บทที่ 3 ไม่ใช่หน้าที่ผู้หญิงฝ่ายเดียว
แม้ต้นปีที่ผ่านมาจะมีประกาศยกเลิกระบอบคอมมูน รัฐจัดสรรที่ดินให้กับประชากรของประเทศ แต่ถึงอย่างนั้นหลาย ๆ พื้นที่ในชนบท ยังคงใช้ระบอบคอมมูนเหมือนเดิม ทุกคนยังไม่พร้อมเปลี่ยนแปลงและมันจะถูกพัฒนาต่อไป หลายคนในหมู่บ้านเริ่มตื่นตัวแต่ก็มีหลายคนที่ยังคงทำตัวขี้เกียจ
ตั้งแต่เวินจื่อหนิงแต่งงานเข้าบ้านสามี หญิงสาวตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งเพื่อมาเตรียมทุกอย่าง และเริ่มลงมือทำกับข้าวมื้อเช้าให้ทุกคนในครอบครัวช่วงตีสี่ ผู้ชายในบ้านทำงานเก็บแต้มคะแนนเยอะกว่าจำเป็นต้องออกไปทำงานตั้งแต่ตีห้า ส่วนผู้หญิงจะทยอยไปทีหลังและข้าวต้องไปถึงที่นาประมาณหกโมงเช้า ปกติสะใภ้อีกสองคนต้องมาช่วย แต่ส่วนใหญ่พวกหล่อนจะแอบอู้มาช่วยก่อนพ่อแม่สามีตื่นเท่านั้น
ปัง!
“น้องรอง! สะใภ้รอง!”
เสียงเคาะประตูพร้อมเสียงตะโกนเรียกดังขึ้นที่หน้าห้องนอนของบ้านรอง ตามมาด้วยห้องนอนบ้านสาม ห้องนอนน้องสาวสามีทั้งสองคนและห้องนอนของพ่อแม่สามีไม่มีว่างเว้นสักห้อง ในเมื่อพวกเขาเอาเปรียบกันครูฝึกเวินคนนี้ไม่เกี่ยงที่จะสั่งสอน
หลิวสวี่เซียวหรือน้องรอง น้องชายของสามีถูกพี่สะใภ้ปลุก เขางัวเงียเดินออกมาเปิดประตูด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้โวยวายและเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งจากการเพิ่งตื่นอน
“พี่สะใภ้มีอะไร”
เวินจื่อหนิงพยักเพยิดหน้าไปหน้าต่างที่เปิดออก พอให้เห็นว่าข้างนอกเริ่มเช้าแล้ว “ถึงเวลาตื่นมาช่วยกันทำงานบ้านแล้ว”
“ฮะ!” น้องชายสาม หลิวสวี่ซุนตาโต เขามองพี่สะใภ้ที่เคยก้มหน้าให้เขาด้วยความโมโห “เรื่องอะไรถึงต้องมารบกวนผม พี่สะใภ้มีหน้าที่ทำงานบ้านก็ทำงานบ้านไปสิ”
แม่หลิวเปิดประตูออกมาหน้าบึ้งตึง “ดีเหลือเกิน สะใภ้ฉันถึงขั้นต้องปลุกแม่สามีไปช่วยทำงานบ้านแล้ว อยู่กันดี ๆ สักวันไม่ได้เลยใช่ไหม”
แต่ละห้องเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าคุกรุ่น พวกเขาไม่รู้ว่าทำไมอยู่ ๆ เวินจื่อหนิงที่เคยก้มหน้าก้มตาทำงานบ้าน วันนี้จะนึกคึกป่วนคนทั้งบ้านให้ช่วยทำงานบ้าน
เวินจื่อหนิงเอ่ยตอบน้ำเสียงนิ่ง ๆ “คนในบ้าน 9 คน ให้สะใภ้ใหญ่คนเดียวออกมาทำอาหารให้ทุกคน นี่คือความเท่าเทียมเหรอ? ฉันเป็นสะใภ้แต่ไม่ใช่ทาสของพวกคุณ ซือเหยา ซือเหยียนโตแล้ว”
“พวกหล่อนก็ควรตื่นเช้ามาทำอาหาร”
“ฉันไม่ทำ” คำปฏิเสธของหลิวซือเหยาไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เวินจื่อหนิงแปลกใจ ไม้เรียวที่ถูกเหลาพอดีมือตีลงกับกำแพงบ้านเบา ๆ แต่กำแพงกลับสั่นสะเทือน
“ไม่ทำก็ไม่ได้กิน”
ซูหัวเดินตามหลังสามีมายิ้มแห้ง ก่อนเดินมาจับมือพี่สะใภ้ใหญ่เบา ๆ “พี่สะใภ้ใหญ่อย่าโมโห ทุกคนตื่นมาช่วยงานกันแล้ว”
มุมปากกระตุกเล็กน้อยแต่เวินจื่อหนิงไม่เปิดโปงเพราะได้ผลประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย “ใช่ ตื่นแล้วก็ไปทำงานช่วยกัน น้องรอง น้องสามไปหาบน้ำ ที่เหลือช่วยกันทำงานบ้าน ทำอาหาร”
หลิวซือเหยียนอ้าปากค้าง คิดไม่ถึงว่าเวินจื่อหนิงจะสั่งต่อ “พี่สะใภ้ใหญ่ยังจะให้พวกฉันไปทำงานบ้านอีกเหรอ?”
