บทที่ 25 ปลิดชีพ เทพพิรุณ
ทันทีที่พลังแหวนมังกรคล้องรอบกายของจอมมารเล่าหู่แล้วจากห่วงใหญ่วงกว้างปรับขนาดหดเล็กลงอย่างรวดเร็วมัดกายจอมมารเล่าหู่แน่นทีละห่วงๆ จนครบห้าห่วง ยิ่งทำให้มิอาจขยับหลบหนีได้
เทพอัคคีเซิ่นเฉิงเก๋อมองเห็นพลังแหวนมังกรทั้งห้าห่วงรัดรอบกายจอมมารเล่าหู่สำเร็จ ความโกรธแค้นตั้งแต่ครั้งเก่ายังฝังอยู่ในใจ เขาใช้พลังอัคคีสร้างลูกไฟอัคคีเตรียมขว้างใส่จอมมารเล่าหู่ให้สิ้นซากให้หายแค้น
“ช้าก่อน” มหาเทพเฉินฉีต้าเก๋าห้ามไว้
“ท่านลืมไปแล้วหรือว่าไร้ประโยชน์ จนกว่าเราจะตามหาดวงจิตของเขาพบ” คำกล่าวของมหาเทพเฉินฉีต้าเก๋าทำให้เทพอัคคีเซิ่นเฉิงเก๋อได้สติ
“ข้าจะทำให้เขารู้ว่าการอยู่มันทรมานยิ่งกว่าตาย” เทพอัคคีเซิ่นเฉิงเก๋อกัดฟันกล่าวอย่างเครียดแค้น
ทันทีที่ร่างมังกรเกล็ดเงินกลายร่างเป็นคน เขาก็กระอักเลือดคำโตร่างทรุดลงกับพื้น ชุดขาวขลิบทองขณะนี้ด้านหลังขาดกระจุยมองเห็นแผ่นหลังของเทพมังกรหนุ่มเป็นแผลลึกยาวหลายชุ่นเพราะโดนกรงเล็บจอมมารเล่าหู่ เลือดไหลไม่หยุด
องครักษ์เทียนฉีกับองครักษ์อี้เฉิงรีบประคองร่างเสิ่นกวงจวินหลบไปด้านข้างเพื่อดูอาการบาดเจ็บและติดตามสถานะการณ์ตรงหน้าอยู่ไม่ห่าง
ควันสีขาวจากระเบิดที่ฟุ้งกระจายค่อยๆ จางหายไป ทุกคนต่างพากันตกตะลึงเมื่อมองเห็นเทพพิรุณไท่ปี่หลันที่ยืนอยู่กลางวงล้อมมีสองคน การแต่งกาย กิริยาท่าทาง ถือกระบี่ด้ามร่มพิรุณเมฆา ทุกอย่างเหมือนกันทุกกระเบียน เทพพิรุณไท่ปี่หลันสองคนต่างมองหน้ากันและกันด้วยอาการตกตะลึงกับบุคคลตรงหน้าที่มีใบหน้า เสื้อผ้า อาวุธเหมือนกับตนทุกประการ
“มารชั่ว” เทพพิรุณไท่ปี่หลันคนหนึ่งด่าขึ้นพร้อมชี้กระบี่ไปที่เทพพิรุณไท่ปี่หลันอีกคนอย่างโกรธเกรี้ยว
“เจ้าสิมารชั่ว” เทพพิรุณไท่ปี่หลันอีกคนโต้กลับทันควัน
ทุกคนในสนามรบต่างงุนงงมองหน้ากันไปมาเลิ่กลัก “คนไหนตัวจริง?” “คนไหนเป็นจอมมาร?” “คนเทพ?” “คนไหนมาร?” ต่างถามกันและกัน ทุกคนยืนดูสถานการณ์ไม่มีใครกล้าลงมือเพราะกลัวจะพลาดโดนเทพพิรุณไท่ปี่หลันตัวจริง
“ท่านเทพเฉินอี้ ท่านจำได้ไหมว่าคนไหนเป็นเทพพิรุณไท่ปี่หลัน” มหาเทพเฉินฉีต้าเก๋าหันหน้าไปเอ่ยถาม
เทพวารีเฉินอี้นิ่งอึ้งยังคงจ้องเขม็งไปที่เทพพิรุณไท่ปี่หลันผู้ภรรรยาทั้งสองคนอย่างพิจารณา ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ เป็นคำตอบ สีหน้าแววตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน มีความระอายใจบังเกิดในสายตาของเขาที่จำคู่ชีวิตตัวเองไม่ได้ทั้งที่อยู่กินด้วยกันมาหลายหมื่นปี
“ทุกคนข้าคือไท่ปี่หลันตัวจริง” เทพพิรุณคนหนึ่งตะโกน
“ข้าต่างหากคือตัวจริง ทุกคนอย่าไปหลงเชื่อมารชั่ว” เทพพิรุณไท่ปี่หลันอีกคนตะโกนโต้ทันที
