดี ในฐานะผู้หญิงที่อยู่ฝ่ายเดียวกันจึงเอ่ยเตือน: “ผู้พันซ่งคะ คุณกู้เธอยังเจ็บแผลอยู่นะคะ”
ซ่งอี้อันรีบปล่อยมือจากเท้าเธอทันที พลางถลึงตาใส่เมียตัวแสบ: “ทำตัวไม่รักดีนะ เดี๋ยวกลับบ้านไปผมจะจัดการคุณ!”
พยาบาลเสี่ยวจาง: “...” จบกัน... นี่มันส่งลูกแกะเข้าปากเสือชัดๆ!
หลังจากทำแผลที่เท้าอีกข้างเสร็จ กู้เถียนเถียนก็จำต้องสวมรองเท้าผ้าใบสีเขียวขี้ม้าไซส์ 35 คู่นั้น
ท่อนบนใส่ชุดเดรสยาวสีชมพูประดับพู่ลูกกลมๆ แต่ข้างล่างดันใส่รองเท้าผ้าใบทหารสีเขียวเข้ม
กู้เถียนเถียนยืนมุ่ยหน้าต่อหน้าซ่งอี้อัน: “สามีขา คุณดูสิคะ มันเข้ากันที่ไหนล่ะ สวยตรงไหนเนี่ย?”
ซ่งอี้อันมองดูสภาพเธอในตอนนี้ มันก็ดูไม่เข้ากันจริงๆ นั่นแหละ สู้ตอนใส่รองเท้าผีเสื้อสีขาวไม่ได้เลย
แต่รองเท้าคู่นั้นมันกัดเท้าเธอจนเหวอะ เขาจึงขมวดคิ้วแล้วพูดปดคำโตออกมาคำเดียว: “เข้า!”
กู้เถียนเถียนเบ้ปาก: “รสนิยมคุณมีปัญหาแล้วค่ะ ไม่ได้เรื่องเลย!”
ซ่งอี้อันไม่เถียงต่อ กู้เถียนเถียนเลยเข้าไปควงแขนเขา: “เดินช้าๆ หน่อยสิคะ ขาจะยาวไปไหนเนี่ย ก้าวทีหนึ่งกว้างเท่าฝาบ้าน ฉันบาดเจ็บอยู่นะ คุณต้องเดินซอยเท้าถี่ๆสิ!”
ซ่งอี้อันงงเต๊ก: “หือ?”
กู้เถียนเถียนกะพริบตาปริบๆ พลางคิดในใจ จะให้ผู้ชายอกสามศอกมาเดินซอยเท้าถี่ๆ ในเขตทหาร มันก็ดูจะไม่งามจริงๆ นั่นแหละ!
แต่ไม่เป็นไร เธอมีไม้ตาย เพราะเธอเจ็บเท้า!
เธอจึงยืดหลังตรงแล้วเอ่ยเสียงอ้อน: “เค้า~ บาดเจ็บอยู่นะคะเนี่ย คุณก็ไม่เห็นจะอุ้มเค้าเลย~ อื้อออ!!!” พูดไปเธอก็ใช้นิ้วชี้จิ้มๆ ลงบนหน้าอกของซ่งอี้อันไม่หยุด
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ในตอนนั้นเอง แววตาของซ่งอี้อันเริ่มมีประกายความกระหายพุ่งออกมาวูบหนึ่ง!
พรึ่บ—
สายตาที่มีประกาย ‘สีเขียว’ ของซ่งอี้อันตวัดข้ามมาทำเอาทีกู้เถียนเถียนเกือบจะหน้ามืดเพราะโดนดาเมจ
กู้เถียนเถียนมุ่ยหน้า: “ทำอะไรคะ? มองด้วยสายตาแบบนั้นทำไม? ตอนนี้ฉันยังหิวอยู่นะ”
ซ่งอี้อันจ้องเธอเขม็ง: “คุณช่วยพูดจาให้มันดีๆ หน่อยได้ไหม”
“งั้นคุณก็แบกฉันสิ!” กู้เถียนเถียนแผดเสียงใส่อย่างเอาแต่ใจ
ไม่ถึงสิบวินาที ซ่งอี้อันก็ยอมแบกเธอไว้บนหลังมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร แถมบนตัวที่สูงใหญ่กำยำนั่น ยังสะพายกระเป๋ามุกสีขาวใบโตไว้เฉียงๆ อีกด้วย
ภาพนี้กลายเป็นทัศนียภาพอันงดงาม และแปลกประหลาด ประจำกองทัพไปโดยปริยาย
ไม่ว่าซ่งอี้อันจะแบกเธอผ่านจุดที่มีทหารยืนยาม หรือผ่านกองร้อยที่กำลังฝึกซิ่ง บรรดาผู้กองและผู้บังคับกองพันที่เห็นต่างก็มีปฏิกิริยาต่างกันไป บางคนแอบขำแล้วเดินเลี่ยงไป บางคนก็รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
ผู้กองเจ้ายืดคอชะเง้อมองแล้วมองอีก
ผู้กองหวังเดินเข้ามาสะกิด: “เฮ้ย เหล่าวู่ เห็นป่ะนั่น? ผู้พัน! ผู้พันซ่งของเราน่ะ!”
