บทที่ 9 แม้แต่หลิวสวี่ซานก็ช่วยไม่ได้
พอหลิวสวี่ซานกลับมาถึงบ้าน คนทั้งบ้านหลิวล้วนวางใจ และเชื่อว่าหลิวสวี่ซานจะจัดการภรรยาได้ แต่ผ่านไปหนึ่งคืนกลับทำให้พวกเขาผิดหวัง นอกจากจะทำอะไรเวินจื่อหนิงไม่ได้แล้ว เขายังถูกภรรยาใช้ไม้เรียวที่เคยตีคนอื่นมาตีเขาด้วย
“สะใภ้ใหญ่กล้าตีลูกเหรอ?”
หลิวสวี่ซานซ่อนรอยถูกตีไว้ใต้แขนเสื้อ เขากระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยปัด “ผมซุ่มซามเองครับอย่าสนใจเลย ทุกคนไปไหนกันหมด”
“พวกเขาออกไปทำงานแล้ว แม่ไม่ค่อยสบายจะตามไปทีหลัง หล่อนไม่ได้ทำอะไรลูกแน่ใช่ไหม เมื่อคืนเหมือนจะมีเสียงในห้องของลูกนะ” แม่หลิวยังคงไม่วางใจ เพราะเคยได้ยินเสียงลูกสาวถูกไม้เรียวตีมาก่อน
“ไม่ได้ทำอะไรครับ ผมเป็นสามีของเธอ จื่อหนิงไม่ได้อารมณ์ร้ายขนาดนั้น” แม้ว่าเขาจะถูกภรรยาตีจริง ๆ แต่จะพูดออกมาภรรยาของเขาคงใช้ชีวิตในบ้านต่อจากนี้ไม่ง่าย
“อ้อ แล้วลูกจะไปไหน”
“ไปช่วยทุกคนทำงานครับ”
แม่หลิวขมวดคิ้ว “ลูกส่งเงินมาให้พวกเราไม่จำเป็นต้องไปทำงานหรอก กว่าจะได้กลับบ้านแต่ละครั้งไม่ง่ายเลย”
“ครอบครัวเดียวกันต้องช่วยเหลือกัน ในเมื่อผมมาแล้วก็ควรช่วยทำงานครับ”
“เฮ้อ ถ้าอย่างนั้นไปพร้อมแม่เถอะ” ในเมื่อลูกชายบอกไม่ถูกภรรยาทำอะไร แม่หลิวก็ทำได้เพียงพยักหน้าให้เท่านั้น
“ครับ”
สองแม่ลูกต่างนำของที่ต้องทำงานเดินไปทางแปลงนาของหมู่บ้าน พวกเขาลืมไปเลยว่าในบ้านยังมีคนที่อยู่บ้านและไม่ได้ไปทำงาน เฝิงหรานเดินออกมาจากในห้องก่อนจิ๊ปาก
“แม้แต่พี่ใหญ่หลิวยังโดนภรรยาตี แบบนี้มีหวังสะใภ้ใหญ่ต้องคุมอำนาจต่อไปอีกแน่”
แน่นอนว่าข่าวสองสามีภรรยาทะเลาะกันถูกกระจายออกไปจากผู้หญิงในบ้าน คนในบ้านหลิวยังไม่รู้แต่คนที่ไม่ได้ไปรับจ้างวันนี้รู้กันถ้วนหน้า
เวินจื่อหนิงได้ยินเรื่องนี้ตอนกลับมาถึงบ้านในช่วงเย็น พวกเขาบอกว่าเวินจื่อหนิงเป็นสะใภ้บรรลัยของบ้านหลิว หญิงสาวไม่ได้ตื่นตระหนกหรือกลัวชื่อเสียงจะเสียหาย
“ทำไมพวกเขาถึงพูดแบบนั้น” หลิวสวี่ซานหัวเสีย เพราะเขาไม่ได้พูด
“แหม พี่ใหญ่คะ พี่สะใภ้ใหญ่ทำให้คนทั้งหมู่บ้านนินทา ต่อให้พี่ใหญ่ไม่พูดก็ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะไม่พูดนี่ แถมเมื่อวานพวกพี่ยังทะเลาะกัน คนนอกบ้านย่อมได้ยินและนำไปพูด”
“คนนอกบ้านหรือเธอ?”
“...” เฝิงหรานชะงัก หล่อนกลอกตามองไปรอบ ๆ ด้วยใบหน้าเหลอหลา สุดท้ายจึงเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “นอกบ้านสิ!”