“ทำสิ แล้วก็ต้องไปทำงานในแปลงนาช่วยกันด้วย อายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว อยู่บ้านก็ไร้ประโยชน์”
แม่หลิวมองสะใภ้ใหญ่ด้วยความโง่งม “เวินจื่อหนิง หล่อนคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้ามาชี้นิ้วสั่งให้ลูกชาย ลูกสาวฉัน”
เวินจื่อหนิงกำลังจะก้าวออกจากประตูบ้านชะงัก เธอหันกลับไปมองด้านหลัง คนอื่นยังคงยืนนิ่ง หญิงสาวยกยิ้มขึ้นบาง ๆ ก่อนตอบ
“ไม่ทำก็แค่ไม่ต้องกิน”
ทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนเดินจากออกไป เวินจื่อหนิงเชื่อว่าพวกเขาจะไม่ทำตาม ทำให้เธอทำอาหารเพียงแค่ให้เธอกับซูหัวที่ช่วยกันทำเท่านั้น
ซูหัวกลัวว่าจะโดนแม่สามีตำหนิ “พี่สะใภ้ ไม่ทำอาหารให้สองพี่น้องหลิวยังพอว่า แต่พ่อแม่สามีและคนอื่นจะต่อว่าพวกเรา”
“ช่างพวกเขาสิ” เวินจื่อหนิงเคี้ยวแผ่นแป้งในมือก่อนลุกขึ้น “ไม่ทำก็ไม่ได้กิน”
ซูหัวทำได้เพียงยิ้มแหยก่อนจะรีบย่างแผ่นแป้งให้สามีเพิ่มอีกแผ่น ก่อนจะรีบไปแปลงนาเพื่อให้สามีได้กินแผ่นแป้งกับผัดผัก
“รีบกินนะ วันนี้พี่สะใภ้ไม่ได้ทำกับข้าวสักอย่างเลย ฉันแอบทำมาให้”
หลิวสวี่ซุนขมวดคิ้วถาม “พี่สะใภ้ใหญ่เอาจริงเหรอ? เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
ยังไม่ทันได้โต้ตอบเสียงจากฝั่งบ้านหลิวที่นั่งพักหวังว่าจะได้กินข้าวมื้อเช้าดังขึ้น แม่หลิวเห็นตะกร้าว่างเปล่าจึงเอ่ยถาม
“อาหารล่ะ”
เวินจื่อหนิงนั่งอยู่รากต้นไม้ที่นูนขึ้นมา เธอตอบไปว่า “คนที่ไม่ช่วยงานก็ไม่คู่ควรจะได้กินข้าวมื้อเช้า”
“เหลวไหล!” พ่อหลิวฉุนเฉียว “หน้าที่ทำอาหารคือสะใภ้ ถ้าสะใภ้ไม่ทำแล้วใครจะทำ ผู้ญิงมีหน้าที่ทำอาหารมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นี่หมายความว่ายังไง”
เวินจื่อหนิงยกมือขึ้นกอดอกเอ่ยตอบอย่างขอไปที “บอกแล้ว ไม่ช่วยก็ไม่ต้องกิน”
แม่หลิวยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ “เป็นแค่สะใภ้ริอาจสั่งพ่อแม่สามี คิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ!”
เพียงแค่แม่หลิวง้างมือจะตีเวินจื่อหนิง หญิงสาวพลิกตัวหลบทำให้คนล้มหน้าคะม่ำลงกับพื้น เสียงแม่หลิวร้องโอดโอ้ย คนที่เห็นเหตุการณ์ล้วนปิดปากขำ มีเพียงซูหัวรีบวิ่งมาพยุงแม่สามี
“ฆ่าคนแล้ว สะใภ้ใหญ่ฆ่าคนแล้ว!”