“ไปไกลๆ เลยไอ้เวร ข้าไม่ได้ตาบอด!”
“ผู้พันแบกเมียเดินร่อนเลยว่ะ ฮ่าๆๆ ...”
จางเฉียนจิ้นที่อยู่ไม่ไกลหันไปคุยกับผู้กองเจียงจากฝ่ายพลาธิการ: “แปลกประหลาดแท้! เมื่อเช้านี้ยังเพิ่งอาละวาดด่ากราดพวกหน่วยสื่อสารไปหยกๆ เลยนะนั่น”
ผู้กองเจียงส่ายหัว: “เรื่องของผัวเมียเขา เราคนนอกอย่าไปยุ่งเลย”
จางเฉียนจิ้น: “วันนี้ฉันกับเจ้าหวังเข้าไปส่งเอกสาร ก็รู้สึกได้เลยว่าท่านผู้พันดูแปลกๆ เจ้าหวังมันบ้าบิ่นพุ่งเข้าไปหา แต่ฉันไม่กล้าหรอก! อารมณ์แบบท่านผู้พัน ใครจะกล้าตอแย? ฉันยังไม่อยากโดนสั่งวิ่งแบกเป้เหล็กยี่สิบกิโลฯ หรอกนะ!”
“...”
เมื่อถึงโรงอาหาร ซ่งอี้อันวางกระเป๋ามุกออกจากตัวแล้ววางลงบนโต๊ะอาหาร
โต๊ะในโรงอาหารทหารจะเป็นแบบยาวต่อเนื่องกัน แม้แต่เก้าอี้ก็ถูกยึดติดกับพื้นเพื่อป้องกันไม่ให้พวกพลทหารที่อยู่ไม่นิ่งลากเก้าอี้ไปมาจนพัง ซึ่งแค่ค่าซ่อมบำรุงในแต่ละปีก็มหาศาลแล้ว ตำแหน่งที่นั่งจึงถูกเชื่อมติดตายตัวไว้หมด
พอกู้เถียนเถียนนั่งลง เธอก็รู้สึกว่าหน้าท้องของเธออยู่ห่างจากขอบโต๊ะมากเกินไป
ดังนั้นในขณะที่ซ่งอี้อันเดินไปหยิบซาลาเปากับนม เธอก็เริ่มโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วกระเถิบก้นหยึดๆ เพื่อให้เข้าไปใกล้โต๊ะมากขึ้น
ซ่งอี้อันถือถาดหันกลับมาพอดี และเขาก็ได้เห็นท่าทางที่ดู ‘ไม่งาม’ อย่างยิ่งนั่น
สภาพเหมือนกำลังเล่นท่า ‘เฒ่าแก่เข็นรถ’ ไม่มีผิด!
“ทำอะไรน่ะ?” ซ่งอี้อันรีบดุเสียงเข้มทันที!
กู้เถียนเถียนหันหน้ากลับมา แต่ก้นยังส่ายยึกๆ อยู่หน้าโต๊ะที่ว่างเปล่า
ซ่งอี้อันถอนหายใจอย่างอ่อนใจ!
“อยู่นิ่งๆ ทานข้าว!”
กู้เถียนเถียนขาสั้นแขนสั้น ถึงจะเอื้อมมือถึงโต๊ะ แต่การนั่งกินแบบช่องว่างเยอะๆ มันทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยถนัด
“ฉันจะนั่งกินบนตักคุณ!”