เวินจื่อหนิงตอบ “ช่างเถอะ คนนอกจะพูดอย่างไรไม่ต้องไปสนใจ สะใภ้บรรลัยก็เหมาะกับฉันจริง ๆ นั่นแหละ”
“จื่อหนิง”
“ลูกชายของฉันกลับมาแล้วเบา ๆ หน่อย หน้าตาของเจ้าใหญ่จำเป็นต่อบ้านหลิวของพวกเรานะ สะใภ้ใหญ่อย่าลืม”
“ฉันรู้”
เวินจื่อหนิงกลอกตามองบนแล้วเดินหนีเข้าบ้าน วันนี้มีแรงงานผู้ชายช่วยทำให้ทำงานเสร็จเร็วกว่าวันก่อน ๆ ทุกคนจึงมีเวลาพักผ่อนเพิ่ม
“ผมจะไปอาบน้ำ” หลิวสวี่ซานเดินเข้ามาในห้อง พอเห็นภรรยาไม่ตอบจึงเอ่ยอีกครั้งราวกับต้องการเสียงตอบรับ “ผมจะไปอาบน้ำ”
“ไปสิ ฉันล่ามขาคุณไว้หรือยังไง”
“...”
หลิวสวี่ซานชะงักยิ่งเหลือบมองภรรยาเห็นใบหน้าของหญิงสาวไม่มีความกระตือรือร้นที่จะช่วยถอดเสื้อ หรือเตรียมเสื้อผ้าให้ เขาถอนหายใจก่อนจะเดินจากไปเงียบ ๆ
“วุ่นวายจริง” เวินจื่อหนิงพึมพำกับตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก่อนจะไปอาบน้ำไม่ลืมนำชุดของสามีมาวางไว้บนเตียงให้เขาด้วย
ส่วนใหญ่ทหารจะลายาวปีละครั้ง อย่างหลิวสวี่ซานแม้เดือนธันวาคมปีที่แล้วจะลากลับบ้าน แต่ในเมื่อครอบครัวของเขาตามตัวกลับบ้านเขาจึงกลับมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นยังคงใช้วันลายาวระยะเวลา 30 วัน
สัปดาห์ของการกลับมาอยู่บ้านที่ไม่ใช่ช่วงหิมะตก ไม่ใช่ช่วงที่ต้องอยู่แต่ในบ้าน หลิวสวี่ซานรู้สึกว่าทุกอย่างดูไม่เป็นที่เป็นทางมาก เขาเป็นทหารมีเวลาตื่นเช้าประจำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เป็นระเบียบเท่าเวลาของภรรยา
เวินจื่อหนิงตื่นก่อนทุกคนในบ้าน ไม่ว่าเธอจะนอนก่อนหรือนอนหลังสามี เวลาหญิงสาวตื่นคือช่วงตีสี่ คนในบ้านแม้อิดออดแต่ต้องลุกมาทำงานบ้าน แม้แต่หลิวสวี่ซานยังเหนื่อยตามไปด้วย
“จื่อหนิง คุณช่วยลดเวลาตื่นของทุกคนจะได้ไหม แค่งานในแปลงนาทำเหมือนเป็นงานใหญ่ไปได้ ผมเป็นทหารยังตื่นตีห้าครึ่ง แต่คุณบังคับให้ทุกคนตื่นตีสี่ทุกวัน ”
เหมือนกับว่าหลิวสวี่ซานหมดความอดทนแล้ว หลังจากยอมก้มหน้าทำงานช่วยคนทั้งบ้านเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ในที่สุดเขาก็เอ่ยออกมากับเวินจื่อหนิง
“...”
“ที่ผมพูดได้ยินไหม พรุ่งนี้ให้ทุกคนตื่นหกโมงเช้าเถอะ หรือตื่นตีห้าก็ได้ ยิ่งให้เวลาพวกเขานอนมากเท่าไรยิ่งดี”
“...”
“จื่อหนิง คุณเอาแต่ใจเกินไปแล้วนะ”
สิ้นคำพูดของหลิวสวี่ซาน เสื้อกี่เพ้าสีขาวนวลที่เขาซื้อมาฝากภรรยาตอนกลับมาล่าสุดถูกโยนใส่ด้วยความเร็ว สีหน้าเหยเกของสามีไม่ได้ทำให้เวินจื่อหนิงสงสาร “บ่น ๆ ก่อนหน้านี้ยังทำงานกับคนอื่นได้ ตอนนั้นผู้ชายออกไปทำงาน ผู้หญิงทำงานในบ้านนอกบ้านยังผ่านมาได้ แค่ให้ทำงานบ้านแค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้ว”
ก่อนที่ระบอบคอมมูนจะเปลี่ยนข้อตกลงบางวันพวกเขาต้องออกไปทำงานตั้งแต่ตีสามด้วยซ้ำ แล้วนี่อะไร แค่ให้ตื่นเช้าพวกเขาก็ไม่อยากตื่นแล้ว ให้ทำงานจนกว่าจะเรียบร้อยก็บ่นว่าทำงานหนักเกินไป
“...”
