บทที่ 1 มิจฉาชีพ
บทที่ 1 มิจฉาชีพ
เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมได้ยินคำว่าตำรวจ ชนกชนม์ก็หน้าซีดขาสั่น เธอรีบเดินเร็ว ๆ ตามคู่กรณีไปเกาะอยู่ที่ข้างรถยนต์คันแพงนั่น
แต่ด้วยความสูงของเธอ ก็เหมือนว่าศีรษะพ้นหลังคารถมาแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง
หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นไปมองคนที่รับหน้าที่เป็นคนขับรถ เธอรู้แล้วว่าเขาเป็นคนขับรถ ส่วนเจ้าของตัวจริงคือเจ้าของเสียงดุ ๆ เมื่อครู่นี้
ชนกชนม์สอดส่ายสายตาเข้าไปในรถคันนั้นด้วยความอยากรู้ อยากเห็น
“แจ้งตำรวจ” คนในรถย้ำคำนั้นอีกครั้งทำให้คนข้างเธอรีบล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมจะกดต่อสาย
“ไม่ต้องแจ้งตำรวจค่ะ เดี๋ยวชนม์จะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง” มือบางของเธอเกาะประตูรถไว้
“กูบอกให้แจ้งตำรวจ!!” แต่คนในรถยังคงยืนยันคำเดิม
ส่วนคนข้าง ๆ เธอก็ค้อมศีรษะให้เขาก่อนจะหันทั้งตัวมามองด้วยสายตาเย็นชา
แค่ยืนข้างหน้าต่างความเย็นของเครื่องปรับอากาศก็ลอยมากระทบผิวหน้า หยดเหงื่อตามกรอบหน้าที่ไหลลงมาราวกับอาบน้ำมาเพิ่งเสร็จ
แม้พยายามจะทำตัวปกติ แต่หญิงสาวไม่รู้เลยว่าสายตาของเธอหลุกหลิกอยู่ไม่สุข กระวนกระวายจนคนที่ลอบมองอยู่ในรถเผยรอยยิ้มร้ายออกมา
“เชิญไปรอตรงอื่นครับ เดี๋ยวผมจะโทร. แจ้งตำรวจ”
คนพูดเดินผ่านหน้าเธอไป ชนกชนม์เอียงหน้ามองตามไปก่อนจะหันกลับมา เพราะคนที่เธอสนใจจริง ๆ คือคนที่อยู่ภายในรถยนต์คันแพงนี้ต่างหาก
“คุณไม่ต้องแจ้งตำรวจไม่ได้เหรอคะ ชนม์บอกแล้วว่าจะรับผิดชอบค่าซ่อมรถนี่ให้ไง”
หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ประตูรถและพูดประโยคนั้นกับคนที่นั่งอยู่ภายในรถ
ไอร้อนของแสงแดดตอนเที่ยงวันที่ตกกระทบศีรษะทุยจนเหงื่อชุ่มไปหมด ชนกชนม์ร้อนจนหน้าแทบมืด แต่ก็ยังอยากได้คำตอบจากเจ้าของรถตัวจริงอยู่ดี
ตำรวจ…น่ากลัวไป เธอไม่อยากมีปัญหา
“คุณคะ ไม่แจ้งตำรวจได้ไหม…คุณอยากได้เงินค่าซ่อมก็ได้ ชนม์ผิดเรื่องนี้จะรับผิดเอง แต่หนูขอกลับไปหาก่อน” เธอร้อนรนจนเผลอแทนตัวเองว่าหนู คนในรถแค่นยิ้มโดยที่หญิงสาวไม่เห็น
ชนกชนม์บอกออกไปทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำจะไปหาเงินจำนวนนั้นจากที่ไหน
สามล้าน! เธอจะบอกพ่อแม่ว่ายังไง ถึงท่านให้เรื่องนี้ก็ไม่มีทางจบง่าย พวกท่านต้องมาคุยกับคู่กรณี…และพวกเราจะได้เจอกัน เธอไม่ต้องการให้ครอบครัวเจอกับเขา…คนที่เป็นเจ้าของรถยนต์คันแพงนี่!
ชนกชนม์หลับตาส่ายหน้ากำมืออยู่ข้างลำตัว ก่อนจะมองไปในรถยนต์คันแพงอีกครั้ง
ในขณะที่คนในรถเงียบเธอก็สอดนิ้วมือไปยึดเกาะตรงกระจกที่เปิดแง้มอยู่แค่เพียงเล็กน้อย
“คุณคะ ช่วยกันหน่อยได้ไหม มันคืออุบัติเหตุนะ” เสียงของหญิงสาวสั่นเครือ ตากลมเริ่มแดงระเรื่อ
“มิจฉาชีพก็มักจะพูดแบบนี้” เสียงนั่นดังชัดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งกดกระจกรถยนต์ลงทั้งบาน
หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะเอ่ยปากพูดกับเขาทั้งที่ยังไม่ได้เงยหน้า
“ชนม์เรียนปี 4 ที่มอแถวนี้ คุณเอาบัตรนักศึกษาไปเป็นประกันกะ…” ชนกชนม์ชะงักพูดเพราะดันเงยหน้ามองเห็นคนในรถแบบเต็มตา
“เธอขับรถตามฉันมาสามวันแล้ว…ไม่ใช่เหรอ?” เขาพูดออกมาทั้งยังปรายสายตาพร้อมกับพับปิดไอแพดในมือ
ตึกตัก! ตึกตัก!
