บทที่ 8 พูดจาไม่เข้าหู
“ตื่น”
ท่ามกลางความมืดภายในห้องนอนและยังไม่ได้จุดตะเกียง เวินจื่อหนิงสะกิดปลุกสามีที่นอนหันหลังให้กันตั้งแต่เมื่อคืน ถึงแม้มอบหมายให้สะใภ้รองทำงานบ้าน แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ควรตื่นเช้า
หลิวสวี่ซานสะลึ่มสะลือตื่นด้วยความมึนงงก่อนเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น”
ตะเกียงไฟถูกจุด เท้าของหลิวสวี่ซานหย่อนลงจากเตียงเตา เขาใช้มือขยี้ตาและพอมองลอดรูหน้าต่างที่มีพบว่ายังไม่ใช่สว่าง ไม่ใช่เวลาที่เขาควรตื่น
เวินจื่อหนิงพับผ้าห่มบนเตียงให้เรียบร้อย ไม่ได้ช่วยสามีเก็บผ้าห่มของตัวเอง ระหว่างนั้นสวมเสื้อคลุมเพื่อออกไปข้างนอก
“ถึงเวลาตื่นมาช่วยกันทำงานบ้านตอนเช้าแล้ว”
“ฮะ”
“ตีสี่ผู้หญิงในบ้านต้องตื่นมาทำอาหาร ผู้ชายก็ต้องตื่นไปทำงานบ้านช่วยกันด้วย” ไม่ต้องรอให้สามีถาม เวินจื่อหนิงบอกเขาทันที “ตอนนี้หน้าที่ทำงานของบ้านหลิวจะมีการมอบหมายงานอย่างชัดเจน ไม่ใช่หน้าที่แค่คนใดคนหนึ่ง”
หลิวสวี่ซานตั้งตัวยังไม่ทันได้ รู้เพียงว่าได้ยินเสียงตีประตูและเสียงบ่น พอเขาเดินออกไปดูพบว่าทุกคนในบ้านล้วนหน้าบึ้งตึง และยังเดินไปทำงานบ้านราวกับว่าเป็นสิ่งที่ทำกันมาโดยตลอด ทั้งที่เขามารอบก่อนไม่ใช่อย่างนี้ เวินจื่อหนิงเกรงใจเขามากด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวสิ ผมต้องไปทำด้วยเหรอ?” หลิวสวี่ซานคว้ามือภรรยา พอเห็นหญิงสาวพยักหน้าเขาก็ถามย้ำ “แต่ผมไม่ได้อยู่บ้านนะ นาน ๆ ถึงกลับบ้านด้วยซ้ำ”
“ซือเหยา ซือเหยียน บอกพี่ชายของพวกเธอสิ ถ้าไม่ช่วยทำแล้วเป็นยังไง”
สองพี่น้องฝาแฝดทำหน้าหยีก่อนตอบ “ใครไม่ช่วยทำงานไม่ได้กินข้าว”
“ถูกต้อง”
แม่หลิวไม่เข้าใจและเอ่ยถามลูกสะใภ้ “ไหนบอกว่าจะให้สะใภ้รองทำอาหาร ทำงานบ้าน พวกเรามีหน้าที่ทำงานนอกบ้าน”
“แบบนั้นก็ใช่ แต่ตอนเช้าทุกคนต้องตื่นมาช่วยกันอยู่ดี ถ้าไม่อยากช่วยก็จัดการให้เสร็จตั้งแต่ตอนเย็นสิ อีกอย่างสะใภ้รองท้องยกของหนักไม่ได้”
“แต่เธอไม่ควรปลุกเจ้าใหญ่มาด้วย”
“เขาเป็นคนบ้านหลิว ทุกคนตื่นมาช่วยกัน แล้วทำไมเขาต้องนอนอยู่คนเดียว ฉันรู้ว่าแม่สามีลำเอียงแต่จะลำเอียงให้เขาแบบนี้ไม่ได้”
เวินจื่อหนิงไม่ลำเอียงเลยสักนิด แม้ว่าการที่เขาส่งเงินมาให้บ้านหลิวเขาไม่จำเป็นต้องตื่นมาทำอะไรเลยก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นเวินจื่อหนิงกลับบังคับให้เขาช่วยทำงานบ้าน
ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองให้เสร็จ ผู้หญิงในบ้านรีบช่วยกันทำอาหาร ผู้ชายหาบน้ำ รดน้ำผัก และทำความสะอาดเล้าไก่ ให้อาหารไก่
“พี่ใหญ่รีบทำอะไรสักอย่างสิ ดูพวกผมต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่มาหาบน้ำ เป็นตอนเย็นก็ไม่ว่าหรอก พวกเราทำงานเหนื่อยกันมาทั้งวัน ยังต้องรีบตื่นมาหาบน้ำและไปทำงานอีก” หลิวสวี่ซุนหาบน้ำใส่โอ่งและบ่นไปด้วย
“ทำไมถึงยอมทำตามล่ะ”
หลิวสวี่เซียวมองพี่ชายด้วยสายตาไม่พอใจ “ผมเคยไม่ทำตามตั้งแต่แรก ๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือถูกพี่สะใภ้ใช้ไม้เรียวตี นี่มันหมายความว่ายังไง?”