เฝิงหรานยืนอยู่ไกล ๆ ไม่เข้ามาช่วย แต่กลับพูดใส่ไฟ “พี่สะใภ้ทำแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ ทุกคนออกมาทำงานพี่สะใภ้ก็ต้องทำอาหารให้ทุกคน”
“แล้วทำไมคนที่ชอบอ้างทำกำลังท้องถึงไม่อยู่ทำอาหารล่ะ รีบออกมาทำงานข้างนอกลวก ๆ เพราะขี้เกียจยังจะหาเรื่องฉันอีกเหรอ”
“...” เฝิงหรานสะอึก สิ่งที่พี่สะใภ้กล่าวคือความจริง แต่หล่อนจะรับสารภาพไม่ได้ “แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ออกมารับจ้าง พวกเธอควรทำกับข้าวมาให้สิ”
เพื่อนบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงขบขัน “วันนี้บ้านหลิวครึกครื้นดีจริง ๆ”
พ่อหลิวหันไปต่อว่า “อย่าเข้ามายุ่งกับบ้านของฉัน”
คนอื่น ๆ หันไปพูดคุยสองคำแล้วค่อยแยกย้ายจากไป เวินจื่อหนิงไม่สะทกสะท้านลุกขึ้นยืน ตอนที่เหยียดแขนกลับมีไม้เรียวโผล่ออกมา ตั้งแต่เวินจื่อหนิงออกมาจากห้องเมื่อวาน ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเดินถือไม้เรียวทั้งวัน อีกทั้งยังทำเหมือนจะตีคนตลอดเวลาอีกด้วย
“หน้าที่ทำงานในบ้านเป็นหน้าที่ของผู้หญิง หน้าที่นอกบ้านผู้หญิงก็ทำงานเหมือนผู้ชาย แล้วทำไมผู้ชายจะทำงานบ้านไม่ได้ ซือเหยา ซือเหยียน ลูกสาวของพวกคุณโตขนาดนี้ยังถูกถือหาง ไม่คิดว่าแต่งงานออกไปแล้วจะถูกโขกสับเหมือนที่ทำกับลูกสาวของคนอื่นหรือยังไง”
“...”
คนในบ้านหลิวต่างนิ่งอึ้ง ทุกคนล้วนเพิ่งคิดเรื่องนี้ได้ แต่แม่หลิวยังไม่ยอมแพ้ “ที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้ ซือเหยา ซือหยวนมีพี่ชาย ใครกล้าหาเรื่องพวกหล่อนล่ะ ถ้ามีแน่นอนว่าฉันต้องไม่ยอมแน่”
เวินจื่อหนิงเหยียดยิ้ม “แม่สามีช่างเอาแต่ใจจริง ๆ น้องสาวสามีมีพี่ชาย ฉันก็มีพ่อแม่ มีน้องสาวน้องชายเหมือนกัน ก่อนแต่งงานทุกคนล้วนต้องช่วยเหลือครอบครัว หลังแต่งงานช่วยเหลือครอบครัวสามี แล้วลูกสาวของแม่สามีล่ะ”
พ่อหลิวถึงจะไม่รักลูกสาวเท่าลูกชายแต่ลูกสาวย่อมดีกว่าลูกสะใภ้ “ดี ดี! เพิ่งรู้ว่าบ้านหลิวมีสะใภ้เช่นนี้! บ้านหลิวได้สะใภ้ดีจริง ๆ”
“แน่นอน ผู้ชายผู้หญิงย่อมเท่าเทียมกัน”
หลิวสวี่เซียวท้องร้องเขาบอก “มัวแต่ทะเลาะกันอยู่ได้ ไม่มีอาหารแล้วจะกินอะไร”
แม่หลิวหันมาบอก “สะใภ้รองกลับไปทำข้าวมื้อเช้าให้ทุกคน”
เฝิงหรานที่ลอบยิ้มอยู่ข้างหลังสามีชะงัก “ฉันเหรอ”
“ไม่ใช่หล่อนแล้วจะให้ใครไปทำ ให้ฉันไปหรือไง”
“สะใภ้สามก็อยู่” เฝิงหรานใช้มือลูบท้องตัวเอง “ฉันท้องนะ ไกลขนาดนี้จะเดินไปยังไง เวียนหัวก็เวียน เกิดลูกเป็นอะไรขึ้นมา แม่สามีคิดว่าจะยังได้อุ้มหลานชายอยู่เหรอ”
“ฉันทำงานบ้านแล้ว พี่สะใภ้รองก็ไปทำเองสิ ฉันต้องทำงานแล้ว” ซูหัวรีบปฏิเสธและเอ่ยเสียงเบา “อีกอย่างพี่สะใภ้ใหญ่อยู่ที่นี่...”
พ่อหลิวจ้องหน้าสะใภ้ใหญ่ก่อนหันไปบอกเฝิงหราน “บอกให้ไปก็ไปสิ”
“ค่ะ”
ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายหาที่นั่งและยังมีเสียงก่นด่าเวินจื่อหนิงเป็นระยะ แต่ว่าหญิงสาวไม่สนใจ พอถึงเวลาค่อยลุกไปทำงานเหมือนคนอื่น
