บทที่ 18 ร่างที่แท้จริง
เฉินเหมยเดินแกมวิ่งอย่างรีบร้อนนำหน้าเตียนชิงเอ๋อ ซานจื่อและพรรคพวกอีกสามคน เพื่อกลับไปช่วยเซี่ยนเสี่ยวหยูที่ห้อยติดตรงหน้าผา
ขณะเดินฝ่าสายฝนที่โหมกระหน่ำยังไม่มีทีท่าจะหยุด ทุกคนดวงตาเบิกกว้างอย่างแปลกใจเมื่อมองเห็นร่างของชายหนุ่มสวมเสื้อแขนยาวสีขาวตัวในเปียกโซกไปทั้งตัว
ทุกคนต่างวิ่งเข้าไปหาเซี่ยนเสี่ยวหยู มองเห็นเสื้อแขนยาวสีขาวด้านหลังขาดรุ่งริ่งเป็นวงกว้างทำให้มองเห็นแผ่นหลังที่มีรอยเส้นสีแดงเหมือนโดนอะไรขีดข่วนสองเส้นอย่างชัดเจน
มือข้างหนึ่งของเขาถือเสื้อคลุมตัวนอกที่ขาดรุ่งริ่งแต่ห่อหุ้มสมุนไพรเกล็ดสีขาวใสไว้ด้านใน อีกมือถือสมุนไพรเป็นต้นเป็นกิ่งก้านที่ช่วยกันเก็บกับเฉินเหมยบนพื้นเบื้องล่าง เขาหอบหิ้วอย่างทุลักทุเล
“คุณชายเซี่ยน” ซานจื่อรีบวิ่งเข้าไปหาเซี่ยนเสี่ยวหยู หยิบห่อผ้าและสมุนไพรในมือของชายหนุ่มส่งให้ลูกน้องสามคนช่วยกันถือ
ซานจื่อรีบถอดเสื้อคลุมสีเทาของตนวางคลุมไว้บนไหล่ของเซี่ยนเสี่ยวหยูโดยลืมคิดไปว่าเขาเป็นเพียงเผ่าลูกผสมซึ่งเป็นเผ่าที่ต่ำต้อยที่สุดในภพนี้
“เอ่อ...ข้าขอโทษคุณชาย” เมื่อซานจื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเป็นเพียงเผ่าลูกผสมเกรงว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะรังเกลียดเขากล่าวขอโทษและกำลังจะเอาเสื้อคลุมออก
“ขอบใจ” เซี่ยนเสี่ยวหยูกล่าวพร้อมกับจับเสื้อคลุมสีเทาบนร่างกายให้กระชับมากขึ้น
ซานจื่อปล่อยมือจากเสื้อคลุมของตนมองชายหนุ่มบอบบางตรงหน้ากระชับเสื้อของตนบนร่างกายโดยไม่มีทีท่ารังเกลียดแม้แต่น้อย
“อาหยู?” เตียนชิงเอ๋อกับเฉินเหมยรีบเดินเข้าไปหาด้วยความห่วงใย
เซี่ยนเสี่ยวหยูมองสองสาวพร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
“เจ้าบาดเจ็บ?” เตียนชิงเอ๋อมองเห็นเลือดที่มือ
“ไม่เป็นอะไรมาก รีบกลับ...” เซี่ยนเสี่ยวหยูกล่าวแผ่วเบายังไม่ทันจบประโยคร่างของเขาโงนเงนไร้เรี่ยวแรง เขากำลังจะหมดสติ
“อาหยู” เตียนชิงเอ๋อกับเฉินเหมยตกใจจนหัวใจแทบวาย
“คุณชาย” ซานจื่อรีบเข้าไปประคองก่อนที่ร่างผอมบางของชายหนุ่มจะล้มลงกับพื้น
ซานจื่อผู้มีร่างกายสูงใหญ่ใช้สองแขนช้อนร่างผอมบางของเซี่ยนเสี่ยวหยูอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย เขาอุ้มเซี่ยนเสี่ยวหยูรีบเดินนำไปอย่างรวดเร็ว
ซานจื่อวางร่างผอมบางของเซี่ยนเสี่ยวหยูไว้บนเตียงนอนในห้องส่วนตัวของเซี่ยนเสี่ยวหยูโดยมีเตียนชิงเอ๋อกับเฉินเหมยและพรรคพวกของเขาตามติดไม่ห่าง
“ขอบใจพวกเจ้ามาก รีบกลับไปพักผ่อนกันเถอะ เดี๋ยวข้าจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาเอง” เตียงชิงเอ๋อบอกซานจื่อกับพรรคพวกอย่างอ่อนโยนและซาบซึ้งในน้ำใจที่พวกเขามีให้กับน้องชาย
