บทที่ 17 สมุนไพรน้ำหอม
“อื่อ” เซี่ยนเสี่ยวหยูไม่กล้ากัดลิ้นเขาอีก ปล่อยให้เสิ่นกวงจวินสัมผัสความหอมหวานภายในปาก
ความรู้สึกของเซี่ยนเสี่ยวหยูที่ห่างหายไปนานความโหยหาสัมผัสที่ดูเหมือนแต่ไม่เหมือน เหมือนจะใช่ก็ไม่เชิงเหมือนจะไม่ใช่ก็ไม่เชิงมันเร่าร้อนแปลกใหม่สำหรับเขา
เซี่ยนเสี่ยวหยูสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเสิ่นกวงจวินที่ดูจะหนักหน่วงและกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ มือของเทพมังกรหนุ่มเริ่มขยับสัมผัสไปตามร่างกายของเขา เซี่ยนเสี่ยวหยูหัวใจเต้นแรงความรู้สึกหนึ่งผ่อนคลายหลับตาพริ้มเคลิ้มคล้อยตามไปกับสัมผัสที่อ่อนหวานนุ่มนวลแต่อีกความรู้สึกพยายามต่อต้าน
‘อาเฉินฉันรักนาย’ เซี่ยนเสี่ยวหยูพยายามรวบรวมสติผลักอกของเสิ่นกวงจวินออก แต่กำลังเพียงน้อยนิดของเขาหรือจะสู้แรงของบุรุษตรงหน้าไหว เสิ่นกวงจวินกอดรัดแน่นเหมือนคีมล็อค
“ท่าน ได้เวลาเดินทางแล้วขอรับ” เสียงองครักษ์เทียนฉีตะโกนอยู่หน้าประตูห้องนอน
“อือ” เสิ่นกวงจวินตอบ
เซี่ยนเสี่ยวหยูพยายามรวบรวมกำลังดิ้นรนอีกครั้ง ผลักอกเสิ่นกวงจวินจนหลุดออกจนได้ แต่แรงผลักทำให้ร่างของเขากำลังลอยเลื่อนออกกลางสระ
“โอ๊ะ” เซี่ยนเสี่ยวหยูร้องด้วยความตกใจ เสิ่นกวงจวินคว้าแขนของเซี่ยนเสี่ยวหยูไว้ก่อนที่ร่างของเขาจะลอยออกไปกลางสระน้ำ
“ระวังหน่อย” เสิ่นกวงจวินบอกขณะกอดร่างของเซี่ยนเสี่ยวหยูไว้แนบอก
“ปล่อยข้า” เซี่ยนเสี่ยวหยูบอกและพยายามดันอกของเสิ่นกวงจวินออก
ครั้งนี้เสิ่นกวงจวินอุ้มร่างของเซี่ยนเสี่ยวหยูวางไว้บนขอบสระอย่างว่าง่าย ก่อนที่ตัวเขาจะก้าวเดินขึ้นจากสระน้ำหยิบผ้าเช็ดตัวห่มนุ่งช่วงล่างก่อนหันมากล่าวเสียงนุ่มนวล “ไปครานี้คงหลายเดือน”
เซี่ยนเสี่ยวหยูรู้สึกว่าสายตาของเสิ่นกวงจวินที่มองเขาตอนนี้นั้นดูอ่อนโยน แต่เอ๊ะทำไมต้องบอกเขาด้วยล่ะ
เสิ่นกวงจวินเดินออกไปจากห้องอาบน้ำแล้ว
เซี่ยนเสี่ยวหยูจึงรีบลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาห่มนุ่งพันกายช่วงล่างก่อนเดินออกจากห้องอาบน้ำเข้าไปในห้องส่วนตัวของเทพมังกรเสิ่นกวงจวินอีกครั้ง
พอเปิดประตูเข้าไปในห้องเซี่ยนเสี่ยวหยูมองเห็นเสิ่นกวงจวินสวมเสื้อผ้าชุดขาวขลิบทองคุ้นตาเช่นเคยเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงผมยาวถึงเอวที่ยังเปียกปล่อยสยายยังไม่ได้เก็บมัดสวมกว่านให้เรียบร้อย
