บทที่ 6 ความทรงจำ
“เจ้า...เจ้าจำอะไรเกี่ยวกับท่านเสิ่นกวงจวินไม่ได้เลย?” เตียนชิงเอ๋อถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิมคือการส่ายหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าที่นางรักยิ่ง
“เจ้ากับท่านเสิ่นกวงจวินมีความรู้สึกที่ดีให้กัน แต่พี่ไม่รู้ว่าเจ้ากับเขาไปถึงไหนกันแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เจ้าเล่าให้พี่ฟังคือเมื่อเดือนก่อน เจ้าคิดว่าเขาน่าจะมีจิตพิศวาทต่อเจ้าไม่น้อย”
‘ความรู้สึกที่ดีให้กัน มีจิตพิศวาส หมายความว่า...’ เซี่ยนเสี่ยวหยูพึมพำในใจและไม่อยากจะคิดต่อว่าอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
เขาไม่รับรู้ว่าที่ผ่านมาเป็นเช่นไรแต่ที่รู้คือตอนนี้ต้องไม่เป็นอย่างในอดีตแน่นอน
“องครักษ์อี้เฉิงเป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านเสิ่นกวงจวิน ตอนนี้มีข่าวจอมมารเล่าหู่กับจอมมารโมกุ่ย ท่านเสิ่นกวงจวินกับองครักษ์ทั้งสองต้องเดินทางไปสมทบกับกองทัพเทพมารคนอื่นเพื่อตามจับจอมมารทั้งสอง จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่ในจวน” เตียนชิงเอ๋อยังคงพูดถึงแต่ละคนไปเรื่อยๆ ขณะจัดเก็บโน่นนี่บนโต๊ะอาหารเมื่อเห็นว่าเซี่ยนเสี่ยวหยูอิ่มไม่แตะต้องอาหารแล้ว
คำบอกเล่าของเตียนชิงเอ๋อทำให้เซี่ยนเสี่ยวหยูรู้สึกตื่นเต้น เหมือนตกอยู่ในโลกนิยายมีเทพมีมารและจอมปีศาจ
“สี่คนที่อยู่ริมแม่น้ำเป็นใคร?” เซี่ยนเสี่ยวหยูนึกอะไรได้ก็ถามไว้ก่อน
“เป็นทหารลูกผสมระดับล่างมีหน้าที่ทำงานทั่วไปในค่ายทหาร เก็บกวาด ซักล้าง ทำอาหาร และดูแลคนเจ็บในค่ายยามบาดเจ็บจากการออกรบ”
เซี่ยนเสี่ยวหยูพยักหน้าเข้าใจ “พี่สาวกับผมอยู่ที่นี่มีหน้าที่ต้องอะไรไหม?”
“เจ้ากับพี่ได้รับมอบหมายให้ช่วยดูแลความเรียบร้อยในจวนใหญ่โดยเฉพาะห้องส่วนตัวของท่านเสิ่นกวงจวิน และจวนซ้ายขวาห้องส่วนตัวขององครักษ์ทั้งสอง” สีหน้าของเตียนชิงเอ๋อเป็นสีแดงระเรื่อโดยที่เซี่ยนเสี่ยวหยูไม่ได้สังเกต
“ช่วงแรกพี่จะไปช่วยเจ้าดูแลก่อน พอเจ้าคุ้นเคยแล้วเจ้ากับพี่ก็แบ่งกันไปทำแต่ละห้องเหมือนเดิม”
“ขอบคุณครับ” เซี่ยนเสี่ยวหยูยิ้มน้อยๆ ให้เตียงชิงเอ๋อ เขารู้สึกถึงความรักความจริงใจที่นางมีให้เขา
“พี่สาวทำไมท่านถึงคิดว่าพวกเขาเป็นคนทำร้ายผม” เซี่ยนเสี่ยวหยูอยากรู้สาเหตุที่ทำให้เจ้าของร่างเดิมตกน้ำ แล้วทำให้ตนมาอยู่ในร่างนี้
“เมื่อครึ่งเดือนก่อนพวกอาหารแห้งในห้องครัวหายบ่อย ท่านเสิ่นกวงจวินสั่งลงโทษพวกเขาทั้งสี่คนโดยการมัดกับเสาที่ลานหอประชุมให้ตากแดดอดข้าวอดน้ำเป็นเวลา 3 วัน พวกเขาคิดว่าเจ้าเป็นคนนำเรื่องไปฟ้องท่านเสิ่นกวงจวิน จนทำให้พวกเขาถูกจับมาลงโทษ”
“ฟ้อง?” เซี่ยนเสี่ยวหยูทำหน้าแปลกใจ เจ้าของร่างเดิมนิสัยเป็นยังไง ‘ขี้ฟ้อง?’
