บทที่ 5 ลายสักที่หายไป
ร่างของเด็กหนุ่มไม่สวมเสื้อนอนคว่ำหน้าบนเก้าอี้ตัวยาว โดยมีช่างกำลังลงมือสักรายที่แผ่นหลังของเขา
“จื้ด...จื้ด...” เสียงเครื่องสักทำงานอย่างต่อเนื่องนานประมาณ 2 ชั่วโมง ช่างสักขอออกไปพักสูบบุหรี่หน้าร้าน
“อาเฉิน” เสียงของเด็กหนุ่มอีกคนเดินมาหาต้าเฉินที่ยังคงนอนคว่ำหน้าบนเก้าอี้สัก
ลายสักบนแผ่นหลังของเขาคือ รูปนกสีส้มแดงเพลิงกำลังกางปีกสยายแผ่กว้างหันหัวเชิดขึ้นเหมือนกำลังทยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามีขนที่หัวและหางยาวพริ้วไหว มองดูอ่อนช้อย พลิ้วไหวแต่แฝงไปด้วยพลังของความแข็งแกร่ง ดวงตาของมันเป็นประกาย ตอนนี้ใกล้เสร็จแล้ว
“ฮึอ” ต้าเฉินขานรับ และเงยหน้ามามองเด็กหนุ่มตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มสดใส
“ฉันอยากสักบ้าง” เด็กหนุ่มผิวชาวเนียนบอก
“อาหยู แน่ใจ?” ต้าเฉินไม่คิดว่าเซี่ยนหยูจะกล้าสัก ปกติเซี่ยนหยูเป็นเด็กเรียบร้อย พูดน้อย ยิ้มเก่ง ไม่ชอบอะไรโลดโผนหรือเจ็บตัวแบบนี้
“อื่อ...” เซี่ยนหยูตอบพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ แล้วเดินออกไปหาช่างสักที่ยืนอยู่หน้าร้าน
ต้าเฉินมองตามแผ่นหลังเซี่ยนหยูแล้วอดยิ้มไม่ได้ บทเซี่ยนหยูของเขาคิดจะทำอะไรแปลว่าเขาตัดสินใจดีแล้ว ใครทัดทานก็คงยาก
วันนั้นต้าเฉินสักรูปนกไว้ที่แผ่นหลัง ส่วนเซี่ยนหยูสักคำว่า “ต้าเฉิน” ไว้ที่หน้าอก
เซี่ยนหยูยังจำหน้าตาของต้าเฉินตอนที่เห็นรอยสักคำว่า ต้าเฉิน ที่หน้าอกของเขาได้ ต้าเฉินตะลึงตาค้างอยู่นาน
เซี่ยนหยูหยิบกางเกงขายาวสีขาวเนื้อบางสวมไว้ด้านในก่อนหยิบกางเกงขายาวสีขาวสวมทับอีกชั้น หยิบเสื้อแขนยาวสีขาวเนื้อบางสวมก่อน ยังเหลือเสื้อแขนยาวสีขาวตัวนอกที่ยังไม่ได้สวม
เซี่ยนหยูหยิบผ้าผืนเล็กขึ้นมาเช็ดผมยาวสลวยสีดำที่เปียกน้ำ ขณะยืนมองร่างของตัวเองในกระจกบานใหญ่กรอบสีทองอย่างพิจารณา
เซี่ยนหยูรู้สึกว่ารูปร่างหน้าตาของเซี่ยนเสี่ยวหยูร่างนี้ มีหลายส่วนที่คล้ายกับตัวเขา ผิวขาว รูปร่างผอมบาง ขนตายาว ดวงตากลมโต นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง เพียงแต่เซี่ยนเสี่ยวหยูผู้นี้มีรักยิ้มสองข้างแก้ม มีไฝเม็ดเล็กตรงหางตาซ้าย มองรวมๆ แล้ว เซี่ยนเสี่ยวหยูผู้นี้ท่าทางเหมือนเด็กหัวรั้นหัวดื้นเอาเรื่องไม่เบา เซี่ยนหยูมองเห็นคิ้วที่ถูกกันจนเรียวบางเหมือนผู้หญิง เขาไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่