ซานจื่อมองใบหน้าที่เคยขาวเนียนใสไร้ตำหนิของเซี่ยนเสี่ยวหยูตอนนี้ขาวซีดไร้เลือดฝาดน่าเป็นห่วงไม่น้อย
พอได้ยินคำกล่าวของเตียนชิงเอ๋อก็จำต้องกล่าวลาและเดินกลับออกไปอย่างขัดความรู้สึก เขาอยากอยู่ดูแลเซี่ยนเสี่ยวหยูแต่ต้องรู้จักเจียมตัวว่าอยู่ในฐานะอะไรด้วย ตนเองเป็นเพียงทหารลูกผสมเผ่าพันธุ์ต่ำต้อย
หลังจากเตียนชิงเอ๋อกับเฉินเหมยช่วยกันจับเซี่ยนเสี่ยวหยูที่ยังนอนหมดสติเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ทำแผลที่มือทั้งสองข้างให้แล้ว ห่มผ้าที่แสนจะอบอุ่นให้ชายหนุ่มแล้วทั้งสองคนก็เดินออกจากห้อง
ทันทีที่แง่งหินหลุดออกจากหน้าผา ร่างของเซี่ยนเสี่ยวหยูกำลังล่วงลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณเอาตัวรอดภายในกายเหมือนถูกปลุกให้ตื่น เซี่ยนเสี่ยวหยูพลิกกายหันหลังให้หน้าผาหันหน้าออกเหมือนสัตว์ป่ากระโจนจากที่สูง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองเป็นประกายลูกตาดำเปลี่ยนเป็นเส้นตรงขวางแนวนอน
“โครก” เขาอ้าปากคำรามกึกก้องเห็นเขี้ยวแหลมสี่ซี่ เล็บมือเล็บเท้าแหลมคมงอกยาวออกมาอย่างรวดเร็ว
ขณะร่างลอยอยู่กลางอากาศปีกสีส้มแดงเพลิงกางแผ่กว้างออกมาจากด้านหลังทำให้เสื้อผ้าด้านหลังขาดกระจุย ปีกสีส้มแดงเพลิงสองข้างขยับขึ้นลงทำให้ร่างของเซี่ยนเสี่ยวหยูที่เปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาดลอยอยู่กลางอากาศ
เซี่ยนเสี่ยวหยูรู้สึกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองอย่างมาก
‘เกิดอะไรขึ้น?’ เขาพยายามตั้งสติควบคุมปีกสองข้างให้ขยับขึ้นลง
ช่วงแรกขยับปีกแต่ละครั้งร่างกายโยกไปทางซ้ายทีโยกไปทางขวาทีเกือบล่วงลงพื้นบ่อยครั้งจนสามารถขยับและควบคุมปีกสีส้มแดงเพลิงทั้งสองข้างได้ดีขึ้นแล้ว จึงค่อยๆ พาร่างกายที่เป็นสัตว์ประหลาดของตนเองลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างปลอดภัย
ร่างลอยลงสู่พื้นอย่างปลอดภัยและมั่นคงในท่าตัวโค้งงอเหมือนสัตว์สี่เท้ากระโดดลงสู่พื้น เซี่ยนเสี่ยวหยูยืดกายที่โค้งงอขึ้น ยืนตัวตรงมองปีกสีส้มแดงเพลิงที่ตอนนี้โอบล้อมคลุมลำตัวของเขามาถึงด้านหน้าเหมือนกำลังโอบกอดหรือปกป้องร่างกายของเขา
เซี่ยนเสี่ยวหยูบังคับให้ปีกสีส้มแดงเพลิงกางแผ่กว้างออกทั้งสองข้างเพื่อดูความแปลกใหม่ให้ชัดเจน
เล็บที่ยื่นยาวออกมาสองมือสองเท้าค่อยๆ หดกลับสู่สภาพเดิม เขี้ยวแหลมภายในปากหดกลับสู่สภาพฟันปกติ ดวงตาสีเหลืองทองลูกตาดำเส้นตรงขวางแนวนอนเปลี่ยนกลับไปเป็นดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มเช่นเดิม และปีกสีส้มแดงเพลิงกำลังหดกลับหายเข้าไปในแผ่นหลังของเขาเหมือนไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก่อน