“เจ้าเคยเห็นพวกเขาแอบขนอาหารออกจากห้องครัว เรื่องนี้เจ้ายังเคยมาเล่าให้พี่ฟัง เจ้าจำได้หรือไม่ว่าได้เล่าให้ใครฟังอีกหรือไม่?”
เซี่ยนเสี่ยวหยูทำได้เพียงส่ายหน้า “จำไม่ได้” เขาบอกตามจริง
ปกตินิสัยที่แท้จริงของเซี่ยนหยูเป็นคนไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น พูดน้อย ยิ้มเก่ง ถ้าไม่จำเป็นเรื่องที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเขาจะไม่เข้าไปยุ่งหรือเอ่ยปาก ทำให้เขาเป็นที่รักของทุกคนที่ร้านอาหาร
“อาหยู” เตียนชิงเอ๋อกุมมือของเซี่ยนเสี่ยวหยูอย่างอ่อนโยน
“ปกติเจ้าต้องพูดแทนตัวเองว่าข้าเรียกพี่ว่า ชิงเอ๋อเฉยๆ” เตียนชิงเอ่อเอ่ย
“ผม...เอ่อ...ข้า ขอเรียกท่านว่าพี่ชิงเอ๋อแล้วกัน เรียกชิงเอ๋อเฉยๆ รู้สึกไม่ค่อยดีกับท่านและข้าสักเท่าไหร่”
เตียนชิงเอ๋อยิ้มพร้อมพยักหน้าถึงอย่างไรเรียกพี่ชิงเอ๋อก็ยังใกล้เคียงกับเมื่อก่อน
“เจ้าเคยทำตัวสนิทสนมกับท่านเสิ่นกวงจวินและองครักษ์อี้เฉิงมากจน...เอ่อ...จนทุกคนคิดว่าเจ้าจะเลือกใครกันแน่”
‘เลือกใครกันแน่?’ หมายความว่าอะไร เซี่ยนเสี่ยวหยูเจ้าของร่างนี้เป็นคนอย่างไร ‘จับปลาสองมือ? ไม่ชัดเจน?’ เซี่ยนเสี่ยวหยูคิดตามแต่ก็พยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน เพราะเริ่มมึนหัวขึ้นมาอีกแล้วซะงั้น
เช้าวันใหม่เซี่ยนเสี่ยวหยูอยู่ในชุดสีขาวอมชมพูอ่อนที่เตียนชิงเอ๋อจัดไว้ให้ รวบผมยาวขึ้นสูงเป็นหางม้าผูกด้วยผ้าสีเดียวกับชุดทำให้เห็นใบหน้าของเขาขาวสะอาดผุดผ่องงดงามชัดเจน
หลังจากแต่งกายเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปยืนอยู่ที่หน้าต่างมองออกไปเบื้องล่าง
เขามองเห็นบุรุษวัยฉกรรจ์มากมายกำลังเดินกันควักไขว่ ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือทุกคนใส่เครื่องแบบเหมือนกันแต่สีต่างกัน
ทั้งหมดมีเครื่องแบบ 3 สี ขาว ดำ เทา และแต่ละคนจะเดินในกลุ่มสีใครสีมัน ไม่พูดคุยข้ามสี ทำเหมือนไม่ถูกหรือรังเกลียดกัน ปกติถึงจะเป็นทหารคนละเหล่าทัพแต่อยู่ด้วยกันสถานที่เดี่ยวกันต่างก็ต้องมีความคุ้นเคยพูดคุยกันบ้าง