‘ไม่กี่วันก็ขึ้นเหมือนเดิม’ นึกปลอบใจตัวเอง ต่อแต่นี้ไปเขาต้องมีชีวิตอยู่ที่นี่ในนาม ‘เซี่ยนเสี่ยวหยู’ สินะ
“ก๊อก ก๊อก อาหยูพี่เอง” เตียนชิงเอ๋อบอกก่อนเปิดประตูเดินนำหน้าสาวใช้สองคนที่ในมือถือถาดอาหาร
เตียนชิงเอ๋อบอกให้พวกนางวางอาหารไว้บนโต๊ะแล้วให้ออกไปได้
สาวใช้ทั้งสองแอบชำเลืองมองเซี่ยนเสี่ยวหยูที่สวมเสื้อแขนยาวเนื้อบางสีขาวตัวในนั่งอยู่บนเตียง
ชายหนุ่มผิวขาวสวมชุดสีขาวทั้งตัวมองดูแล้วเปล่งประกายหล่อเหล่าน่ารักงดงามเจิดจ้าเยี่ยงเทพสวรรค์มิปาน
สาวใช้เดินออกไปจากห้อง ปรากฎสีแดงระเรื่อบนใบหน้าอย่างเขินอาย
“อาหยูลุกมากินข้าวก่อน” เตียงชิงเอ๋อเดินจูงมือให้เซี่ยนเสี่ยวหยูลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ตรงโต๊ะกลางห้อง มีถ้วยชามขนาดต่างกันมีฝาปิดมิดชิดทุกใบ
“พี่ทำข้าวต้มซี่โครงที่เจ้าชอบแล้วยังมีต้มจืดเต้าหู้หมูสับ ปลาราดพริก ซี่โครงตุ๋นใส่รากบัวกับถั่วลิสง ของโปรดเจ้าทั้งนั้นเลย” ระหว่างที่บอกชื่ออาหาร เตียนชิงเอ่อก็เปิดฝาครอบจานชามของอาหารแต่ละใบให้เห็นความน่ากินของอาหารที่อยู่ด้านใน
ใบหน้าของนางแย้มยิ้มสดใสภูมิใจนำเสนออย่างมาก
“ขนมหวานที่เจ้าชอบก็มีนะ” เตียนชิงเอ๋อเปิดฝาครอบถ้วยขนม
เซี่ยนเสี่ยวหยูมองเห็นขนมเป็นเส้นสีขาวใสคล้ายซาหริ่ม มีกลิ่นหอมของใบเตยและน้ำกะทิ
“ขอบคุณพี่สาว” เซี่ยนเสี่ยวหยูกล่าวขอบคุณ เขารับรู้ได้ถึงความรักและห่วงใยที่เตียงชิงเอ๋อมีให้เขา
“กินมากๆ นะ” เตียนชิงเอ๋อหยิบชามข้าวต้มซี่โครงส่งให้เซี่ยนเสี่ยวหยู
เซี่ยนเสี่ยวหยูตักข้าวต้มกินได้เพียงสองคำ เงยหน้ามองเตียนชิงเอ๋อที่นั่งมองตนกินข้าวอย่างตั้งใจ
“พี่สาว” เซี่ยนเสี่ยวหยูเรียก
“หือ” เตียงชิงเอ๋อขานรับ มองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าที่นางรักเหมือนน้องชายแท้ๆ
เซี่ยนเสี่ยวหยูทำท่าอ้ำอึ้งเหมือนอยากจะพูดอะไร
“มีอะไร?” เตียนชิงเอ๋อเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ปวดหัวอีกหรือเปล่า?” นางรีบเอามือแตะหน้าผากชายหนุ่ม
เซี่ยนเสี่ยวหยูจับมือนางพร้อมกับส่ายหน้า “ผมสบายดี แต่...”
