บทที่ 7 แลกคูปอง (1)
จ้าวอี้เฟยยืนมองซุนจื่อหร่วนคัดตัวหนังสือ ใช้ไม้เรียวในมือชี้ให้เขียนตัวบรรจง ชาติก่อนเธอไม่เคยได้เรียนพิเศษ ไม่มีใครสอนจับมือเขียน แต่ว่าจ้าวอี้เฟยเห็นคนรอบตัวเธอจับมือลูกสาวแม่บ้านเขียน
“แม่ครับ ทำไมให้ผมนั่งเขียนด้วย ไหนแม่บอกไม่ให้ผมเรียน” ซุนเล่อบ่น หลังกลับมาจากอำเภอนึกว่าจะไปเล่นได้ กลับโดนลากมาคัดตัวหนังสือพร้อมพี่สาว
“มือยังไม่นิ่ง ลองขีดตรงดูหรือยัง” จ้าวอี้เฟยเอ่ยขึ้นมาก่อนหันไปบอกลูกชาย “แม่จะให้ลูกเข้าโรงเรียนพร้อมพี่สาว”
“คุณย่าจะยอมเหรอคะ?” ซุนจื่อหร่วนเงยหน้าขึ้นมาถาม ลำพังหล่อนคุณย่ายังไม่ยอมให้เรียนหนังสือ ถ้าน้องชายได้เรียนหล่อนจะได้เรียนหรือเปล่า
“เรื่องนั้นลูกไม่ต้องห่วง แม่มีวิธีจัดการ”
ในเมื่อแต่ละบ้างต่างทำงานเท่ากัน ได้เรียนหนังสือเหมือนกันยกเว้นบ้านสาม ถึงเวลาที่บ้านตระกูลซุนต้องชดเชยให้บ้านสามแล้ว
“ผมไม่อยากเรียนหนังสือ พี่เผยบอกว่าพี่ชายของเขาเรียนหนังสือแล้วเขาไม่จำเป็นต้องเรียน” ซุนเล่อเอ่ยถึงลูกชายบ้านรอง
ใบหน้าของจ้าวอี้เฟยมีความเหนื่อยใจ “บ้านใหญ่ บ้านรอง พวกเขากำลังเอาเปรียบบ้านสาม”
ช่วยไม่ได้ที่จ้าวอี้เฟยแม้รักลูกชายแต่ก็ปล่อยให้ซุนจื่อหร่วนเลี้ยงน้องชาย ส่วนใหญ่เขาแอบไปเล่นกับพี่ชายในตระกูล ไม่แปลกที่มีความคิดเช่นนี้
ซุนเล่อสับสน “เหรอครับ”
“จื่อหร่วนอย่ามัวสนใจคำพูด แม่ให้เธอคัดตามแบบยังทำไม่ได้เลย” จ้าวอี้เฟยเริ่มกดดันให้ซุนจื่อหร่วนสนใจการเรียนมากขึ้น
เด็กบ้านสามไม่มีใครได้เรียนหนังสือสักคน แม้แต่ปากกายังไม่เคยได้จับด้วยซ้ำ ทำให้ต้องสอนตั้งแต่ตัวแรกยันขีดทุกจุด
จ้าวอี้เฟยไม่ได้เร่งรีบให้พวกเขาทั้งสองคนเขียนตามแบบให้เร็วที่สุด แต่ว่าวันนี้อย่างน้อยต่อให้เขียนไม่ถูกก็ต้องเขียนให้จบสักแผ่น ถ้ามัวแต่เขียนตัวเดิมให้ถูกเมื่อไรจะเขียนทั้งหมดได้
“จื่อหร่วน”
เสียงเรียกของพี่สะใภ้ทำให้จ้าวอี้เฟยหันไปมอง “พี่สะใภ้ใหญ่มาเรียกลูกสาวของฉันไปทำไม จะใช้หล่อนทำอะไร”
เป่าหนานสะอึก ทันทีที่เห็นว่าจ้าวอี้เฟยกำลังสอนหลานหล่อนรีบเดินมาดู “สะใภ้สาม เงินส่งเด็กแต่ละคนเรียนมันไม่ใช่น้อย ๆ ปีหนึ่งใช้ไม่ต่ำกว่าคนละ 20 หยวน ปกติสิ้นปีแม่ให้พวกเรายังไม่ถึง 10 หยวนเลย”
“เรื่องนี้พ่อแม่สามีต้องคิดแล้วว่าควรทำยังไง”
“เธอหมายความว่ายังไง” เป่าหนานไม่เข้าใจ
มือของจ้าวอี้เฟยหยิบปากกาขึ้นมาเขียนตัวหนังสือให้ซุนจื่อหร่วนดู ปากเอ่ยพูด “พวกเรายังไม่แยกครอบครัวกันทั้งสามบ้าน บ้านใหญ่มีซุนจินอี้ บ้านรองมีซุนเจา ไหนจะซุนอันอีก พี่สะใภ้ใหญ่ไม่คิดว่าบ้านรองเอาเปรียบบ้านใหญ่ บ้านสามบ้างเหรอ”
บอกไปหลายครั้งแล้วแต่พวกเขายังไม่เข้าใจอีก ในเมื่อบ้านใหญ่ บ้านรอง สามารถใช้เงินกองกลางของบ้านในการส่งลูกชายเรียนหนังสือได้ บ้านสามก็สามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้เหมือนกัน
“แต่มันไม่เหมือนกันนะ พอโตขึ้นลูกสาวแต่งงานออกจากบ้าน ลูกชายแต่งสะใภ้เข้าบ้าน เงินทุกหยวนย่อมต้องให้แม่ถือ” เป่าหนานเกื้อกล่อม