“พี่สะใภ้ก็เหมือนแม่”
“อย่าหลอกพวกเราเลย พี่สะใภ้ใหญ่ทำเกินไปจริง ๆ พี่ใหญ่รู้ดีว่าแม่พวกเราเป็นคนยังไง ก่อนหน้านี้ก็บังคับสะใภ้ในบ้านได้ สะใภ้ทุกคนล้วนเชื่อฟัง แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
หลิวสวี่ซานขมวดคิ้วแล้วถาม “พวกนายลองพูดมาสิ พี่สะใภ้ของพวกนายเป็นแบบนี้ตั้งแต่ตอนไหนเหรอ ฉันเพิ่งจากไปไม่ถึงครึ่งปี”
แม้ว่าเขากับภรรยาจะแยกกันอยู่แต่ว่าทุกครั้งที่เขากลับมาบ้าน เวินจื่อหนิงแทบจะอุ้มเขาเดินอยู่แล้ว หิวน้ำก็รีบหาให้ ไม่รู้อะไรถึงทำให้หญิงสาวเปลี่ยนไปขนาดนี้
“ตั้งแต่ต้นเดือนที่แท้งพี่สะใภ้ก็เงียบ ๆ จนกระทั่งหลายวันก่อน ไม่รู้ว่าเป็นอะไรถึงตื่นขึ้นมาใช้ไม้เรียวตีทุกคน พี่รู้ไหมว่าผมเคยจะหักไม้เรียวทิ้งกลับสู้แรงพี่สะใภ้ไม่ได้ ไม้นั่นตีเจ็บมาก”
ทุกคนต้องการหักไม้เรียวทิ้ง เสียดายที่ไม้เรียวของเวินจื่อหนิงไม่เคยห่างตัวเลย แถมเวินจื่อหนิงยังสายตาเฉียบแหลมใครจะหนีออกจากแปลงนาก็เห็นหมดทั้งที่มองจากข้างหลัง
“จะลองพูดให้”
ประมาณตีห้าพอมีคนช่วยกันงานในบ้านก็เรียบร้อยแล้ว ทุกคนลงความเห็นว่าจะกินข้าวก่อนค่อยออกไปทำงานช่วงหกโมงเช้า ทำให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับห้อง
พออยู่ในห้องกันสองคน หลิวสวี่ซานก็หันมาคุยกับภรรยา เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องกลับมาบ้านก่อนกำเนิดหลายเดือน “อย่าทำอะไรที่เกินหน้าเกินตา ภรรยาไม่เชื่อฟังพ่อแม่สามี ถ้าเกิดพวกเขาต้องการให้ผมหย่าคุณจะทำยังไง อะไรที่ควรมองข้ามได้ก็มองข้ามสิ”
เพียะ!