“แต่อะไร? ไม่ต้องกลัวนะพี่อยู่นี่พี่จะไม่ยอมให้ใครทำอะไรเจ้าอีก” เตียงชิงเอ๋อกุมมือเซี่ยนเสี่ยวหยูเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและปลอบใจ
“ผม...” เซี่ยนเสี่ยวหยูยังมีความขลาดที่จะบอกความจริงกับนาง
“ผมคิดว่า...ผมจำอะไรไม่ได้เลย” เขาตัดสินใจพูดออกไปเพื่อให้นางเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำตัวแปลกไปจากเดิม
เตียนชิงเอ๋อได้ยินแล้วถึงกับตกตะลึง แต่พอคิดถึงอาการมึนงงที่มองนางเหมือนคนแปลกหน้า ทำท่านิ่งเฉยเหมือนไม่รู้จักท่านเสิ่นกวงจวิน องครักษ์อี้เฉิง และองครักษ์เทียนฉี
“ตั้งแต่ตอนตกน้ำ?” นางถามเพื่อความแน่ใจ เซี่ยนเสี่ยวหยูพยักหน้ารับ
“เจ้าจำอะไรได้บ้าง?” เตียนชิงเอ๋อถามเสียงอ่อนโยนยังคงกุมมือของเซี่ยนเสี่ยวหยูไม่ปล่อย เขาส่ายหน้าช้าๆ เป็นคำตอบ
“ตอนที่เจ้าหมดสติ ท่านอาหมอมาดูอาการของเจ้าแล้ว บอกว่าไม่เป็นอะไรมากแค่มีไข้เพราะอยู่ในน้ำนาน นอนพักผ่อนก็หาย ไม่...ไม่ได้พูดถึงเรื่องความจำของเจ้าเลย”
“ผม...ไม่อยากให้ใครรู้” เซี่ยนเสี่ยวหยูพูดเสียงแผ่วเบา นัยน์ตาเศร้า ท่าทางน่าสงสาร
เตียนชิงเอ๋อรู้สึกสงสารนางลุกขึ้นไปกอดเขาเพื่อปลอบโยน “ไม่ต้องห่วงนะ จะไม่มีใครรู้ พี่จะเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟัง เจ้าทำใจให้สบาย กินข้าวต่อนะ”
“ขอบคุณครับ” เซี่ยนเสี่ยวหยูกล่าวขอบคุณพร้อมกับเงยหน้ามองเตียนชิงเอ๋อที่ยิ้มอ่อนโยนมองเขาด้วยความรัก
เตียนชิงเอ๋อเล่าความเป็นมาของเซี่ยนเสี่ยวหยูและคนไหนชื่ออะไรมีความสำคัญอย่างไรให้เซี่ยนเสี่ยวหยูฟัง ขณะที่ฟังอย่างตั้งใจ เซี่ยนเสี่ยวหยูก็กินอาหารตรงหน้าไปด้วย
“เจ้ากับพี่เป็นศิษย์ของเทพสายลมหนี่เฉินเว่ยแห่งหุบเขาสายรุ้ง อาจารย์ฝากให้เทพพงศ์ไพรเยี่ยตี้พาเจ้ากับพี่มาฝากให้องครักษ์เทียนเฉิงเก๋อผู้เป็นบิดาขององครักษ์เทียนฉีเลี้ยงดู”
เซี่ยนเสี่ยวหยูฟังเรื่องราวที่เตียนชิงเอ๋อเล่านึกแปลกใจสรรพนาม ‘เทพสายลม’ ‘เทพพงศ์ไพร’ นี่เขาอยู่ในโลกนิยายเทพเซียนหรือยังไง?
“ท่านเสิ่น เอ่อ เสิ่นอะไรนั้นคือใคร?” เซี่ยนเสี่ยวหยูเอ่ยถาม เพราะมองแล้วทุกคนจะให้ความเคารพกลัวเกรงเขามาก
เตียนชิงเอ๋อชะงักเมื่อได้ยินคำถาม นางมองหน้าเซี่ยนเสี่ยวหยูอย่างนึกแปลกใจ
‘แม้แต่ชื่อยังจำไม่ได้?’ “ท่านเสิ่นกวงจวินเป็นบุตรคนเดียวของมหาเทพหลงเฉินจวินเทพมังกรผู้ปกครองดินแดนหลงเฉินเฉิงแห่งนี้”
‘เทพมังกรผู้ปกครอบดินแดน เปรียบกับเจ้าแผ่นดินได้ไหมนะ? มิน่าทุกคนถึงดูกลัวและยำเกรงนัก’ เซี่ยนเสี่ยวหยูฟังและพยายามคิดตามไปด้วยเพื่อช่วยให้ตัวเองจำได้แม่นยำขึ้น
‘พ่อเป็นเทพมังกร ลูกมังกรก็ต้องเรียก ‘หลานหรง’ เซี่ยนเสี่ยวหยูคิดเรื่อยเปื่อย อดที่จะแอบอมยิ้มคนเดียวไม่ได้
เมื่อนึกถึงใบหน้านิ่งเรียบเฉยตอนมองตนครั้งแรกและใบหน้าโกรธกริ้วเมื่อตอนที่โดนตนกัดลิ้นของเทพมังกรเสิ่นกวงจวิน
“วันนั้นทำไมเขาถึงทำกับผม...แบบนั้น?” เซี่ยนเสี่ยวหยูนึกถึงวันที่เขาโดนเทพมังกรหนุ่มพยายามกอดจูบ
