บทที่ 2 ฝันตื่นหนึ่งแต่ดันเป็นความจริง
หมู่บ้านผิงหู ตำบลถาน อำเภอเล่อ เมืองหวงหนาน มณฑลชิงไห่
ปัง! ปัง! เสียงทุบประตูดังขึ้นหลายครั้งตามมาด้วยเสียงตะโกนเรียกชื่อด้วยความโมโหเพราะไม่เปิดประตูสักที “เวินจื่อหนิง! หล่อนมัวแต่นอน คิดจะให้แม่สามีทำกับข้าวให้กินหรือยังไง”
เสียงเงียบลงก่อนจะทุบประตูอีกหลายครั้ง พอคนในห้องไม่ยอมเปิดออกไป เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนคนที่นอนอยู่บนเตียงเตารู้สึกตัว
เปลือกตาสีไข่ขยับก่อนนัยน์ตาสีดำจะเปิดให้เห็น คนที่นอนอยู่บนเตียงเตาค่อย ๆ ใช้มือพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง แม้จะมืดแต่หญิงสาวรู้ตัวดีว่านี่ไม่ใช่ห้องนอนขนาดกลางที่เก็บเงินซื้อ และไม่ใช่โรงพยาบาลแน่ ๆ
อึก!
มือเรียวที่มีรอยจากการทำงานหนักยกขึ้นกุมศีรษะ เวินจื่อหนิงหรี่ตาลงเพ่งมองชัด ๆ พบว่านี่เป็นห้องนอนขนาดเล็ก คิ้วของหญิงสาวเลิกขึ้นเมื่อคิดว่าตัวเองได้เสียชีวิตแล้ว และนี่คือร่างกายของหญิงสาวคนที่เธอเคยฝันถึงในคืนที่ผ่านมา ใครจะคิดว่ามันเป็นเหตุการณ์ล่วงหน้า
ปี 1979 เวินจื่อหนิง สะใภ้ใหญ่บ้านหลิวแท้งลูกท้องที่สามหลังจากแต่งงานเข้ามาเมื่อสามปีก่อน ต้นเดือนที่ผ่านมาหญิงสาวทำงานหนักจนแท้งลูกอีกครั้ง ร่างกายจึงอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเสียชีวิตลงในที่สุด
“เวินจื่อหนิง!”
ใบหน้าหันไปมองที่ประตู เวินจื่อหนิงยื่นมือไปจุดตะเกียงเพราะที่นี่ไม่มีไฟฟ้าให้ใช้ ทำให้เธอเห็นว่าภายในห้องแคบถูกทำความสะอาดและดูแลเป็นอย่างดี
สายตาของเวินจื่อหนิงมีแต่ความรังเกียจ หญิงสาวตะโกนตอบ “รู้แล้ว!”
สะใภ้ใหญ่ผู้นี้อาศัยอยู่บ้านหลิวกับครอบครัวสามี แต่สามีของตัวเองดันเป็นทหารอยู่ในเมืองซีหนิง นอกจากพ่อแม่สามีแล้ว สามียังมีน้องชายน้องสะใภ้อีกสองบ้าน และยังมีน้องสาวฝาแฝดอีกหนึ่งคู่ บอกได้เลยว่าบ้านนี้เป็นบ้านที่วุ่นวายมาก
หยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมหลวม ๆ ก่อนยกตะกร้าผ้าออกไปข้างนอก เมื่อวานงานในแปลงนาหนักมาก ทำให้ทุกคนรีบอาบน้ำและเข้านอน วันนี้ต้องตื่นไปซักผ้าช่วงเกือบเช้าไม่อย่างนั้นจะไม่มีเสื้อผ้าให้ใส่
“เฮอะ สะใภ้ใหญ่รู้จักปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ!”