“มารชั่ว เจ้า...” เทพพิรุณไท่ปี่หลันทั้งสองคนลงมือต่อสู้กันไป โต้เถียงกันไปด้วย การโต้เถียงของเทพพิรุณไท่ปี่หลันทั้งสองคน อยู่ท่ามกลางสายตาของทุกคน แต่ทุกคนก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าใครคือตัวจริงกันแน่ ยืนดูการโต้เถียงและต่อสู้โดยไม่มีใครกล้าแทรกแซงยื่นมือเข้าไปสอด
“ท่านพี่ข้าคือไท่ปี่หลัน” เทพพิรุณคนหนึ่งตะโกนกล่าวน้ำตาเริ่มเอ่อรอบดวงตา
“ท่านพี่อย่าเชื่อ ข้าต่างหากคือตัวจริง” เทพพิรุณไท่ปี่หลันอีกคนตะโกนแย้งน้ำตาไหลนองหน้า
“ไอ้มารชั่ว” เทพพิรุณคนหนึ่งด่าอย่างเหลือจะทน
“แกสิไอ้มารเจ้าเล่ห์” เทพพิรุณไท่ปี่หลันอีกคนด่ากลับ เทพพิรุณทั้งสองคนเปิดฉากต่อสู้กันอย่างรุนแรงอีกครั้ง
“เราควรจะทำอย่างไร ถ้าเป็นแบบนี้เราจะกำจัดจอมมารโมกุ่ยได้อย่างไร?” เทพอัคคีเซิ่นเฉิงเก๋อกล่าวอย่างเห็นใจ
“ท่านเทพเฉินอี้ จะให้พวกเราทำอย่างไรดี?” จอมมารมูเหมิงฉีเอ่ยถาม
“ท่านพี่” เสียงเทพพิรุณไท่ปี่หลันคนหนึ่งเรียก “ข้าเป็นตัวจริง ท่านจำข้าไม่ได้หรือ?” น้ำตาไหลนองหน้าพร้อมเสียงตัดพ้ออย่างน้อยใจ
“ท่านพี่ อย่าหลงเชื่อมัน ข้าคืนตัวจริงต่างหาก” เทพพิรุณไท่ปี่หลันคนนี้ตะโกนแย้งร้องไห้น้ำตานองหน้าไม่ต่างกัน
“ท่านพี่ข้ารักท่านมาก ท่านรู้ใช่ไหม?” เทพพิรุณไท่ปี่หลันคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยเสียงสะอื้นไห้ สายตาของนางที่มองเทพวารีเฉินอี้ผู้สามีแสดงออกมาจากส่วนลึกของหัวใจที่มีแต่ความรักความห่วงใจที่มีให้เขา
“ท่านพี่...ดูแลเฉี่ยวเฉินให้ดี ข้าไม่อาจดูแลท่านกับลูกได้อีกต่อไป หากชาติหน้ามีจริงข้าขอให้ท่านมอบทั้งกายและใจให้กับข้าเพียงผู้เดียวนะเจ้าค่ะ” เทพพิรุณไท่ปี่หลันกล่าวทั้งน้ำตาตลอดเวลา แต่ตอนนี้นางรวบรวมความกล้าหยุดร้องไห้นิ่งอยู่นานสักครู่ก่อนจะกล่าว
“ข้าคือฮูหยินของเทพวารีเฉินอี้ ส่วนมันคือมารชั่วโมกุ่ย” เทพพิรุณไท่ปี่หลันชี้หน้าเทพพิรุณไท่ปี่หลันฝั่งตรงข้าม ตะโกนบอกทุกคนเสียงดังฟังชัด ก่อนยกกระบี่ในมือขึ้นปาดคอตัวเองอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงช็อคกับเหตุการณ์ตรงหน้า นางยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อให้รู้ว่าใครคือมารชั่วโมกุ่ยมารสวมรอยตัวจริง
เทพมังกรเสิ่นกวงจวินที่เฝ้ามองเหตุการณ์ไม่ห่างมาโดยตลอดเหมือนทุกคน ขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในภาวะตะลึงค้างกับภาพการตายของเทพพิรุณไท่ปี่หลันตรงหน้าไม่เว้นแม้แต่จอมมารโมกุ่ยที่ยังอยู่ในคาบของเทพพิรุณไท่ปี่หลัน