เสื้อที่สวมใส่ตอนนี้ด้านหลังขาดกระจุยเป็นวงกว้างทำให้เห็นแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขาขาวเนียนเหมือนเดิมเหลือเพียงรอยแดงจางสองเส้นเหมือนโดนอะไรขีดข่วนซึ่งเซี่ยนเสี่ยวหยูมิอาจมองเห็นเองได้
‘เขาเป็นตัวอะไรกันแน่?’ คำถามนี้เกาะกุมเขาตลอดเวลา
เซี่ยนเสี่ยวหยูลืมตาตื่นกลางดึกรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก มองมือสองข้างที่มีผ้าพันแผลอย่างเรียบร้อย มองสำรวจเสื้อผ้าบนร่างกายที่ถูกเปลี่ยนจากเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเป็นเสื้อผ้าชุดนอนและผ้าห่มผืนหนา
เขารับรู้ได้ว่าต้องเป็นเตียนชิงเอ๋อกับเฉินเหมยเป็นคนจัดการให้แน่นอน ถึงอย่างไรเขาก็เป็นบุรุษความเขินอายที่ต้องถูกหญิงสาวจับแก้ผ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นั้นมีไม่น้อยถึงจะนับถือกันเป็นเหมือนพี่น้องก็ตามใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อนึกถึงความเหนื่อยอ่อนจนทำให้เขาหมดแรงหมดสติไป รอยยิ้มเยาะตัวเองปรากฏบนใบหน้า
เซี่ยนเสี่ยวหยูเดาได้ว่าหลังจากที่เขาหมดสติผู้ที่พาเขากลับมาที่จวนที่ห้องนอนต้องเป็นซานจื่อกับพรรคพวกแน่นอน ‘ต้องหาโอกาสไปขอบใจพวกเขาด้วย’
เซี่ยนเสี่ยวหยูนอนไม่หลับเมื่อนึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายนี้และเจ้าของร่างเดิมรู้หรือไม่ว่าตนเองเป็นตัวอะไร
มองออกไปทางหน้าต่างด้านนอกยังมืดแต่น่าจะใกล้เช้าแล้ว ยังไม่มีเสียงไก่ขันยังไม่มีเสียงนกร้อง เซี่ยนเสี่ยวหยูลุกขึ้นจากเตียง อาบน้ำอุ่น ล้างหน้าล้างตาทำแผลเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ แต่งตัวทำผมเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกจากห้องตรงไปที่ห้องของเตียนชิงเอ๋ออย่างไม่รีบร้อน
“คุณหนูยังไม่ตื่นเจ้าค่ะ” สาวใช้หน้าห้องเตียนชิงเอ๋อบอก
“อือ ข้าก็คิดว่าอย่างนั้น” เซี่ยนเสี่ยวหยูพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ยังผลักประตูเดินเข้าไป
เตียนชิงเอ๋อยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง ห่มผ้าเรียบร้อย ใบหน้ารูปไข่สวยงามของนางดูแล้วช่างเป็นใบหน้าที่งดงามยิ่งนัก
“ฟ้ายังไม่สางเลย มีอะไรเร่งด่วน?” เตียงชิงเอ๋อพูดทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม นางรู้สึกตัวตั้งแต่ที่เซี่ยนเสี่ยวหยูพูดกับสาวใช้หน้าห้อง
“ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมาคุยกันหน่อยครับ” เซี่ยนเสี่ยวหยูเดินไปฉุดแขนขาวเนียนใสของเตียนชิงเอ๋อให้ลุกขึ้นอยู่ในท่านั่ง