“อ้อ” จ้าวอี้เฟยนึกขึ้นมาได้ถึงพูด “ฉันยังไม่ได้เรียกร้องความเป็นธรรมอีกอย่าง ทุกเดือนพี่ใหญ่ซุนส่งเงินมาที่บ้าน 30 หยวน เป็นเวลามากกว่ายี่สิบปี เงินเดือนยังคงเท่าเดิมเลยนะคะ”
ใครบ้างมองไม่ออกว่าเงินส่วนต่างหายไปไหน พี่ใหญ่ซุนทำงานมาหลายปีย่อมต้องขึ้นเงินเดือนบ้าง แถมจ้าวอี้เฟยยังรู้อีกว่าแม่สามีแอบให้เงินบ้านใหญ่ บ้านรอง เธอเคยอาละวาดหลาย ต่อหน้ารับปากว่าจะไม่ให้หรือให้เท่ากัน หลับหลังก็ยังคงแอบให้เหมือนเดิม
เป่าหนานเหงื่อตก หล่อนรีบใช้แขนเสื้อซับเหงื่อ “ช่างเถอะ แต่ให้จื่อหร่วนไปเก็บผักด้วย ผักในแปลงเก็บมาหมดแล้ว อ้อ พรุ่งนี้ต้องรีบปลูกผักด้วยนะ”
“เดือนที่แล้วบ้านสามเป็นคนรับผิดชอบแปลงผัก เดือนนี้เป็นหน้าที่ของบ้านใหญ่ พี่สะใภ้คิดจะโยนงานให้บ้านสามเหรอ”
จ้าวอี้เฟยเริ่มโมโห ทุกบ้านมีหน้าที่แตกต่างกันและสลับกันทุกเดือน เดือนที่แล้วบ้านสามเป็นคนดูแลแปลงผัก เดือนนี้มีหน้าที่ทำอาหาร ซึ่งลูกสาวบ้านสามทำแทบทุกหน้าที่อยู่แล้ว
“แม่คะ ให้ฉันไปช่วยป้าสะใภ้ใหญ่เก็บผักเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นมื้อเย็นวันนี้พวกเราต้องโดนคุณย่าตำหนิแน่” ซุนจื่อหร่วนทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้
“หน้าที่ของเธอคือทำตามคำสั่งของฉัน”
จ้าวอี้เฟยไม่ได้สนใจพี่สะใภ้และคำสั่ง ยังคงบังคับให้สองพี่น้องคัดหนังสือให้จบ มีข้อแม้ว่าถ้าไม่จบจะไม่ได้กินอาหารมื้อเย็น ซึ่งจ้าวอี้เฟยตั้งใจเอาไว้แบบนั้นจริง ๆ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะขัดคำสั่ง
ระหว่างสองพี่น้องกำลังคัดตัวหนังสือตามคำสั่ง จ้าวอี้เฟยสัมผัสได้ถึงคะแนนสะสมที่เพิ่มขึ้น จึงอาศัยจังหวะกลับเข้ามาในห้อง
มองคะแนนสะสมที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 แต้ม
“อำเภอกับหมู่บ้านห่างกัน ถ้าต้องเข้าไปควรมีจักรยาน ฉันมีเงินซื้อก็จริงแต่ว่าไม่มีคูปองเลย ระบบสามารถแลกคูปองอุตสาหกรรมได้ไหม”
(ระบบคูปอง : ใช้คะแนนสะสม 100 แต้ม แลกคูปองอุตสาหกรรมหนึ่งใบ)
ใบหน้าจ้าวอี้เฟยบิดเบี้ยวทันที ตอนนี้เธอมีคะแนนเพียง 10 แต้มเท่านั้น ถ้าทำภารกิจหลักภารกิจทั่วไปทุกวัน อย่างต่ำต้องใช้เวลา 7 วัน ถึงได้รับคูปองหนึ่งใบ
“ให้ตายเถอะ” แค่เริ่มต้นจ้าวอี้เฟยรู้สึกท้อแล้ว “เงินที่มีก็ไม่รู้ว่าจะพอใช้หรือเปล่า สงสัยต้องหาทางแยกครอบครัว”
จ้าวอี้เฟยตั้งใจว่าจะแยกครอบครัวปีหน้า รอให้สองพี่น้องเข้าเรียนก่อน แต่ถ้าแบบนั้นเงินตระกูลซุนที่บ้านสามช่วยหามาก็ใช้ไม่คุ้มน่ะสิ
ปกติเดือนธันวาคมพี่ใหญ่ซุน พี่รองซุนจะกลับมาที่บ้าน ใช้วันลาพักร้อนลายาว หลังสิ้นปีพวกเขาค่อยกลับไปทำงาน จ้าวอี้เฟยคิดว่าเป็นช่วงเวลาเหมาะแก่การแยกครอบครัว
“อืม...” จ้าวอี้เฟยยกมือลูบคางอย่างใช้ความคิด “อีกไม่ถึงเดือนเปิดเทอมฤดูใบไม้ร่วง ต้องพาสองพี่น้องไปสมัครเรียนแล้ว”
แต่พอคิดถึงต้องจัดการซุนเจิ้งพาลทำให้อารมณ์เสียขึ้นมา ในความทรงจำผู้ชายคนนี้รักครอบครัวมาก เขาต้องไม่ยอมแยกครอบครัวแน่ จ้าวอี้เฟยต้องดึงเหล่าลูกสาวมาเป็นพวกแล้ว
