บทที่ 1 วาระสุดท้าย
‘สะใภ้ใหญ่!’
เสียงตวาดดังก้องทำให้ผู้หญิงในชุดทำงานหันไปมอง ใบหน้าของเธอดูงุนงงและไม่เข้าใจกับทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า หญิงสาวเดินตามเสียง เพียงก้าวข้ามประตูไปกลับพบเหตุการณ์ราวกับหนังเรื่องหนึ่ง
‘ฮึก’
ผู้หญิงในชุดซ่อมซอแต่ดูสะอาดกำลังนอนงอตัวบนพื้นดิน บริเวณกางเกงเปื้อนไปด้วยเลือด เจ้าตัวใช้มือกุมหน้าท้องของตัวเอง น้ำตาคลอบนใบหน้ากลับไม่ส่งเสียงร้อง
‘แท้ง แท้ง แต่งงานมา 3 ปี แท้ง 3 ครั้ง เป็นผู้หญิงแบบไหนกัน รักษาลูกตัวเองไม่ได้’ คนที่น่าจะเป็นแม่สามีก่นด่าลูกสะใภ้ทั้งยังชี้ที่พื้นอย่างไม่ไว้หน้า
พอจะเดินเข้าไปใกล้เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไปใหม่ ตอนแต่งงานเข้าบ้านสามี หลิวสวี่ซานสามีของหล่อนได้รับคัดเลือกเป็นทหาร ทำให้กลับบ้านมาปีละครั้ง เจ้าหล่อนจึงได้อยู่บ้านสามีกับครอบครัวของเขา
หญิงสาวถูกบังคับให้ทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน แม้มีน้องสะใภ้กับน้องสาวสามีแต่พวกหล่อนก็ทำลวก ๆ รับผิดชอบคนเดียว แม้แต่การแท้งเพราะถูกบังคับให้ทำงานยังหาว่าเป็นความผิดของหล่อน
เฮือก!
“ฝันเหรอ?”
เวินจื่อหนิงสะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียงนอน เสื้อผ้าด้านหลังของเธอเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ความฝันที่ได้เจอราวกับความจริงเพราะเธอถูกลากให้ไปดูชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่แต่งงานจนแท้งลูกครั้งที่สาม
“คงเป็นแค่ความฝัน”
เวินจื่อหนิงใช้หลังมือซับเหงื่อที่ผุดบนหน้าผากพลางมองนาฬิกาดิจิทัล ตอนนี้เป็นเวลาตีห้าต้องเตรียมตัวไปทำงานได้แล้ว
คิดได้แบบนั้นเวินจื่อหนิงถึงได้ลุกขึ้นไปหยิบผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำ ระหว่างทางเดินผ่านกระจกทำให้เห็นว่าเธอยังสวมเสื้อทำงานของเมื่อวาน เพราะกว่าจะกลับมาถึงห้องนอนก็เที่ยงคืนแล้ว
“วันนี้เป็นอีกวันต้องทำงานหนัก ที่บ้านยังมีพ่อแม่ ค่าเทอมน้องชายน้องสาว สู้ ๆ นะ เสี่ยวจื่อหนิง”
กล่าวจบเธอเดินหายเข้าไปในห้องน้ำและออกมาแต่งตัวเพื่อไปทำงานเหมือนกับในทุก ๆ วัน ด้วยอาชีพครูฝึกอบรมนักโทษในสถานีกักขังนักโทษ
เวินจื่อหนิง หรือ ครูฝึกเวิน หญิงสาวในชนบทที่ปากกัดตีนถีบเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ตัวคนเดียว เบื้องหลังของเธอยังมีครอบครัวอีกหลายชีวิตให้ดูแล
