บทที่ 20 ซานจื่อเจ้าของมือใหญ่
เซี่ยนเสี่ยวหยูที่นั่งก้มหน้าทำอะไรสักอย่างอยู่ที่โต๊ะ พอได้ยินประโยคสุดท้ายที่เตียนชิงเอ๋อกล่าวก็เงยหน้าละสายตาจากขวดกระเบื้องขนาดเล็กที่อยู่ในมือทันที
“จริงนะ” เขาตะโกนถามออกไปให้แน่ใจ
“จริง เจ้ารีบเปิดประตูให้ข้า...ก่อน” ยังไม่ทันกล่าวจบประโยคเสียงขยับกลอนประตูและเปิดออกอย่างไว
“อื้อ...กลิ่นอะไรเนี่ย?” ทันทีที่ประตูเปิดออก เตี่ยนชิงเอ๋อและสาวใช้ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ เย็นๆ ชื่นใจ
เตียนชิงเอ๋อมองเห็นตะเกียงที่ยังไม่ดับ ใบไม้ กิ่งไม้ เกลื่อนเต็มพื้น มีขวดกระเบื้องเล็กหนึ่งใบตั้งอยู่บนโต๊ะ มีกลีบดอกไม้แห้งหลายชนิดว่างอยู่ในถาด นางหันมามองใบหน้าของเซี่ยนเสี่ยวหยูที่ตอนนี้ดูอิดโรยไม่น้อย ใต้ตามีรอยคล้ำ เพราะอดหลับอดนอนทั้งคืน
“เจ้ากำลังทำอะไร?” เตียนชิงเอ๋อถามน้ำเสียงอ่อนโยนด้วยความเป็นห่วง
“หอมไหม?” เขาไม่ตอบแต่กลับถามย้อนกลับด้วยใบหน้ายิ้มบาง
“หอม” เตียนชิงเอ๋อตอบตามตรงขณะเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ ยิ่งเข้าใกล้โต๊ะนางยิ่งได้กลิ่นหอมแรงขึ้น
“บอกได้ยังว่าเจ้ากำลังทำอะไร?” นางหันมาถามอีกครั้งด้วยความสงสัย
“น้ำหอม” เซี่ยนเสี่ยวหยูหยิบขวดกระเบื้องเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะอย่างระมัดระวังใส่ในอกเสื้อ
“มันคืออะไรข้าไม่เคยได้ยิน” นางถามอย่างแปลกใจ
“มันเป็นน้ำมันหอมชนิดหนึ่งที่สกัดได้จากสมุนไพรต่างๆ” เซี่ยนเสี่ยวหยูตอบแล้วเป่าไฟตะเกียงให้ดับ ก่อนหยิบถาดกลีบดอกไม้แห้งไปวางไว้บนชั้น แล้วเดินไปนั่งที่เตียงนอน
“รบกวนพวกเจ้าช่วยเก็บกวาดให้ด้วยนะ” เขาหันมาบอกสาวใช้ทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเอง แล้วล้มตัวลงนอนหลับตา
“เราจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้เลยดีไหม?” เซี่ยนเสี่ยวหยูเอ๋ยขึ้นทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม
“เจ้าจะนอนตอนนี้?” เตียนชิงเอ๋อถามเมื่อเห็นเขานอนหลับตาพริ้ม
“อือ...เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืนง่วงจะตายอยู่แล้ว” เซี่ยนเสี่ยวหยูตอบเสียงอู้อี้คล้ายสติจะหลุด
“เจ้าปิดห้องทั้งคืนจนถึงเช้าเพื่อทำน้ำหอม?” นางถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
‘ไม่ได้โกรธข้าเรื่องที่ไม่พาเจ้าไปหาท่านอาจารย์’ เตียนชิงเอ๋อคิดแล้วยิ่งเจ็บอก เหมือนโดนหลอก เสียรู้เซี่ยนเสี่ยวหยูเข้าแล้ว