ขาที่ก้าวเท้าออกจากห้องนอนชะงัก เวินจื่อหนิงเผชิญหน้ากับเฝิงหรานสะใภ้รอง และซูหัว สะใภ้สามที่เปิดประตูออกมาพร้อมกับเธอ
“พี่สะใภ้”
เวินจื่อหนิงมองคนที่ทักทาย หญิงสาวผงกศีรษะรับแต่ไม่พูดอะไร สายตาหยุดมองเฝิงหรานหล่อนแสดงสีหน้าไม่พอใจเธอ สลับหันไปมองซูหัวที่ส่งยิ้มมาให้อย่างใสซื่อด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
เฝิงหรานหันไปบอกน้องสะใภ้ “สะใภ้สาม วันนี้เป็นเธอที่ต้องซักผ้าให้น้องสาวสามี อย่าลืมเอาไปซักล่ะ เดี๋ยวฉันจะโดนบ่น”
“ถ้าจำไม่ผิดหน้าที่วันนี้เป็นของสะใภ้รองไม่ใช่เหรอ?” เวินจื่อหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนทำเป็นนึกขึ้นได้ “อ้อ ไม่ใช่สิ สะใภ้รองแทบไม่เคยซักผ้าให้คนอื่นเลย”
ซูหัวรีบเข้ามาห้ามและเอ่ยอย่างเนียบเนียน แต่เวินจื่อหนิงรู้ทัน “พี่สะใภ้อย่ามัวแต่ทะเลาะกันเลย พวกเราแบ่ง ๆ กันทำดีหรือไม่ จะได้กลับมาทำอาหารเร็วขึ้น”
“ไม่”
เวินจื่อหนิงไม่ตอบเลือกเดินถือตะกร้าตัวเองออกไปนอกบ้านที่เวลานี้ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว ปกติทุกคนตื่นตีสี่มาทำงานบ้าน หกโมงเช้าต้องออกไปทำงาน ช่วงนี้ตะวันขึ้นเร็วและตะวันตกช้า ทำให้แม้ไม่มีไฟฟ้าใช้แต่ทุกคืนมองเห็นข้างนอก
“โง่เขลา ปกติยกให้สะใภ้ใหญ่หล่อนก็ทำทั้งหมด นี่อะไร นอกจากจะไม่เอาผ้าให้หล่อนแล้วยังโยนมาให้ฉันซักผ้าอีก!”
ซูหัวถอนหายใจ “ปกติพี่สะใภ้ใหญ่ไม่กล้าเอ่ยปากด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่ว่าพี่สะใภ้รองพูดจาไม่เข้าหูพี่สะใภ้ใหญ่ ทั้ง ๆ ที่วันนี้เป็นวันที่พี่สะใภ้รองเป็นคนต้องซักผ้า”
“กล้าหาเรื่องฉันเหรอ”
ซูหัวยิ้มให้พี่สะใภ้แต่มือของหล่อนหยิบผ้าในตะกร้าของตัวเองใส่ตะกร้าของอีกคน “ไม่กล้า ไม่กล้า”
“แต่ถ้าพวกเรากลับช้าแม่สามีคงบ่น”
ฮึ
เวินจื่อหนิงแค่นเสียงหัวเราะตอนเห็นเหตุการณ์ก่อนหันหลังไปซักเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย สะใภ้สามรู้วิธีว่าต้องจัดการพี่สะใภ้ของตัวเองยังไง นี่สินะข้อดีของการไหลไปตามน้ำ
“พี่สะใภ้ใหญ่อย่าโมโหเลยนะ พี่สะใภ้รองกำลังตั้งครรภ์จึงทำให้โมโหง่าย หน้าที่ทำงานบ้านช่วงนี้จึงต้องช่วยกันทำแล้ว”
“...”
“จะว่าไปแล้วพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองก็มาจากหมู่บ้านเดียวกัน ย่อมรู้นิสัยใจคอกันดีอยู่แล้ว”
ซูหัวเริ่มหน้าเสียเมื่อพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ตอบโต้หรือสีหน้าเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าหล่อนกำลังพูดคุยกับหุ่น สุดท้ายจึงได้แต่ผละออกไปซักผ้ากับเพื่อนบ้านคนอื่น
ใช้เวลาซักผ้าไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เวินจื่อหนิงสะพายตะกร้าผ้าบนหลังกลับบ้าน เธอไม่ได้ช่วยยกตะกร้าผ้าให้กับน้องสะใภ้เหมือนทุกครั้ง ไม่ช่วยซักผ้าทำเอาน้องสะใภ้ตะโกนตามหลัง
“พี่สะใภ้ใหญ่จะไปไหน!”