เวินจื่อหนิงเคยเป็นเด็กสาวผู้ใสซื่อเข้าเมืองใหญ่มาตั้งแต่อายุ 15 ปัจจุบันอายุ 35 ปี นอกจากห้องขนาดกลางเธอก็ไม่มีอะไรเป็นตัวเองเลย เพราะเงินเดือนส่วนใหญ่ส่งกลับไปที่บ้านเพื่อให้น้อง ๆ ที่บ้านได้มีเงินเรียนหนังสือ โชคดีว่าพวกเขาเป็นเด็กดีถ้าไม่ใช่ว่าพ่อแม่หาเงินใช้จ่ายในแต่ละวันให้ไม่ได้ก็ไม่มาขอนอกรอบ
เจ็ดโมงเช้าก่อนเริ่มงานสามสิบนาที เวินจื่อหนิงเดินทางมาถึงสถานที่ทำงาน ต้องตรวจสอบอาวุธก่อนเข้าไปด้วย เพราะต้องใช้อาวุธของทางสถานีกักขังนักโทษเท่านั้น ป้องกันญาติของนักโทษแฝงตัวเข้ามา
เวินจื่อหนิงทักทายเพื่อนร่วมงานที่เดินผ่าน บางคนรู้จัก บางคนพอคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้าง เธอทำแบบนี้ตั้งแต่เข้าทำงานใหม่ ๆ แม้ชื่อเสียงจะโหดร้ายแต่คนรอบกายพบว่าเธอเป็นคนใจดีคนหนึ่ง
“อะไรนะ ครูเวินจื่อหนิงที่ลือกันว่าโหด ๆ น่ะเหรอ”
แค่เดินมาถึงหน้าห้องที่มีนักโทษมานั่งรอระหว่างอบรม กลับถูกนักโทษในห้องนินทาซะงั้น เวินจื่อหนิงไม่ได้เปิดเข้าไปข้างใน เธอยืนข้างนอกเพื่อฟังว่าพวกเขาพูดคุยอะไรกัน
“เห็นว่าลงโทษจนนักโทษไม่กล้าเข้าไปยุ่ง เป็นแค่หญิงสาวแท้ ๆ พวกเราเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์มีอะไรต้องกลัวอีก”
นักโทษเก่าที่ถูกลงโทษนับครั้งไม่ถ้วนและพยายามหนีไกลจากครูเวินที่สุดเอ่ยด้วยความเข็ดขยาด “ตอนแรกฉันก็คิดเหมือนนาย! จนกระทั่งเห็นว่าครูเวินจับนักโทษที่เป็นนักเลงหักแขนโดยที่เขาสู้ไม่ได้!”
“ใช่ ฉันยังจำได้ตอนเข้ามาใหม่ ๆ ก็คิดเหมือนนาย ตอนนี้ไม่กล้าแล้ว”
ตึง!
“เสียงดังอะไรกัน”
เพียงแค่ได้ยินครูฝึกเวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งนักโทษเก่าล้วนกรูไปยืนข้างหลัง ปล่อยให้นักโทษใหม่รับหน้าครูฝึกประจำห้องอบรม
นักโทษใหม่ยังไม่รู้จักครูเวินจึงไม่มีความเกรงกลัวเหมือนคนข้างหลัง เขาเลียริมฝีปากเอ่ยด้วยความอวดดี “ครูฝึกตัวเล็ก ๆ นี่นะ จะมาฝึกอะไรได้”
หากเป็นครูฝึกชายยังพอให้หวาดกลัว แต่ครูฝึกหญิงนอกจากในมือถือไม้เรียวก็ไม่มีอะไรให้น่ากลัวเลยสักนิด เขาคิดเช่นนั้น
เวินจื่อหนิงหรี่ตาลงยังไม่ทันมีใครตั้งตัวชื่อนักโทษของเขาก็ถูกจดจำ “นักโทษหลี่ไม่เคารพครูฝึกงดข้าว 2 มื้อ ถ้ายังคิดไม่ได้อีกงดต่อ 2 มื้อ จนกว่าจะคิดได้”
นั่นก็คือ หากเขายังคิดไม่ได้ก็ต้องงดอาหารไปเรื่อย ๆ ที่นี่มีข้าวให้นักโทษวันละสองมื้อ ต่อให้เขาคิดได้ข้าวมื้อแรกของวันก็ต้องได้กินข้าววันต่อไป
“ฮะ?”