“คะ คือชนม์ คือ…” หญิงสาวในชุดนักศึกษาเผลอเอาเล็บจิกเนื้อที่นิ้วมือ เธอตื่นเต้นเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนในรถชัด ๆ และมากไปกว่านั้นคือคำพูด เขารู้หรือว่าเธอตามเขา!
ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยหยิบกล่องบุหรี่ขึ้นมาเขย่า ทั้งยังเหลือบสายตาเย็นชาไปมองคนที่ทำหน้าตาตื่น
ผู้ชายตรงหน้าอยู่เหนือจินตนาการเธอมาก เขาเป็นคนสูงแม้จะนั่งอยู่ในรถก็เถอะก็รู้ว่าสูง
สวมเสื้อผ้าแบบนักธุรกิจ มีเรือนผมสีน้ำตาลที่เซตทรงอย่างดี ผิวขาวจัด ขาวมากจะแทบสะท้อนแสง
โครงหน้าเหมือนลูกครึ่งปะปนค่อนไปทางเอเชีย แต่ดวงตากลับเป็นสีเทาอ่อน
“คะ คุณพูดเรื่องอะไรคะ”
ชนกชนม์ปฏิเสธทั้งยังมองตรงไปยังคู่สนทนา แต่คนโดนมองรู้ดีว่าเธอไม่ได้มองเขาเพราะสายตาไม่โฟกัส!
“ตำรวจกำลังจะมาแล้วครับ” คนขับรถลูกน้องของผู้ชายคนนี้ และวิ่งมารายงานประโยคเดิม
“เดี๋ยวก็รู้ว่าฉันพูดเรื่องอะไร”
“ชนม์บอกแล้วว่าจะรับผิดชอบ คุณฟังไม่รู้เรื่องเหรอ”
“ฉันไม่คุยกับมิจฉาชีพ”
เมื่อเห็นว่าอีกฝั่งเอาจริง ชนกชนม์ขยับตัวไปมา ปากก็เม้ม มือกำ สุดท้ายเธอยื่นมือไปจับประตู อีกฝ่ายปรายสายตามามองพร้อมขมวดคิ้วใส่
ชนกชนม์มองภาษากายของเขา เจ้าของรถตัวจริงมองเธอเหมือนเชื้อโรคก็ไม่ปาน
“คุณคะ…คุณนักธุรกิจ จะให้ชนม์ทำอะไรก็ได้ ชนม์ผิดเองที่ขับรถประมาททำให้คุณเดือดร้อน ชนม์ขอโทษคุณมาก ๆ อย่าแจ้งตำรวจเลย ชนม์ไม่อยากให้ที่บ้านรู้…” ท้ายประโยคเธอพูดเสียงเบาน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาจนแทบจะหล่นไหล
“ไม่อยากให้ที่บ้านรู้…แล้วจะหาเงินจากไหนมาคืนฉัน”
ชนกชนม์ก็ยังไม่รู้ เธอกัดปากมองเขาพร้อมกับก้มหน้าลง กระบอกตาเริ่มร้อนผ่าว
“หรือจะติดคุกใช้หนี้ ก็น่าจะได้อยู่…” หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอสบตาเขาก็รู้ว่าคนตรงหน้าเอาจริง
“แต่มันน่าจะมีทางออกสำหรับเราสองคนไหมคะ ชนม์ไม่ได้ตั้งใจให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ และไม่ใช่จะไม่รับผิดชอบนะ”
ชนกชนม์พยายามต่อรองเสียงสั่น ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะยอมหรือไม่ คนของเขาโทร. แจ้งตำรวจแล้ว
“ทางออก?” ชายหนุ่มฟังแล้วก็ยกยิ้มออกมา ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจ แต่พอได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกสนใจขึ้นมา
“ใช่ค่ะ ทางออก เรามาหาทางออกร่วมกัน”
ชนกชนม์มองไปที่เขาอย่างมีความหวังและก็ได้กลับมาคือรอยยิ้มที่มันไม่ถูกส่งผ่านไปยังดวงตา แถมยังทำให้เธอหนาวเหน็บไปทั้งตัว
คนยิ้มให้เราควรรู้สึกดี แต่ชนกชนม์รู้สึกหลอนมากกว่า!!
ตาของเขาเหมือนตุ๊กแก…เธอกลัวตุ๊กแก!