เสียงร้องโอ้ยของสามีไม่ได้ทำให้เวินจื่อหนิงสงสาร ไม้เรียวของเธอตีเขาเป็นครั้งแรก เวินจื่อหนิงมองสามีตาขวาง “กว่าฉันจะจัดการบ้านของคุณได้ นี่หมายความว่าฉันทำเกินไปเหรอ? ถ้าฉันไม่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อตัวเองก็คงต้องทำงานงก ๆ ไปคนเดียวสินะ ฉันแท้งมาสามครั้ง คุณนอกจากจะไม่ให้กำลังใจแล้วยังซ้ำเติมอีก”
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นครับ” หลิวสวี่ซานยกมือขึ้น “แต่ว่าพ่อแม่ถึงขั้นต้องตามผมกลับบ้านขนาดนี้ ถ้าผมไม่คุยให้พวกท่าน พอกลับไปแล้วพ่อแม่จะเป็นแบบไหน และคุณก็จะถูกคนทั้งหมู่บ้านนินทาด้วย ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น”
“ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นแล้วหมายความว่าอะไร” เวินจื่อหนิงฉุนเฉียว “หน้าที่ทำงานบ้านทุกคนตื่นมาช่วยกันทำมันไม่ดีหรือไง ฮึ”
“...”
“แต่ก่อนฉันตื่นขึ้นมาทำงานบ้านคนเดียว แม่สามีชี้นิ้วสั่ง สะใภ้รองที่ชอบโยนงานตัวเองมาให้ สะใภ้สามที่ปากว่าตาขยิบ แต่ถึงอย่างนั้นพวกหล่อนก็มีสามีดันหลัง น้องสาวของคุณที่อยากแต่งงานกับคนในเมืองแต่ทำอะไรไม่เป็น ฉันผิดมากหรือไง ฮะ”
“...”
เวินจื่อหนิงร่ายยาวใส่สามีโดยที่หลิวสวี่ซานตั้งตัวไม่ทัน ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ทั้งที่เขาพอรู้และไม่เคยรู้มาก่อนถูกเวินจื่อหนิงนำมาเล่าจนหมดเปลือก จนบางทียังฟังไม่ทัน
“เห็นว่าฉันอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวแล้วคิดจะรังแกยังไงก็ได้เหรอ”
หลิวสวี่ซานเอ่ยเสียงอ่อนลง “พ่อแม่ตามผมกลับมาเพราะว่าคุณสร้างปัญหา แบบนี้พวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“กองไว้ตรงหน้านั่นแหละ ฉันไว้หน้าพวกเขามาก ๆ ด้วยซ้ำ บ้านอื่นมองว่าพ่อแม่ของคุณน่าสมเพชที่ปล่อยให้สะใภ้ควบคุมอำนาจแล้วยังไง สุดท้ายเรื่องในบ้านพวกเขายังจัดการบ้านตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“มันก็จริง”
“หลิวสวี่ซาน คุณเป็นสามีของฉัน นอกจากจะไม่ช่วยฉันแล้วยังต้องการให้ฉันยอมพ่อแม่ของคุณ เคยคิดบ้างไหมว่าต่อจากนี้ฉันจะถูกคนมองว่ายังไง”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวินจื่อหนิงคงทำเพียงก้มหน้าปล่อยให้คนอื่นนินทา แม้แต่น้องสะใภ้ที่ควรเคารพพี่สะใภ้ใหญ่ น้องชาย น้องสาวของสามี ทุกคนล้วนกดขี่พี่สะใภ้คนนี้ พอเธอลุกขึ้นมาสู้กลับถูกบอกว่าทำเกินไป
“...”
“เพราะคุณไม่ได้อยู่ที่บ้าน ไม่เคยเห็นว่าฉันต้องทนทุกข์ขนาดไหน”
ตอนที่หลิวสวี่ซานอยู่นับว่าเป็นช่วงที่เวินจื่อหนิงสบายมากที่สุด แต่วันที่เขาเดินทางกลับไปทำงานกล่าวได้ว่าเป็นช่วงนรกของชีวิตก็ว่าได้ สามีที่จะต้องคอยช่วยเหลือกลับไม่อยู่ช่วย
“วางอำนาจในบ้านก็ไม่เป็นไร แต่นอกบ้านทำให้คนในหมู่บ้านนินทา คงไม่ดีสักเท่าไร” หลิวสวี่ซานหาทางออก
“ทำไมถึงต้องมองด้วยว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง หลิวสวี่ซาน คุณโง่หรือเปล่า”
“...”
“ถึงอย่างนั้นจะทำอะไรก็ไว้หน้าพ่อแม่ของผมบ้าง”
เรียกได้ว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเวินจื่อหนิงก็ว่าได้ หลังจากสามีย้ำให้ไว้หน้าพ่อแม่ ในที่สุดเวินจื่อหนิงก็ก่นด่าสามีออกมาและปิดท้ายประโยคว่า
“เฮงซวย”