“มีอะไรรีบร้อนรอให้เช้าก่อนไม่ได้หรอ?” เตียนชิงเอ๋อรู้สึกแปลกใจ นางมองหน้าชายหนุ่มด้วยความสงสัย
“เมื่อวาน...” เซี่ยนเสี่ยวหยูเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะตกลงมาจากหน้าผาให้หญิงสาวฟังอย่างละเอียด
เตียนชิงเอ๋อฟังเซี่ยนเสี่ยวหยูเล่าด้วยอาการสงบ นางลุกขึ้นเก็บที่นอน พอเสร็จก็หันไปควักน้ำในอ่างล้างหน้า หยิบผ้าสะอาดที่วางด้านข้างขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดคอจนแห้งสนิท
เซี่ยนเสี่ยวหยูมองปฏิกิริยาของเตียนชิงเอ๋อที่นั่งฟังเขาเล่าอย่างสงบจนจบ
“พี่รู้มาก่อน?” เขาถามตรงๆ
“ไม่เชิง” เตียนชิงเอ๋อพูดขณะหันไปมองหน้าเซี่ยนเสี่ยวหยูที่จ้องหน้านางอยู่ก่อนแล้ว
“ข้าคิดว่าผนึกที่อาจารย์ผนึกไว้น่าจะหลุดแล้ว”
“ผนึก! ผนึกอะไร?” เซี่ยนเสี่ยวหยูรู้สึกประหลาดใจ
เตียนชิงเอ๋อลุกขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ รินน้ำชาใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นดื่มก่อนวางถ้วยน้ำชาไว้บนโต๊ะอย่างเดิม นางหันมามองหน้าเซี่ยนเสี่ยวหยูอีกครั้ง
“เจ้าจำอะไรไม่ได้เลยหรือ?” นางเอ่อถามให้แน่ใจอีกครั้ง
“อือ” เซี่ยนเสี่ยวหยูพยักหน้า ‘เขารู้เรื่องแล้ว?’ เซี่ยนเสี่ยวหยูคิดในใจว่าเจ้าของร่างเดิมรู้เรื่องนี้แล้ว
“ครั้งแรกข้าคิดว่าเจ้าแกล้งทำเป็นลืมเลือนแต่พอนานวันข้าก็แน่ใจว่าเจ้าจำอะไรไม่ได้จริงๆ ข้าคิดว่าเป็นเรื่องดีที่เจ้าจะจำอะไรไม่ได้ เจ้าจะได้ไม่คิดมากอีก”
“ทำไมต้องคิดมาก?” แววตาอยากรู้อยากเห็นของเขาทำให้เตียนชิงเอ๋อรู้สึกแปลกใจ
“เจ้าเคยบอกว่า ตายดีกว่าเกิดมาเป็นมาร” เตียนชิงเอ๋อพูดอย่างระมัดระวังขณะพิจารณาใบหน้าเซี่ยนเสี่ยวหยู
“ข้าเคยพูดอย่างนั้น?” เขารู้สึกแปลกใจ เตียนชิงเอ๋อพยักหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ
“ช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อย ข้าอยากรู้ความเป็นมาของตัวเอง” เซี่ยนเสี่ยวหยูทำตาเศร้าหน้าสงสาร
“เจ้าอยากรู้จริงๆ?” นางถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“อือ” ขานรับอย่างหนักแน่นพร้อมพยักหน้าหนักหน่วง ดวงตากลมโตเปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับสดใส
เตียนชิงเอ๋อมองเซี่ยนเสี่ยวหยูที่ตอนนี้ทำท่ากระตือรือร้นอยากรู้ นัยน์ตาสดใสจ้องนางตาปริบๆ
“ข้าอยากรู้ ข้าไม่คิดเรื่องที่เกิดมาเป็นมารแล้ว ข้าไม่รังเกลียดตัวเองที่เกิดมาเป็นมาร” เซี่ยนเสี่ยวหยูคว้ามือของเตียนชิงเอ๋อมากุม เขาพูดจาหนักแน่นดั่งใจคิดจริงๆ
“ได้” เตียนชิงเอ๋อพูดสั้นๆ และเริ่มเล่า
