INTRO
INTRO
“ทะ เท่าไหร่นะคะ!!!”
“ประมาณสองล้าน นี่แค่ประเมินจากหน้าเว็บไซต์ยังไม่ได้ส่งตัวรถเข้าไปตรวจเช็กอย่างเป็นทางการนะครับ เดี๋ยวขอบัตรประชาชนหน่อย”
ระหว่างที่ได้ยินคำบอกกล่าวของเจ้าหน้าที่ประกันภัยรถยนต์ฝั่งของเธอ หญิงสาวก็แทบจะล้มทั้งยืนจนต้องเอาร่างกายไปพิงประตูรถเอาไว้
มือบางสั่นเทารีบหยิบบัตรประจำตัวประชาชนออกมาจากซองซิปพลาสติกที่ใส่ไว้ ก่อนจะยื่นไปให้เจ้าหน้าที่ประกัน มือหนาสากระคายแทบจะกระชากออกไปจากมือเธอ
“สะ สองล้าน! สองล้านเลยเหรอคะ! ค่าซ่อมอะไรทำไมถึงแพงขนาดนั้น!!” ดวงตากลมโตเบิกโพลงอย่างตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน
เธอรู้ว่ารถยี่ห้อนี้แพง แต่เธอไม่คิดว่ามันจะแพงขนาดนี้ อีกทั้งมองด้วยสายตามันไม่ได้เป็นรอยอะไรเลยด้วยซ้ำ ต่างกันกับรถยนต์ยี่ห้อตลาดของเธอ สภาพรถยนต์สุดรักที่ด้านหน้ายุบเข้าไปถึงห้องเครื่อง
“รอให้รถเข้าศูนย์ก่อนดีไหมครับค่อยตีราคาค่าซ่อมกันอีกที” เจ้าหน้าที่ประกันภัยฝั่งเธอพูดขึ้น
“รถคันนี้มีแค่ห้าคันในไทย ทุกชิ้นส่วนล้วนผลิตตกแต่งแบบแฮนด์เมดทั้งคัน ใช้คนทำยันการเย็บเบาะรถ ผมคิดว่าสองล้านน้อยไปด้วยซ้ำกับการที่มันโดนคุณเสยตูด” เจ้าหน้าที่ประกันภัยฝั่งคู่กรณีเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูก
ถนนเส้นนี้การจราจรหนาแน่นและติดขัด แต่สภาพของรถยนต์ที่ชนรถยนต์คันหรูนี่…ยุบขนาดนี้ผู้หญิงคนนี้ต้องขับรถเร็วขนาดไหน
ชนกชนม์ได้ฟังคำพูดของประกันรถฝั่งคู่กรณีแล้ว เธอแทบจะล้มทั้งยืน รถยนต์ที่บิดาซื้อให้ตอนขึ้นมหาวิทยาลัยปีหนึ่งพังยับ หากที่บ้านรู้มีหวังเธอคงไม่ได้จับพวงมาลัยรถยนต์อีกแล้ว
“นี่คือร่องรอยความเสียหาย…” ประกันฝั่งคู่กรณีชี้นิ้วไปที่ไฟท้ายรถคันนั้น
รถยนต์ Rolls - Royce ป้ายแดงที่เธอเสยก้นยุบเข้าไปแค่นิดเดียว ถึงจะไม่ได้เป็นมากเท่ารถเธอแต่ก็ยุบ…มันยุบนิดหนึ่งเท่าที่มองจากสายตา เห็นชัดว่ามีร่องรอยความเสียหายจริงตามว่า
“มันก็แค่ยุบ…ส่วนตรงอื่นชนม์ยังไม่เห็นรอยเลย”
หญิงสาวในชุดนักศึกษาเดินเข้ามาหยุดอยู่ท้ายรถคันหรู ปลายนิ้วเรียวขาวยกกดรอยยุบนั่นแล้วเหลือบสายตาไปมองเจ้าหน้าที่ประกันฝั่งตัวเอง
“เอาอะไรมาตี ๆ มันก็น่าจะเหมือนเดิมแล้วไหมคะ ถ้ารถคุณเป็นหนักจริงทำไมถึงยังสตาร์ตเครื่องทิ้งไว้ได้ทั้งที่รถชนม์พังยับขนาดนี้…” ร่างบางหมุนตัวกลับมาจ้องมองผู้ชายที่เป็นคู่กรณี
คนขับรถคันแพงนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวนุ่งทับในรัดเข็มขัดเรียบร้อย และยังคลุมทับด้วยชุดสูทสีดำพอดีตัว กางเกงและรองเท้าสีเดียวกัน เขาแต่งตัวคล้ายพวกบอดีการ์ดมากกว่าจะเป็นเจ้าของรถคันแพงนี้
