บทที่ 2 บุรุษนัยน์ตาสีฟ้า
บุรุษผิวขาวเนียน ริมฝีปากอมชมพูได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้ม ดวงตาเรียวโต นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเล ช่างเป็นบุรุษรูปงามสง่างดงาม
สองด้านซ้ายขวามีบุรุษหนุ่มแต่งกายเหมือนกันแต่คนหนึ่งอยู่ในอาภรณ์สีเขียว อีกคนอาภรณ์สีฟ้า ท่าทางคนทั้งสองคนให้ความเคารพและยำเกรงบุรุษที่อยู่ตรงกลางไม่น้อย ซึ่งทั้งสามคนกำลังเดินตรงมาทางนี้
เตียนชิงเอ๋อเงยหน้ามองเห็นอาหยูยังนั่งนิ่งมองบุรุษทั้งสามไม่วางตา อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“คุกเข่าเร็วเข้า” นางดึงแขนเสื้ออาหยูพร้อมกล่าวเตือน
เซี่ยนหยูยังรู้สึกมึนงงอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ทำตามที่หญิงสาวบอกโดยไม่ขัดขืน เขาพยายามขยับกายคุกเข่า เขาไม่รู้ว่าทำไมต้องคุกเข่าให้บุรุษทั้งสามด้วย พวกเขายิ่งใหญ่มาจากไหน
เซี่ยนหยูรู้สึกมึนงงมากขึ้น แต่ก็พยายามน้อมกายก้มหน้า เขาก้มได้เพียงเล็กน้อยเพราะรู้สึกมึนงงและเวียนหัว ยิ่งก้มต่ำก็ยิ่งเวียนหัว
เพียงน้อมกายก้มหน้าคอเสื้อที่ย้วยหย่อนไม่เรียบร้อยเพราะเขาดึงแหวกออกอย่างไม่สนใจสายตาของใครเพื่อที่จะดูรอยสักคำว่า “ต้าเฉิน” ที่หน้าอกเมื่อครู่ ทำให้คนที่เดินมายืนอยู่ตรงหน้าสามารถมองเห็นไหปลาร้าที่โค้งรับกับแผ่นอกเนียนขาวลึกล้ำไปถึงช่วงท้อง
ดวงตาเรียวโตนัยน์ตาสีฟ้าฉายประกายลึกล้ำ มุมปากยกเล็กน้อยทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงพริบตาก่อนจะปรับเข้าสู่ภาวะปกติใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใด
ลมหนาวสายหนึ่งพัดมาหอบหนึ่งเซี่ยนหยูที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นทำให้เขารู้สึกหนาวยะเยือกจนตัวสั่นจนต้องรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นจับคอเสื้อรวบกระชับเข้าหากันให้มิดชิดเพื่อปกปิดร่างกายป้องกันลมหนาวมือสั่นเพราะความเหน็บหนาวหัวก็รู้สึกมึนงงแทบยันกายไม่อยู่โงนเงนไปมาเล็กน้อย
ทุกคนนั่งคุกเข่าก้มหน้ากันหมดจึงตกอยู่ในภาวะเงียบงัน เซี่ยนหยูรู้สึกว่ามันเป็นความเงียบที่กินเวลานาน เขารู้สึกเวียนหัวมากจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อบรรเทาอาการเวียนหัว ทำให้ดวงตาประสานเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้าเป็นประกายซึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้ว เซี่ยนหยูรีบก้มหน้าลงให้เหมือนเดิมเพราะความรีบร้อนจนเกินไปทำให้รู้สึกเวียนหัวมากพยายามกัดฟันอดทนนิ่งและนาน
เซี่ยนหยูไม่รู้ว่าบุรุษชุดขาวตรงหน้าเป็นใคร แต่รู้สึกได้ว่าเขาต้องเป็นคนที่มีพลังและอำนาจมาก
เซี่ยนหยูฉุกคิด ‘แต่ เดี๋ยวสิ ทำไมเขาต้องมานั่งคุกเข่าให้คนผู้นี้ด้วย ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่เคยเกี่ยวข้องอะไร’ เซี่ยนหยูลืมไปแล้วว่าตัวเขาไม่ได้อยู่ในโลกปัจจุบัน
เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาก็ยังคงประสานเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้าคู่เดิมของคนผู้นั้น ช่างเป็นดวงตาที่งดงามแต่เย็นชา ไร้ความรู้สึก เซี่ยนหยูรู้สึกขลาดกลัวขึ้นมาฉับพลันจึงก้มหน้าลงอีกครั้ง
บุรุษอาภรณ์ขาวขลิบทองขยับก้าวเดินเข้าไปใกล้เซี่ยนหยูอีกจนปลายเท้าอยู่ตรงหน้าเขา
“เกิดอะไรขึ้น?” องครักษ์อี้เฉิงชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสีฟ้าเอ่ยถามเสียงเข้ม
ทุกคนยังคงก้มหน้าเงียบสนิท เซี่ยนหยูเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาจึงได้แต่รอฟังอยู่เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ ในร่างของใครก็ไม่รู้ รอให้ใครสักคนเอ่ยปากเล่าแต่ทุกอย่างยังคงเงียบกริบ
องครักษ์อี้เฉิงรอฟังอยู่สักครู่ มองทุกคนที่ยังคงนั่งก้มหน้าแทบติดพื้น ไม่มีใครเอ่ยปาก เขาจึงพิจารณาและตัดสินใจ