“หือ...” เสียงขานตอบแผ่วเบา ก่อนจะมีเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่หลับสนิท
หลายวันผ่านไปเตียนชิงเอ๋อยังหาโอกาสเข้าพบองครักษ์เทียนเฉิงเก๋อบิดาขององครักษ์เทียนฉีไม่ได้ เพราะเขาต้องคอยเฝ้าปรนนิบัติดูแลท่านเทพมังกรหลงเฉินจวินผู้เป็นบิดาของเสิ่นกวงจวินที่นอนป่วยอยู่ในห้อง
ปกติทุกวันเสิ่นกวงจวินจะเป็นคนเข้ามาคอยดูแลปรนนิบัติดูแลบิดาด้วยตนเอง หลังจากรู้ว่าต้องเคลื่อนทัพเดินทางจึงฝากให้เทียนเฉิงเก๋อผู้เป็นองครักษ์คนสนิทของเทพมังกรหลงเฉินจวินผู้บิดาช่วยดูแลแทนตน
เซี่ยนเสี่ยวหยูไม่ได้เร่งรัดเตียนชิงเอ๋อเพราะเขาเองก็รู้เรื่องนี้ดี แต่มีความกังวลเรื่องเวลา เสิ่นกวงจวินกับองครักษ์ทั้งสองเคลื่อนทัพไปหลายเดือนแล้วไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่
ถ้าพวกเขากลับมาก่อนที่ตนจะได้ออกเดินทาง ‘หลานหรงต้องไม่อนุญาตให้เขาเดินทางแน่นอน’ หมดหวังที่จะได้ไปเขาสายรุ้งแน่นอน และเตียนชิงเอ๋อก็ต้องคอยอยู่ดูแลความเรียบร้อยทุกสิ่งอย่างทั้งของเสิ่นกวงจวินและองครักษ์ทั้งสองซึ่งเป็นงานที่มากมายและวุ่นวาย คงไม่มีเวลาพาเขาไปเขาสายรุ้งแล้ว
วันรุ่งขึ้นเหมือนฟ้าเข้าข้างเซี่ยนเสี่ยวหยูเพราะท่านอี้กวงเฉาซึ่งเป็นองครักษ์ของเทพมังกรหลงเฉินจวินเคียงคู่กับองครักษ์เทียนเฉิงเก๋อมาก่อน
เขาเป็นบิดาขององครักษ์อี้เฉิง เขารักชอบกับน้องสาวคนเดียวของเทพมังกรหลงเฉินจวิน จนเทพมังกรผู้เป็นพี่ชายจัดงานแต่งงานให้ทั้งสองและยกดินแดนทางใต้ให้พวกเขาเดินทางไปปกครองดูแล
หลังจากเทพมังกรหลงเฉินจวินล้มป่วยองครักษ์อี้กวงเฉาจะเดินทางมาเยี่ยมและเฝ้าอาการ 3-4 วันทุกครั้ง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่องครักษ์เทียนเฉิงเก๋อจะได้หยุดพักเบาแรงลงบ้าง เขาไม่ไว้วางใจใครนอกจากองครักษ์อี้กวงเฉาเพื่อนรักร่วมสู้รบกันมาผู้นี้และองครักษ์ผู้เป็นบุตรชายของพวกเขาเท่านั้น
เตียนชิงเอ๋อถือถาดที่มีชุดน้ำชาเข้าไปให้องครักษ์เทียนเฉิงเก๋อ ซึ่งกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องโถง นางถือโอกาสเอ่ยปากขออนุญาติพาเซี่ยนเสี่ยวหยูกลับไปเยี่ยมท่านอาจารย์ที่เขาสายรุ้ง ซึ่งองครักษ์เทียนเฉิงเก๋อเป็นบุรุษวัยกลางคนที่รักความยุติธรรมและความกตัญญู
เขารักและเอ็นดูเตียนชิงเอ๋อเหมือนลูกสาวแท้ๆ เขารู้ว่าเทียนฉีบุตรชายของตนให้ความรักและเอาใจใส่สตรีนางน้อยผู้นี้มาก ซึ่งเขาเองก็ไม่ติดขัดอะไรจึงอนุญาติให้นางไปโดยง่าย