“ยังไงคุณก็ผิดอยู่ดีครับ การขับขี่ตามหลังรถคนอื่นตามกฎหมายกำหนดจะต้องกะระยะห่างให้ห่างจากรถคันข้างหน้าพอประมาณ…” คู่กรณีจ้องเธอไม่วางตาและพูดประโยคนั้นเหมือนผู้ใหญ่กำลังสั่งสอนเด็ก
คิ้วเรียวบางของเธอขมวดแน่น หัวใจยังเต้นระรัวจากการตกใจไม่หาย เธอขับตามรถคันหน้ามาอยู่ดี ๆ เขาเร่งเครื่องไป เธอก็เร่งตาม แต่อยู่ ๆ รถหน้าเกิดเบรกกะทันหันทำให้รถเธอที่ตั้งใจขับตามมาข้างหลังชนเข้าอย่างจัง
ตูมมมม!!! เสียงชนดังสนั่นกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เหมือนทำเอาหัวใจเธอหายไปไหนก็ไม่รู้ แรงกระแทกไม่มากแต่ก็รู้สึกจุกหน้าอกอยู่ดี เคราะห์ดีที่เธอคาดเข็มขัดนิรภัย
“แต่ชนม์ก็ขับห่างรถแพงของคุณพอประมาณนะคะ กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องห่างเท่าไหร่ด้วย” เขาจะเป็นฝ่ายโทษเธออย่างเดียวได้ยังไง
หญิงสาวในชุดนักศึกษาพอดีตัวกำลังเล่นลิ้น เธอช่างกล้าเอาช่องโหว่ของกฎหมายมาหาทางออกให้ตัวเอง คนที่นั่งฟังเธอพูดอยู่ในรถมุมปากถึงกับกระตุก
“ใช่ครับ แม้ว่าซึ่งพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ไม่ได้ระบุเป็นตัวเลขชัดเจนว่ารถคันหลังต้องระวังรถคันหน้าเป็นตัวเลขที่เท่าไหร่ แต่คุณผู้ต้องทำตามกฎหมายก็ต้องเว้นระยะห่างจากรถคันหน้า ในระยะที่สามารถหยุดรถในกรณีที่จำเป็นต้องหยุดรถกะทันหัน อย่างเช่นเมื่อครู่นี้…”
ชนกชนม์พูดไม่ออก เธอมองเอกสารที่เจ้าหน้าที่ประกันคู่กรณียื่นมันให้เจ้าหน้าที่ประกันของเธอ แม้ว่ารถยนต์ของเธอทำประกันชั้น 1 ก็จริง แต่รถคู่กรณีแพงขนาดนี้ประกันคงไม่ครอบคลุม
ใครให้เขาขับออกมาถนนให้เดือดร้อนคนอื่นกัน
หากขับขี่ด้วยความเร็ว 60 กม. / ชม. ควรเว้นระยะห่างจากรถคันข้างหน้าอย่างน้อย 30 เมตร เรื่องจริงใครขับห่างขนาดนั้น ไม่มี!
ชนกชนม์ได้แต่คิดอยู่ในใจ ไม่ว่าอย่างไรเธอจะไม่ยอมผิดคนเดียวถึงแม้เรื่องนี้เธอจะผิดก็เถอะ!
แต่ในขณะที่จะอ้าปากอธิบาย = เถียง ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีเสียงลอดออกมาจากหน้าต่างของประตูรถด้านหลังที่เปิดแง้มอยู่ ในรถยังมีคนอื่นอีก!
มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง เชื่อไหมว่าแค่ได้ยินเสียงเขาคนนั้น คนขับรถที่ยืนเถียงกับเธออย่างไม่ลดละเมื่อกี้ก็รีบเดินดุ่ม ๆ แทบจะชนเธอที่ยืนอยู่เพื่อไปหาคนในรถทันที
“ทำไมถึงยังไม่แจ้งตำรวจอีก มึงจะมายืนเถียงกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมทำไม?”