“เซี่ยนเสี่ยวหยูเจ้าเล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น?” องครักษ์อี้เฉิงเอ่ยเสียงดัง ทุกคนได้ยินชัดเจนต่างมองไปที่ชายหนุ่มที่นั่งก้มหน้าอยู่เบื้องหน้าบุรุษอาภรณ์ขาวขลิบทอง
ทุกคนยังคงนิ่งเงียบแต่สายตาทุกคู่จ้องไปที่เซี่ยนหยู ‘มองทำไม เขาบอกให้คนชื่อเซี่ยนเสี่ยวหยูเป็นคนเล่า ไม่ใช่ฉัน’ เซี่ยนหยูยังคงนิ่งเงียบรอฟังไม่สนใจสายตาใคร
“อาหยู” เสียงอ่อนโยนของเตียนชิงเอ๋อหญิงสาวคนเดียวในที่นั้น
เซี่ยนหยูหันไปมองหญิงสาวด้วยความสงสัย
“องครักษ์อี้เฉิงให้เจ้าเป็นคนเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น” นางกระซิบบอกเพราะคิดว่าน้องชายยังมึนงงไม่ปกติ อาจจะไม่ได้ยินหรือได้ยินไม่ชัด
‘เซี่ยนเสี่ยวหยูคือชื่อเจ้าของร่างนี้?’ เซี่ยนหยูคิดทบทวน หญิงสาวผู้นี้เรียกเขาว่า ‘อาหยู’
ซึ่งเจ้าของร่างเดิมมีชื่อหยูเหมือนกับเขา ระหว่างคิดทบทวนถึงชื่อแซ่ ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าตอนนี้ เนื้อตัวเริ่มสั่นเทิ้ม ลุกลี้ลุกลน ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีเพียงบุรุษท่าทางเป็นหัวหน้ากลุ่มยังคงนั่งนิ่งใบหน้าเรียบเฉยเหมือนคนตายด้าน
เซี่ยนหยูหรือเซี่ยนเสี่ยวหยูในตอนนี้ยังคงนั่งคุกเข่าก้มหน้านิ่ง แล้วเขาก็ต้องตะลึงเมื่อมีมือของคนตรงหน้าใช้นิ้วช้อนคางของเขาให้เงยหน้าขึ้น ทำให้ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มขนตายาวงอนของเขาสบประสานเข้ากับเจ้าของนิ้วนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเล
เซี่ยนหยูรับรู้แล้วว่าตนอยู่ในร่างของคนอื่นและโลกใบใหม่ของเขาใบนี้ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวและหวาดกลัวไม่น้อย เมื่อต้องสบตากับเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าอีกครั้งทำให้เขามีอาการสั่นกลัวเล็กน้อย
ทันทีที่นิ้วสัมผัสคางของเซี่ยนเสี่ยวหยู เสิ่นกวงจวินรับรู้ถึงความร้อนจากกายของชายหนุ่มตรงหน้าที่สูงกว่าปกติ
“พูด ไม่ต้องกลัวสิ่งใด” น้ำเสียงเข้มกังวาลของเจ้าของนิ้วที่เชยคางกล่าวกับเซี่ยนเสี่ยวหยู ก่อนจะหันไปมองชายฉกรรจ์ทั้งสี่ที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าตัวสั่นเทาจะด้วยอากาศที่หนาวเย็นหรือหวาดกลัวสิ่งใด
“ผม...ผมลื่นตกลงไปเอง” เซี่ยนหยูเอ่ยเสียงเบาพร้อมกับหลบดวงตาสีฟ้าที่จ้องเขาไม่กระพริบ
เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมร่างนี้ถึงตกน้ำเปียกปอนแบบนี้เขาไม่รู้อะไรเลย ในเมื่ออยากให้เขาพูดเขาก็จะพูด พูดอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนจะได้จบเรื่องเสียทีเพราะตอนนี้รู้สึกมึนและเวียนหัวมากจนจะทนนั่งคุกเข่าแบบนี้ไม่ไหวแล้ว
คำตอบของเซี่ยนเสี่ยวหยูทำให้ทุกคนเงียบกริบ ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ไม่ไกลต่างชำเลืองมองหน้ากันและกันด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
เสิ่นกวงจวินมองเซี่ยนเสี่ยวหยูที่พยายามหลบตาก้มหน้าขณะพูด ด้วยสัญชาติญาณบอกให้รู้ว่ามีอะไรไม่ปกติหลายอย่าง ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยมองชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนที่นั่งคุกเข่าก้มหน้านิ่ง
“พวกเจ้าไปให้พ้น” น้ำเสียงเข้มบวกกับแววตาเป็นประกายดุ
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะรีบทำความเคารพเสิ่นกวงจวิน องครักษ์อี้เฉิง และองครักษ์เทียนฉีบุรุษในชุดสีเขียว แล้วรีบลุกขึ้นพากันเดินแกมวิ่งออกไปจากตรงนั้นทันที
เซี่ยนหยูเห็นชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนลุกขึ้นเดินออกไปแล้ว เขาเองก็ทำท่าจะลุกตามแต่อาการเวียนหัวทำให้เขาเซล้มลง แต่ก่อนที่ร่างจะล้มกระแทกกับพื้น เสิ่นกวงจวินบุรุษสวมอาภรณ์ขาวขลิบทองรีบเข้าไปรับร่างของเข้าไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแรงไว้ได้ทัน