“การเดินทางมันอันตรายเอาคนที่พอมีฝีมือติดตามไปด้วยสักคนสองคน และแวะไปหาท่านเทพเยี่ยตี้ที่ค่ายเทพมารบอกเรื่องนี้กับเขาสักหน่อยเถิดเผื่อมีอะไรจะแนะนำเจ้าเพิ่มเติม” องครักษ์เทียนเฉิงเก๋อมีความเป็นห่วงสวัสดิภาพของเตียนชิงเอ๋อกับเซี่ยนเสี่ยวหยูผู้น้องชายอยู่ไม่น้อยจึงชี้แนะ
“เจ้าค่ะท่านลุง” เตียนชิงเอ๋อจำได้เทพเยี่ยตี้คือผู้เฒ่าเทพพงศ์ไพรที่พานางกับเซี่ยนเสี่ยวหยูมาฝากให้องครักษ์เทียนเฉิงเก๋อเลี้ยงดู
หลังจากได้รับอนุญาตให้เดินทางไปเขาสายรุ้งแล้ว เตียนชิงเอ๋อฝากและสอนงานทั้งหมดให้เฉินเหมยกับสาวใช้ที่ไว้ใจได้ช่วยกันดูแลความเรียบร้อยในจวน
ส่วนเซี่ยนเสี่ยวหยูกำลังจัดของใช้ที่จำเป็นไว้บนหลังม้าอย่างกระตือรือร้นโดยมีซานจื่อและพรรคพวกอีกสามคนคอยช่วยเหลือ จะว่าไปแล้วมีเพียงซานจื่อผู้มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำล่ำสันที่สุดหยิบจับโน่นนี่ใส่หลังม้าเพียงคนเดียวซะส่วนใหญ่ ส่วนพรรคพวกอีกสามคนยืนให้กำลังใจหยิบจับเพียงเล็กน้อยและส่งยิ้มซะมากกว่า
ชาติก่อนภพมนุษย์เซี่ยนเสี่ยวหยูเคยไปเที่ยวชายทะเลกับต้าเฉิน ทั้งสองเช่าม้าขี่เดินเล่นรอบชายหาดมาแล้ว คิดว่าการขี่ม้าคงไม่ยากเกินความสามารถ
พอจัดสิ่งของที่จำเป็นเรียบร้อย เตียนชิงเอ๋อก็ฝากฝังจวนกับเฉินเหมยและเหล่าสาวใช้เรียบร้อยเช่นกัน
เตี่ยนชิงเอ๋อขึ้นหลังม้าอย่างชำนาญ ส่วนเซี่ยนเสี่ยวหยูเหยียบที่ขึ้นหลังม้าพยายามยกตัวเองขึ้นหลังม้าอย่างทุลักทุเล แต่ก็ขึ้นไม่ได้สักที เขาลืมไปว่าตอนขึ้นหลังม้าที่ชายหาดมีคนคอยจับม้าและช่วยพยุงเขาขึ้นไปนั่งบนหลังม้า
ซานจื่อยืนอยู่ไม่ไกลเขามองเซี่ยนเสี่ยวหยูที่พยายามขึ้นหลังม้าอยู่พักใหญ่นึกแปลกใจและสงสาร ถ้ายังปล่อยให้คุณชายเซี่ยนขึ้นหลังม้าเองคงจะใช้เวลาอีกนานโข
เซี่ยนเสี่ยวหยูแปลกใจเล็กน้อยเมื่อตัวลอยขึ้นจากพื้น มีสองมือใหญ่จับรอบเอวเขาช่วยยกร่างของเขาขึ้นนั่งบนหลังม้าได้อย่างปลอดภัย หันไปมองเจ้าของมือใหญ่ที่ช่วยเขา
“ขอบใจ” เซี่ยนเสี่ยวหยูกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นซานจื่อเป็นเจ้าของมือนั้น
ซานจื่อก้มศีรษะทำความเคารพเซี่ยนเสี่ยวหยูเป็นการตอบรับ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผอมบางนั่งอยู่บนม้าเรียบร้อยดีแล้วซานจื่นจึงเดินกลับมาขึ้นหลังม้าของตนเอง
การเดินทางครั้งนี้ซานจื่อกับพรรคพวกอีกสามคนขอติดตามไปด้วยแต่เซี่ยนเสี่ยวหยูไม่อยากพาคนไปมากและไม่อยากให้ใครต้องลำบากเพราะตนจึงไม่อนุญาติ