ซ่งอี้อันเพิ่งหยิบซาลาเปาขึ้นมาลูกหนึ่ง กำลังอ้าปากจะงับแต่ยังไม่ทันโดนแป้ง พอได้ยินประโยคนี้เขาก็ชะงักกึก
เขาเอียงคอไปมองเธอ เมื่อสบตาแล้วมั่นใจว่ากู้เถียนเถียนไม่ได้พูดเล่น
เขาค่อยๆ ยื่นมือไปอังหน้าผากเธอเบาๆ
“ฉันไม่ได้เป็นไข้!” กู้เถียนเถียนปัดมือเขาออก
ซ่งอี้อัน: “นี่มันโรงอาหารกองทัพนะ!”
กู้เถียนเถียนกลอกตาบนใส่เขาหนึ่งที เธอโน้มตัวไปข้างหน้าจนก้นโด่ง: “ก็ฉันนั่งแบบนี้กินข้าวมันรู้สึกโหวงๆ ที่ท้องนี่นา มันอึดอัด!”
ซ่งอี้อันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาขาวัยยาว แขนก็ยาว ท่าทางตอนนั่งก็ผึ่งผายหลังตรงเป๊ะ แต่พอเห็นกู้เถียนเถียนในสภาพกึ่งหมอบกึ่งคลานแบบนั้น เขาก็แทบจะหลุดขำออกมา
คิ้วของซ่งอี้อันขยับยิบๆ ตามจังหวะกลั้นขำ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงปั้นหน้าจริงจังเอ่ยว่า: “อย่าซนสิ รีบทานเถอะ ที่นี่หน่วยทหารนะ! [ระวังภาพลักษณ์ด้วย] !”
กู้เถียนเถียนเบ้ปาก: “ระวังภาพลักษณ์ด้วย!”
ประโยคหลังสี่คำของเธอ ดันไปสอดรับกับประโยคสุดท้ายของเขาได้พอดิบพอดีราวกะตอกตะปู
กู้เถียนเถียนกัดซาลาเปาไปสองสามคำก็วางลง
พอมองไปที่ซ่งอี้อัน... หมอนี่กินอย่างเอร็ดอร่อย มือซ้ายถือสามลูก มือขวาถือสองลูก ในปากยังคาบไว้อีกครึ่งลูกที่เหลือ
ข้างมือเขายังมีถาดเปล่าซ้อนกันอยู่อีกสองถาด
ตรงหน้าเขามีนมสองแก้ว แก้วหนึ่งหมดเกลี้ยงไปแล้ว ส่วนอีกแก้วกำลังจะตามไป
กู้เถียนเถียน: “...” เธอมองซาลาเปาตรงหน้า แต่ละลูกใหญ่กว่าหมัดเธอเสียอีก แถมยังมีตั้งสองถาด ถาดละ 5 ลูก! นมก็วางอยู่ตรงหน้าเธออีกสองแก้ว
กู้เถียนเถียน: “...”
เธอเริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว!
ซ่งอี้อัน... คุณใช้ปริมาณอาหารที่คุณกินเป็นมาตรฐานในการจัดให้ฉันใช่ไหมเนี่ย?!
เขากินซาลาเปาทีละสิบลูก นมสองแก้วเป็นปกติสินะ?
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ กู้เถียนเถียนก็นึกถึงละครดังคลาสสิกที่ฉายซ้ำทุกปิดเทอม... ฉากที่ ‘ตือโป๊ยก่าย’ อยู่ในบ้านตระกูลเกา พอเสร็จงานก็มาสวาปามข้าวนี่มันจังหวะเดียวกันเป๊ะเลย!
ซ่งอี้อันเคี้ยวเสร็จแล้วกลืนลงคอ ก่อนจะจัดการซาลาเปาในมือทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว แล้วกระดกนมตรงหน้าจนหมด
เขาถามกู้เถียนเถียนว่า: “ทำไมคุณไม่กินล่ะ?”
กู้เถียนเถียน: “ท่านผู้พันซ่ง คุณกินให้หมดนั่นแหละค่ะ”
ซ่งอี้อัน: “ผมอิ่มแล้ว ทั้งหมดนี่เป็นของคุณ!”
กู้เถียนเถียนได้ยินดังนั้นดวงตาแทบจะถลนออกมา เธอเหลียวมองไปรอบๆ เห็นพวกทหารหญิงจากหน่วยพยาบาลที่เพิ่งมาถึงต่างพากันมองมาที่เธอด้วยสายตาที่ [แปลกประหลาด] สุดๆ
เธอเป็นผู้หญิงนะ! เป็นผู้หญิงบอบบางนะเข้าใจไหม?!