“ฉันต้องตื่นมาปลุกทุกคนให้ตื่นมาทำงานคิดว่ามันง่ายหรือไง ฉันให้พวกเขาตื่นแล้วฉันไม่ต้องตื่นอย่างนั้นเหรอ ทุกคนทำอะไรแล้วฉันไม่ทำใช่ไหม คุณแค่ใช้เวลาสัปดาห์เดียวในหมู่บ้านก็บ่นแล้ว ฉันพูดอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม”
น้ำเสียงเรียบนิ่งและสายตาของเวินจื่อหนิงทำให้คนเป็นสามีกลืนน้ำลายเอื้อก อีกฝ่ายไม่ได้โวยวายหรือทุบตีสามี แต่เป็นการนั่งนิ่ง ๆ และกำไม้เรียวในมือแน่น
“จื่อหนิง”
เพียะ!
“โอ้ย! ทำอะไรของคุณ”
เสียงไม้เรียวฟาดลงกลางหลังของหลิวสวี่ซานเต็ม ๆ เขาเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ความรู้สึกเจ็บแปลบจนต้องนิ่วหน้า
“ไปเลย ลุกไปซักผ้าเดี๋ยวนี้!”
หลิวสวี่ซานเบิกตาโพลงตอนที่ได้ยินภรรยาใช้ไปซักผ้า ไม่ใช่ว่าเขาซักผ้าไม่เป็นแต่ปกติแล้วภรรยาของเขาเป็นคนซัก
“เอาจริงเหรอ”
“คิดว่าฉันพูดเล่นงั้นสิ”
การกระทำของภรรยาทำให้หลิวสวี่ซานยอมนำเสื้อผ้าภรรยาไปซักที่แม่น้ำ และนำกลับมาตากที่บ้าน เวินจื่อหนิงไม่ได้ตามไปด้วย เธอนั่งรอข้างบ้าน บริเวณสำหรับตากผ้า แม่หลิวที่นั่งอยู่เห็นเข้าถึงกับโวยวาย
“เจ้าใหญ่ทำอะไร! ซักผ้าเป็นหน้าที่ของผู้หญิงนะ ลูกเป็นผู้ชายทำไมถึงไปซักผ้า”
หลิวสวี่ซานใช้มือเท้าเอวข้างหนึ่ง อีกข้างยกไม้เรียวขึ้นมา สีหน้าของหลิวสวี่ซานมีความอับอาย แต่ถึงอย่างนั้นก็บอกว่า
“ไม่เป็นไรครับ”
“เวินจื่อหนิง หล่อนเป็นสะใภ้บรรลัยบ้านหลิวจริง ๆ ถึงขั้นใช้สามีซักผ้าให้ ส่วนตัวเองขี้เกียจตัวเป็นขน แค่หาข้ออ้างสั่งสอนคนอื่นทำนั้น”
“ฉันทำอย่างนั้นเหรอ” เวินจื่อหนิงหันไปมองแม่สามีจากนั้นยกแขนขึ้นกอดอก “ถ้าเกิดว่าพวกเราสองสามีภรรยาอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ฉันไม่สบายหรือกำลังเลี้ยงลูก ก็ต้องลุกมาซักผ้าเองสินะ เพราะผู้ชายซักผ้าไม่ได้”
คำตอบของเวินจื่อหนิงทำให้แม่หลิวสะอึก “ตอนนี้มันเหมือนกันที่ไหน”
“เฮอะ ฉันว่าเป็นแม่สามีต่างหากที่เอาแต่อ้างน่ะ”
“เวินจื่อหนิง!
หลิวสวี่ซานรีบห้าม “แม่ครับไม่ต้องพูดแล้ว ผมซักผ้าได้ครับ ตอนอยู่กองทัพก็ซักผ้าบ่อย ๆ”
“ฮึ”
เวินจื่อหนิงเห็นว่าสามีตากผ้าเรียบร้อยแล้ว และขี้เกียจทะเลาะกับแม่สามี จึงเดินกลับเข้าห้องทำให้มีเพียงแม่หลิวที่โวยวายกับลูกชายหน้าบ้าน
