บทที่ 4 เรียกร้องความเท่าเทียม (2)
ภายในลานบ้านตระกูลซุนมีโต๊ะแบ่งออกเป็นสองโต๊ะใหญ่ ผู้ชายโต๊ะหนึ่ง ผู้หญิงและเด็กโต๊ะหนึ่ง อาหารมื้อเย็นถูกนำมาวางไว้หัวโต๊ะ ซุนเย่ถาน ซุนม่านถิงกำลังช่วยกันตักข้าวใส่ถ้วยให้ทุกคน
พอมาถึงจ้าวอี้เฟยกับซุนเล่อ ซุนเย่ถานตักข้าวให้น้องชายกับแม่เลี้ยงจนพูนถ้วย ส่วนของหล่อนกับน้องสาวมีเพียงหนึ่งในสามของถ้วย
แม่ซุนอดบ่นไม่ได้ “กิน กิน แต่ไม่เคยช่วยคนอื่นทำงานเลย แม่ลูกบ้านสามล้างผลาญจริง ๆ”
ซุนเย่ถานรีบตอบ “คุณย่าคะ ฉันกับน้องสาวแบ่งของพวกเราให้คุณอากับน้องชาย”
คำพูดของลูกเลี้ยงทำให้จ้าวอี้เฟยอยากทุบเจ้าของร่างแรง ๆ ถึงแม้ชีวิตก่อนเธอจะร้าย แต่ไม่ถึงกับร้ายแบบนี้ ตัวเองไม่ได้ทำงาน นอนอยู่บ้านยังเอาอาหารส่วนของเด็กผู้หญิงที่ต้องทำงานมากินอีก
โจวถิงสะใภ้รองของบ้านบ่นออกมา “ช่วงบ่ายที่ผ่านมาซุนเล่อก่อกวนบ้านรองไม่หยุด ซุนเจาของฉันต้องอ่านหนังสือ สะใภ้สามดูแลลูกชายด้วย”
“พี่สะใภ้ไม่บอกลูกชายของพี่เลิกชวนลูกชายฉันไปเล่นด้วยสิ” จ้าวอี้เฟยตอบหล่อนอย่างขอไปที “ตบมือข้างเดียวจะดังได้ไง”
“เธอหมายความว่ายังไง” โจวถิงโมโห “ลูกชายของเธอโตแล้วยังเล่นเป็นเด็ก ๆ ซุนอันของฉันปีหน้าต้องเข้าโรงเรียนต้องอ่านหนังสือเหมือนกัน”
ใบหน้าที่เชิดขึ้นมาทำให้จ้าวอี้เฟยส่ายหน้า “จะว่าไปแล้วบ้านใหญ่ บ้านรอง ต่างมีเด็กในบ้านได้เรียนหนังสือ บ้านสามก็ควรได้เรียนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
“เหมือนกันที่ไหน เจ้าใหญ่ เจ้ารอง ทำงานมีเงินเดือน ส่งลูกชายของพวกเขาเรียนหนังสือได้ ส่วนเจ้าสามไม่มีเงินเดือน”
คำพูดของแม่ซุนค่อนข้างลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสามบ้านไม่ได้แยกครอบครัว คนไหนได้เรียนหนังสือย่อมได้เปรียบคนอื่น
“ลูกสาวคนโตสามีของฉันปีนี้อายุ 17 ปี แต่ไม่ได้เรียนหนังสือ กลับกลายเป็นว่าซุนอันจากบ้านรองได้เรียนหนังสือ ไม่เอาเปรียบกันเกินไปเหรอ”
เป่าหนานสะใภ้ใหญ่ของบ้านไม่ได้เข้าข้างสะใภ้สาม แต่ว่า... “อาอี้ของฉันเรียนมัธยมปลายแล้ว บ้านรองได้เรียนตั้งสองคน”
ให้พูดตามจริงบ้านใหญ่ควรได้เรียนหนังสือทั้งลูกชายคนโต และลูกชายคนเล็ก ถ้าไม่ติดว่าอายุของลูกชายคนโตเกินวัยที่จะเรียนแล้ว
“สะใภ้ตระกูลซุนเป็นอะไร” แม่ซุนเริ่มไม่พอใจ “อยู่ดี ๆ มาคัดค้านการเรียนหนังสือของลูกหลานในบ้าน พวกเธออิจฉาเด็กเหรอ”