แต่ซานจื่อขอร้องขอให้เขาติดตามไปด้วยเพียงคนเดียวก็ได้เซี่ยนเสี่ยวหยูเห็นว่าซานจื่อมีความจริงใจและอยากติดตามไปช่วยดูแลปกป้องความปลอดภัยให้ตนกับเตียนชิงเอ๋อจึงอนุญาติ
“ดูแลตัวเอง รักษาตัวด้วย เดินทางปลอดภัยนะเจ้าค่ะ” เฉินเหมยและสาวใช้ต่างกล่าวคำล่ำลาด้วยอาการเศร้าโศกบางคนถึงกับน้ำตาไหลอาบแก้ม
“พวกเจ้าทำท่าโศกเศร้าแบบนี้ ทำเหมือนข้าไปแล้วจะไม่ได้กลับมายังงั้นล่ะ” เซี่ยนเสี่ยวหยูกล่าวหยอกล้ออย่างเป็นกันเอง
“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะเจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งกล่าว ฟังแล้วดูเป็นลางไม่ดีเลย
“พวกเราแค่เป็นห่วง พวกท่านกลับมาไวๆ นะเจ้าค่ะ” สาวใช้อีกคนกล่าว
“พวกเจ้าเลิกร้องไห้โศกเศร้าได้แล้ว อย่าทำให้คุณชายเซี่ยนไม่สบายใจสิ” เฉินเหมยหันไปดุสาวใช้รอบๆ ซึ่งพอทุกคนได้ยินต่างก็เช็ดน้ำตาพยายามปรับสีหน้ายิ้มแย้ม
“ดูแลตัวเองด้วยนะครับลูกพี่” ลูกน้องซานจื่อกล่าวคำล่ำลาเขา
“ไม่ต้องห่วงพวกเจ้าอยู่กันดีๆ อย่าไปหาเรื่องใครเขาล่ะ” ซานจื่อกล่าวเตือนเสียงหนักแน่น
คนบนพื้นต่างโบกมือพร้อมเสียงล่ำลา คนบนหลังม้าต่างโบกมือลาขณะม้าเดินห่างออกไปช้าๆ ห่างออกไปจนต่างมองไม่เห็นซึ่งกันและกัน
“รีบไปให้ถึงค่ายเทพมารก่อนพระอาทิตย์ตกเดินเถอะ เราจะขอพักที่นั้นคืนนี้” เตียนชิงเอ๋อหันมาบอกและเริ่มควบม้าวิ่งนำหน้าไปก่อนอย่างรวดเร็ว
เซี่ยนเสี่ยวหยูเคยนั่งบนหลังม้าแต่เพียงเดินเล่นบนชายหาด ยังไม่เคยนั่งบนหลังม้าแล้วบังคับให้มันวิ่งมาก่อน เมื่อต้องใช้เท้าเตะข้างลำตัวม้าเพื่อบังคับให้ม้าวิ่ง
“โอ้...” เมื่อถูกกระตุ้นเตะที่ข้างลำตัว ม้าก็วิ่งออกตัวอย่างแรง กระชากอย่างเร็วจนเซี่ยนเสี่ยวหยูเกือบหงายท้องตกหลังม้าจนหลุดปากร้องออกมาอย่างตกใจรีบคว้าบังเหียนแน่น ควบคุมตัวเองไม่ให้หล่นล่วงลงมาจากหลังม้า
เหตุการณ์นี้อยู่ในสายตาของซานจื่อที่ขี่ม้าตามอยู่ด้านหลัง เขาเองก็ตกใจไม่น้อย
“คุณชายระวัง” ซานจื่อควบม้าเข้ามาใกล้กางแขนออกเพื่อประคองด้านหลังเพราะกลัวเซี่ยนเสี่ยวหยูจะตกจากหลังม้า
“ข้า...ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง” เซี่ยนเสี่ยวหยูจับบังเหียนแน่นพยายามทรงตัวให้มั่นหันมากล่าวพร้อมรอยยิ้มเขินอายไม่คิดว่าซานจื่อจะมองเห็น
ซานจื่อควบม้าด้วยความเร็วไม่มาก เขาคอยตามอยู่ด้านหลังสุดเพราะเป็นห่วงเซี่ยนเสี่ยวหยูที่ท่าทางขี่ม้าจะไม่ค่อยแข็งแรงเอามากๆ เหมือนจะตกแหล่ไม่ตกแหล่ หากเกิดผิดพลาดขึ้นมาเมื่อใดเขาจะได้คุ้มครองชายหนุ่มผอมบางผู้นี้ให้ปลอดภัยได้ทันทวงที