“ทำไมพวกเขาทำเหมือนไม่ถูกกันล่ะครับ” คำถามของเซี่ยนเสี่ยวหยูทำให้เตียนชิงเอ๋อที่กำลังจัดเก็บเสื้อผ้าให้เขาต้องวางมือแล้วเดินมาที่หน้าต่าง
“ทหารชุดสีขาวเป็นลูกหลานของเทพ ทหารชุดสีดำเป็นลูกหลานของเผ่ามารปีศาจ ส่วนทหารชุดสีเทาเป็นพวกลูกผสมที่มีพ่อแม่คนละเผ่าพันธุ์ พวกลูกผสมเป็นชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุดในสามกลุ่ม”
‘มีการแบ่งชนชั้นชัดเจน ความรักมันห้ามกันไม่ได้ ชาติกำเนิดเลือกเองไม่ได้ คงไม่มีใครอยากจะเกิดมาต่ำต้อยให้สังคมรังเกลียดหรือดูถูก’
เซี่ยนเสี่ยวหยูยืนฟังคำบอกเล่าของเตียงชิงเอ๋อแล้วนึกตัดพ้อโชคชะตาแทนทหารลูกผสม
“พวกเขากำลังเดินไปไหนกัน?” เซี่ยนเสี่ยวหยูเห็นทหารทุกคนเดินตรงไปโรงเรือนขนาดใหญ่ที่เห็นอยู่ไกลพอสมควร
เตียนชิงเอ๋อรู้สึกแปลกใจที่วันนี้เซี่ยนเสี่ยวหยูบอกว่าอยากไปกินข้าวที่โรงอาหารเดียวกับพวกทหาร
ปกติเซี่ยนเสี่ยวหยูเป็นคนถือตัว ไม่ชอบสุงสิงกับคนที่มีฐานะต่ำกว่าเขา ไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ โดยเฉพาะทหารลูกผสมจะแสดงท่าทางรังเกลียดออกห่างมากกว่าทหารกลุ่มอื่น
‘เกิดอะไรขึ้น?’ ตั้งแต่เกิดเหตุวันนั้นนางรู้สึกว่าเซี่ยนเสี่ยวหยูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ้มเก่ง สุภาพอ่อนโยนเรียบร้อยเป็นกันเอง ถึงจะจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้นางรู้สึกชื่นชอบเซี่ยนเสี่ยวหยูตอนนี้ไม่น้อย
“คุณหนูเตียน คุณชายเซี่ยน” ตลอดทางที่เดินไปโรงอาหารเหล่าทหารต่างก้มศีรษะทำความเคารพพร้อมกล่าวคำทักทาย
เตียนชิงเอ๋อเป็นหญิงสาวจิตใจงดงามไม่แพ้หน้าตานางยิ้มอ่อนหวานตอบกลับเหล่าทหาร
แต่เซี่ยนเสี่ยวหยู ชายหนุ่มผู้เคยเย่อหยิ่งถือตัวไม่แม้แต่จะชายตามองพวกทหาร
ตอนนี้เขากลับก้มศีรษะทำความเคารพตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ ซึ่งทำให้เหล่าทหารต่างพากันชะงักตกตะลึงแปลกใจไปตามๆ กัน
ทหารบางคนเห็นแล้วทำอะไรไม่ถูกถึงกับเดินสะดุดขาตัวเองจนเกือบล้ม ดีที่มีเพื่อนช่วยกันประคองไว้