เสิ่นกวงจวินรวบรวมพลังแหวนมังกรรอยขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง พลังแหวนมังกรสีเงินเพียงจุดเล็กๆ ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเริ่มขยายออกเป็นห่วงขนาดใหญ่ และแยกตัวออกจากหนึ่งห่วงเป็นห้าห่วง ตกลงมาบนร่างของเทพพิรุณไท่ปี่หลันตัวปลอมและห่วงแหวนมังกรหดรัดกระชับแน่นอย่างรวดเร็วอยู่บนร่างของเทพพิรุณไท่ปี่หลันที่ขณะนั้นกำลังกลายร่างเป็นจอมมารโมกุ่ยในชุดอาภรณ์สีม่วง ท่ามกลางสายตาของทุกคน ยิ่งพยายามดิ้นรนห่วงแหวนมังกรสีเงินยิ่งรัดแน่น สายตาหลากหลายความรู้สึกทั้งดีใจ เยาะเย้ยเหยียดหยามกับความพ่ายแพ้ของจอมมารสวมรอย
“ปี่หลัน” เทพวารีเฉินอี้ตะโกนเสียงดังเมื่อมองเห็นเทพพิรุณไท่ปี่หลันผู้ภรรยาใช้กระบี่ปาดคอตัวเองล้มพับนอนกองอยู่บนพื้นเลือดไหลนอง
เทพวารีเฉินอี้สะกิดปลายเท้ากระโดดเข้าไปประคองร่างของเทพพิรุณไท่ปี่หลันไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว
“ทำไมเจ้าต้องทำแบบนี้” น้ำตาแห่งความเสียใจไหลอาบหน้า ซบหน้าอยู่กับร่างของนางอย่างอาลัยอาวรณ์ แต่ร่างของเทพพิรุณไท่ปี่หลันไม่ไหวติงไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย นางสิ้นใจแล้ว เพียงครู่เดียวร่างกายของนางก็เริ่มแตกสลายกลายเป็นอากาศธาตุต่อหน้าต่อตาเทพวารีเฉินอี้ผู้สามีและทุกคน
เตียนชิงเอ๋อควบม้านำหน้าจนมาถึงเขต ‘ทะเลทรายสาบสูญ’ นางหยุดม้าลงจากหลังม้ายืนมองเบื้องหน้าที่เป็นพื้นทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา เซี่ยนเสี่ยวหยู เฉี่ยวเฉิน และซานจื่อเห็นเตียนชิงเอ๋อลงจากหลังม้าจึงลงจากหลังม้าตามโดยไม่ต้องบอกกล่าว
“พวกเราต้องเดินข้ามเขตทะเลทรายสาบสูบแห่งนี้ไปอีกกว่า 10 ลี้” เตียนชิงเอ๋อกล่าวกับทุกคน
เซี่ยนเสี่ยวหยูไม่ใช่คนของโลกนี้คำนวณระยะทาง 10 ลี้ว่าจะเท่าไหร่เมื่อเทียบเป็นกิโลเมตร
“1 ลี้ประมาณ 500 เมตร ถ้า 10 ลี้ ก็ 5 กิโลเมตรซินะ” เซี่ยนเสี่ยวหยูพึมพำบอกกับตัวเอง
“ซานจื่อช่วยเอาเชือกออกมาให้หน่อย” เฉียนชิงเอ๋อหันไปบอกซานจื่อ ซึ่งชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่รีบหยิบเชือกที่เตรียมไว้ก่อนออกเดินทางบนหลังม้า ส่งให้หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มอย่างนอบน้อม
“ขอบใจ” เตียนชิงเอ๋อรับเชือกพร้อมกล่าวกับซานจื่อ
“ทุกคนผูกเชือกไว้ที่เอว” เฉียนชิงเอ๋อหยิบปลายเชือกข้างหนึ่งผูกรอบเอวตนเองก่อน แล้วส่งเชือกเส้นเดียวกันนั้นให้เซี่ยนเสี่ยวหยูเป็นคนต่อไป
“ทำไมต้องผูกด้วยล่ะครับ” เซี่ยนเสี่ยวหยูถามแต่มือก็รับเชือกมาผูกรอบเอวอย่างว่าง่ายพอผูกเสร็จก็ส่งเชือกต่อให้เฉี่ยวเฉินที่ยืนอยู่ใกล้กับเขา
“มีคนจำนวนมากเดินทางผ่านเส้นทางนี้แล้วหายสาบสูญไปโดยไม่รู้สาเหตุ เลยทำให้ที่นี่ได้ชื่อว่า ทะเลทรายสาบสูญ ข้าว่าพวกเราผูกเชือกติดกันไว้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนใดคนหนึ่ง เชือกที่เราผูกติดกันจะรั้งพวกเราไว้ด้วยกัน ถ้าเกิดอะไรขึ้นเราจะได้ช่วยเหลือกันได้ทัน” เตียนชิงเอ๋ออธิบาย