เวินจื่อหนิงหันไปตอบหน้าตาย “กลับบ้าน”
เฝิงหรานซักผ้ายังไม่เสร็จตาโตหล่อนบ่น “ฮะ พวกฉันผ้าล้นมือยังไม่มาช่วยอีก”
“ฉันเป็นพี่สะใภ้ของพวกเธอนะ และไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่ต้องมาซักเสื้อผ้าให้คนอื่นด้วย”
กล่าวจบเวินจื่อหนิงเดินกลับบ้านทันที ทำให้เห็นว่าผู้ชายในบ้านออกไปทำงานแล้ว แม่หลิวหุงข้าวอยู่ในครัว ปากบ่นว่าลูกสะใภ้กลับบ้านช้า “แต่งเข้ามาไร้ประโยชน์จริง ๆ แทนที่จะให้คนมาทำกับข้าวยังให้แม่สามีอย่างฉันมาทำอาหารให้กินอีก น่าหงุดหงิด”
แววตาของเวินจื่อหนิงเต็มไปด้วยความเอือมระอา ทั้งที่ลูกสาวสองคนของแม่สามีปีนี้อายุ 17 ปี อยู่บ้างว่าง ๆ ไม่ได้ทำงาน นอกจากนอนและกินข้าวก็ไม่ได้มีหน้าที่อื่น แทนที่จะปลุกพวกหล่อนมาทำกับข้าว
แม่หลิวหันมาเห็นลูกสะใภ้รีบบอก “กลับมาแล้วรีบมาทำอาหารสิ พ่อสามีกับน้องชายสามีของหล่อนทำงานแล้ว พวกเขาต้องหิวแน่”
ยังไม่ทันได้ตากผ้าด้วยซ้ำ เวินจื่อหนิงตอบแม่สามี “ซือเหยา ซือเหยียนนอนอยู่ในห้อง ทำไมแม่สามีไม่ไปปลุกพวกหล่อนมาทำกับข้าว”
“เอ๊ะ นี่หล่อนยอกย้อนฉันเหรอ? ฉันเป็นแม่สามีของเธอนะ!”
เวินจื่อหนิงไม่สนใจแม่สามี หญิงสาวรีบตากผ้าและเข้าครัวมาทำอาหารเพราะเริ่มหิวแล้ว แม่หลิวที่ตอนแรกนั่งอยู่ในครัวพอลูกสะใภ้มาก็หนีทันที
“ตายจริง กลับบ้านมาก่อนยังทำอาหารไม่เสร็จอีกเหรอ? คนที่ไปทำงานในแปลงนาหิวแย่แล้ว” ซูหัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ ก่อนเดินมานั่งลงเก้าอี้ตัวเล็กในครัวเพื่อช่วยทำอาหาร
เสียงเฝิงหรานดังออกไป “ฉันเหม็นกลิ่นควันไฟ พวกเธอช่วยกันทำอาหารไปนะ”
ซูหัวหันมาคุยกับเวินจื่อหนิง “พี่สะใภ้รองเอาเปรียบพวกเราชัด ๆ ผ้าก็โยนให้ฉันจัดการคนเดียว นี่อะไรยังไม่ยอมมาทำอาหารอีก”
“...”
“แถมช่วงนี้ยังมีข้ออ้างกำลังท้องอีก ทำให้พวกเราต้องทำงานกันเองเพียงลำพัง ท้องโตกว่านี้พวกเราคงต้องซักเสื้อผ้าบ้านรองด้วย”
เวินจื่อหนิงตอบกลับด้วยความไม่ใส่ใจ “เสื้อผ้าใครคนนั้นก็ซักเองสิ”
“แหม ก่อนหน้านี้ฉันก็มีความคิดแบบนี้ค่ะ แต่พ่อแม่สามีพวกเรายังพอหลับหูหลับตาได้ น้องสาวสามีนี่สิ พวกหล่อนยังไม่ยอมซักผ้าเองอีก”
“ก็ให้สามีของเธอคุยกับน้องสาวของเขาสิ”
“ถ้ามันง่ายฉันก็ไม่ต้องมาซักเสื้อผ้าให้คนอื่นหรอกค่ะ”
เวินจื่อหนิงกลอกตาให้กับคำพูดของหล่อน ผู้หญิงคนนี้ปากหวานก้นเปรี้ยว ต่อหน้าสะใภ้รองไม่กล้าพูดอะไร แต่พออยู่กับเธอสองคนดันพูดถึงพี่สะใภ้ไม่หยุด