เวินจื่อหนิงเดินไปที่กระดานใช้ไม้เรียวเคาะกระดานสองที มันมีหัวข้อให้อ่านว่าควรปฏิบัติตัวยังไง กลับโดนนักโทษที่ถูกส่งเข้าห้องขังใหม่ประชิดตัว หวังคุมคาม
โอ้ย!
หญิงสาวไม่ได้ตกใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก เวินจื่อหนิงจ้องนักโทษใหม่ก่อนตะโกนเรียกคน “พี่เฉียน!”
ผู้ช่วยคนสนิทถูกทิ้งเอาไว้หน้าห้องเปิดประตูเข้ามา มองนักโทษใหม่กุมแขนที่บิดเบี้ยวของตัวเองก็เบิกตากว้าง
“ครูฝึกเวินหักแขนคนอีกแล้ว!” ผู้ช่วยคนสนิทส่ายหน้าด้วยความเอือม เขาไม่ได้มีความตกใจเพราะเกิดเห็นการแบบนี้บ่อยครั้ง
“พาเขาไปห้องแดง ทำให้เขารู้ว่าควรปฏิบัติตัวยังไง”
นักโทษใหม่ถูกหิ้วปีกออกไปและไม่มีใครที่กล้าปริปากอีก พวกเขานั่งฟังเวินจื่อหนิงอบรมสามสิบนาทีก็ถูกพาออกมาข้างนอก
“นักโทษจี้หลิน จับกางแขนขากลางแดดจนกว่าจะเย็น” เวินจื่อหนิงเปิดเอกสารในมืออีกสองแผ่นก่อนลงบันทึกว่าวันนี้ได้สั่งลงโทษแล้ว
นักโทษจี้หลินโอดครวญ “โธ่ ลูกพี่ ผมถูกทารุณแบบนี้มาสามปีแล้ว ไม่มีการทารุณใหญ่บ้างเหรอ? หรือว่าโทษของผมหมดหรือยังนะ”
“ยังไม่ถึงเวลา”
“ลูกพี่ ๆ ให้ผมไปช่วยจัดการเขานะ” ชายหนุ่มอีกคนยิ้มกริ่ม “เมื่อคืนพี่จี้แกล้งผม ถ้าลูกพี่ให้ผมช่วยเดี๋ยวหลังจากนี้ผมจะทำตัวอยู่ในระเบียบ”
เวินจื่อหนิงปรายตามองเขา พอเห็นว่าเป็นคนที่สนิทกันประมาณหนึ่งจึงยกยิ้มมุมปาก “อ้อ วันนี้นายไปอยู่กลางแดดเป็นเพื่อนเขาสิ”
“ฮะ”
สถานีกักขังที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น หรืออาจจะเหมือนกันทั่วไปแต่ต่างกันตรงที่ครูฝึกมีอำนาจที่นี่ หากใครไม่เคารพต่อให้ทุบตีจนตายก็ไม่อาจเอาความผิดได้ เวินจื่อหนิงทำโทษที่นี่มานาน ทำให้สนิทกับนักโทษ แต่ไม่ใช่ว่าเธอจะช่วยเหลือพวกเขา ผิดตรงไหนก็จัดการตามความเหมาะสม
“อึก!”
สายตานับร้อยคู่หันมามองจุดที่เวินจื่อหนิงทรุดตัวนอนลง ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดโดยที่ไม่มีใครได้ตั้งตัว เพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบวิ่งมาดู แม้แต่นักโทษที่อยู่ตั้งแต่เวินจื่อหนิงมาที่นี่ใหม่ ๆ ยังมาช่วย
“ลูกพี่!”
จี้หลินที่กำลังรอถูกมัดมือมัดเท้าเตรียมรับบทลงโทษวิ่งหน้าตั้งมาหาครูฝึก ที่ฝึกเขาตั้งแต่เข้ามาที่นี่จนสำนึกผิดด้วยความตระหนก
“ครูฝึกเวิน”
เวินจื่อหนิงนึกถึงใบหน้าครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันมานาน ล่าสุดที่ได้เจอคือสามปีก่อน ตอนน้อง ๆ เข้าเรียนมหาวิทยาลัย สุดท้ายได้แต่หลับตาลงยอมรับชะตากรรมเพราะกู้ชีพไม่สำเร็จ