“ฉันจะเรียกร้องความเท่าเทียมไม่ได้เหรอ สามีของฉันไม่มีเงินเดือนก็จริงแต่ทำงานให้บ้านตระกูลซุนทุกวัน ลูกสาวทั้งสามคนยังทำงานหนักไม่ต่างกัน แต่ไม่ได้รับโอกาสเรียนหนังสือเหมือนบ้านอื่น”
คำพูดของจ้าวอี้เฟยทำให้คนคนอื่นสับสน ถ้าเรียกร้องให้ซุนเล่อพวกเขาคงไม่แปลกใจเท่ากับเรียกร้องให้กับลูกสาว ผู้หญิงในบ้านไม่มีใครได้เรียนหนังสือสักคน
พ่อซุนอยู่อีกโต๊ะได้ยินบนสนทนาทั้งหมด “เจ้าสามไม่สั่งสอนภรรยาเลยเหรอ เด็กผู้หญิงมีใครบ้างส่งเรียนหนังสือน่ะ”
“พ่อครับ”
แม่ซุนรีบพยักหน้า “อีกปีค่อนส่งซุนเล่อเรียนก็ได้ แต่ปีหน้าให้ซุนอันเรียนหนังสือก่อน เขามีพี่ชายสอนหนังสือไม่เหมือนลูกชายของเธอ”
“ฉันจะส่งจื่อหร่วนเรียนหนังสือ”
“อะไรนะ”
ทุกสายตาหันมามองจ้าวอี้เฟยที่เอ่ยขึ้นมา การส่งเด็กคนหนึ่งเรียนหนังสือนอกจากค่าใช้จ่ายแล้ว ในอนาคตต้องช่วยที่บ้านด้วย ส่งเด็กผู้หญิงเรียนหนังสือมันจะมีประโยชน์อะไร
จ้าวอี้เฟยคีบข้าวในถ้วยของเธอกับลูกชายคืนลูกเลี้ยงทั้งสองคน ปากยังเอ่ยอีกว่า “ในเมื่อไม่ได้แยกครอบครัวกัน ทุกบ้านต่างมีสิทธิ์ส่งลูกเรียนเหมือนกัน ถ้าซุนอันได้เรียน จื่อหร่วนของบ้านสามต้องได้เรียนด้วย”
ซุนเย่ถาน ซุนม่านถิง เด็กทั้งสองคนอายุเยอะเกินกว่าจะเริ่มเรียนพร้อมเพื่อนแล้ว อีกสองปีจะมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จ้าวอี้เฟยหาหนทางอื่นให้พวกหล่อนได้ แต่ต้องนี้ซุนจื่อหร่วนเอายุเหมาะสมจะเรียนได้ ซุนเล่อเช่นเดียวกัน
“สะใภ้สามบ้าไปแล้ว”
“กินข้าวสิ”
จ้าวอี้เฟยไม่ได้สนใจแม่สามี พี่สะใภ้ และหลานคนอื่นในบ้าน เธอสั่งให้พี่น้องบ้านสามกินข้าวพร้อมกับรีบตักกับข้าวใส่จานให้ซุนจื่อหร่วนที่ค่อนข้างช้า
“จื่อหร่วนเป็นแค่เด็กผู้หญิง ถ้าจะส่งหล่อนเรียนหนังสือไม่สู้ส่งซุนเผยบ้านรองจะดีกว่า” โจวถิงพูดถึงลูกชายคนกลางของตัวเอง
“มันต่างอะไรกับซุนอัน บ้านรองได้คืบจะเอาศอกหรือยังไง ในเมื่อจะส่งซุนอันเรียนหนังสือก็เลือกได้แค่คนเดียว สามีและลูกสาวบ้านสามทำงานเหมือนกัน จะส่งจื่อหร่วนเรียนไม่ได้เลยเหรอ”
เทียบกันแล้วจ้าวอี้เฟยคิดว่าบ้านสามควรมีคนได้เรียนหนังสือมากกว่า พี่ใหญ่ซุน พี่รองซุน ทำงานมีเงินเดือนแล้วยังไง สุดท้ายเงินเหล่านั้นต้องส่งลูกของพวกเขาเรียน บ้านสามก็ต้องส่งคนเรียนได้เหมือนกัน