แล้วยัยพวกทหารหญิงพวกนั้นจ้องเธอตาไม่กระพริบเลย!
ซ่งอี้อันยังจะมีหน้ามาบอกว่า ‘ทั้งหมดนี่เป็นของคุณ’ อีกเหรอ?!
กู้เถียนเถียน: “ไม่กินแล้วค่ะ! (เสียงสูง) ”
ซ่งอี้อันรีบเก็บถาดและแก้วนมไปวางไว้ที่ตู้ฆ่าเชื้ออย่างว่องไว
เขาเดินกลับมาเอ่ยหน้าตาย: “งั้นก็กลับบ้านกันเถอะ”
กู้เถียนเถียนคว้ากระเป๋าบนโต๊ะฟาดใส่เขาโครมหนึ่ง: “โมโหคุณจนจะบ้าตายอยู่แล้ว!”
ซ่งอี้อันเห็นเธอเงื้อกระเป๋าจะฟาด เขาเลยยกมือขึ้นปัดตามสัญชาตญาณการต่อสู้ วินาทีต่อมา หน้าของกู้เถียนเถียนก็พุ่งไปแปะลงบนซาลาเปาในถาดพอดี
“อ๊ายยย! ซ่งอี้อัน คุณทำร้ายร่างกายภรรยา!”
เสียงกรีดร้องของกู้เถียนเถียนทำเอาซ่งอี้อันรีบปล่อยมือทันที
เขารีบชูมือสองข้างขึ้นกลางอากาศ: “ผม... ผมเปล่านะ!”
“ซ่งอี้อัน คุณมันไอ้คนสารเลว!”
“โอ๊ย... ซาลาเปาร้อนชะมัด ดูหน้าฉันสิเนี่ย!”
ซ่งอี้อันเอียงคอมามอง พลางกะพริบตาถี่ๆ ด้วยความรู้สึกผิด
“เป็นยังไงบ้าง?”
“แดงน่ะสิ! แดงยังกะก้นลิงเลย!”
กู้เถียนเถียน: “!!!”
ถ้าเขาไม่พูดประโยคสุดท้ายออกมา เธอคงไม่โกรธขนาดนี้!
ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าคนที่ถูก ‘ท่านผู้นำ’ ระดับสูงเป็นห่วงเรื่องชีวิตคู่ขนาดนี้ จะเป็นผู้ชายประเภทตรงเป็นไม้บรรทัด (Straight man) ขนาดนี้!
“คุณหาว่าหน้าฉันเหมือนก้นลิงงั้นเหรอ!”
ซ่งอี้อัน: “...” เหมือนเธอจะโกรธจริงจังแฮะ? เขาเลยรีบแก้ตัวทันที: “ก็... ก็ไม่เชิง! แค่ครึ่งเดียวเอง!”
กู้เถียนเถียน: “งั้นคุณก็จูบก้นลิงทุกวัน นอนกอดก้นลิงนอนหลับทุกคืน แถมยังแต่งงานกับภรรยาที่เป็นก้นลิงด้วย แล้วคุณล่ะเป็นตัวอะไร? คุณน่ะมันคือตัวที่ใหญ่กว่า...” เธอพูดไปพลางใช้มือทำท่าทางประกอบ “เป็นไอ้ลิงเพศผู้ตัวใหญ่ที่มี... ก้นลิงยักษ์! คุณนั่นแหละคือไอ้ลิงก้นแดง!” เธอเริ่มตะโกนเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
พวกทหารหญิงที่นั่งทานข้าวอยู่แถวนั้นต่างพากันก้มหน้ากลั้นขำ บางคนเอามือปิดปาก บางคนไหล่สั่นไหวระริกเพราะพยายามไม่ให้เสียงหัวใจเต้น... เอ๊ย เสียงขำหลุดออกมา
ซ่งอี้อัน: “...”
ตึบ! ทันใดนั้น กู้เถียนเถียนก็รู้สึกว่าก้นของเธอกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งๆ
พอชำเลืองมองดู เธอก็พบว่าตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน... ตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่บนตักของซ่งอี้อัน!
วินาทีนั้น เสียงของชายหนุ่มที่ดู สิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ก็ดังขึ้นที่ข้างหู:
“พอแล้ว... ในเมื่อคุณอยากนั่งบนตักผมทานซาลาเปา ก็ทานไปเถอะ แต่อย่าพูดอะไรอีกเลยนะ... ได้โปรด!”.
.