เซี่ยนเสี่ยวหยูหยิบผ้าผืนเล็กเช็ดผมให้เขาอย่างเบามือจนผมแห้งดีแล้วจึงหยิบหวี หวีผมรวบสูงสวมกว่านหยกสีฟ้าขาวให้เขา
ตลอดเวลาที่เซี่ยนเสี่ยวหยูเช็ดผมให้ เสิ่นกวงจวินมองใบหน้าเรียวงาม ดวงตากลมโต ผิวกายขาวเนียน รูปร่างผอมบางพิจารณาแทบทุกอย่างบนกายของเซี่ยนเสี่ยวหยูผ่านกระจกตรงหน้า เพื่อจดจำเขาไว้ การเดินทางในครั้งนี้ใช้เวลาเนินนานกว่าจะได้กลับมาเจอกันอีก
“ชุดของเจ้า” เสิ่นกวงจวินกล่าวเมื่อเห็นเซี่ยนเสี่ยวหยูทำผมให้เขาเรียบร้อยแล้ว เซี่ยนเสี่ยวหยูหันไปมองตามสายตาของเสิ่นกวงจวินที่มองไปที่เตียง ชุดสีขาวเหลืองอ่อนวางอยู่บนนั้น
“รอข้า” เซี่ยนเสี่ยวหยูได้ยินเสิ่นกวงจวินกล่าวจึงหันกลับมามองเขา พอดีกับที่เสิ่นกวงจวินลุกขึ้นยืนหันหน้ามาประทับริมฝีปากและจูบหน้าผากของเซี่ยนเสี่ยวหยูอย่างรวดเร็วก่อนที่เทพมังกรหนุ่มจะก้าวเดินออกไปจากห้องทันที
ปล่อยให้เซี่ยนเสี่ยวหยูยืนแข็งค้างมองตามแผ่นหลังของเขา
การออกเดินทางครั้งนี้เทพมังกรเสิ่นกวงจวินกับองครักษ์ทั้งสอง พากองทัพสามเหล่าไปด้วยจำนวนหนึ่ง เขาออกเดินทางไปสมทบกับกองทัพเทพมารที่มาตั้งค่ายชั่วคราวอยู่ไม่ไกลจากแดนมังกรหลงเฉินเฉินแห่งนี้เมื่อได้รับข่าวของสองจอมมาร
เตี่ยนชิงเอ๋อเล่าให้เซี่ยนเสี่ยวหยูฟังว่าองครักษ์เทียนฉีเคยบอกเล่าให้นางฟังว่ามีทัพเทพมารมาตั้งฐานทัพชั่วคราวอยู่ไม่ห่างจากแดนมังกรแห่งนี้กว่า 70 ลี้
เวลาผ่านไปหลายเดือนแแล้วที่ท่านเทพมังกรเสิ่นกวงจวินกับองครักษ์ทั้งสองเคลื่อนทัพออกไป มันทำให้เสี่ยวหยูผู้ว่างงานตอนนี้ยิ่งว่างไม่มีอะไร นั่งเอามือท้าวคางอยู่ริมหน้าต่างห้องของตัวเองมองผู้คนเดินไปมา มองอาคารจวนปราสาทสูงตระหง่าน มองเลยไปไกลของทิวป่าและเทือกเขาเขียวขจี สายตาบ่งบอกถึงความเบื่อหน่าย อยู่ๆ เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ เซี่ยนเสี่ยวหยูผุดลุกขึ้นยืน ก้าวขาเดินแกมวิ่งออกไปจากห้องทันที
“น้าาา...อนุญาตให้ข้าไปเถอะนะ พี่สาวคนสวย แถมยังใจดีไม่มีใครเกิน” เซี่ยนเสี่ยวหยูเกาะแขนเตียนชิงเอ๋อออดอ้อน
“เจ้าไปเพียงลำพังมันอันตราย ไว้ข้าเสร็จงานแล้วจะไปกับเจ้าด้วย” เตียนชิงเอ๋อกล่าวด้วยความห่วงใย
“ตอนนี้อากาศกำลังดี ถ้ารอท่านเสร็จงานอีกตั้งหลายชั่วยาม ข้าไปเองได้ ข้าดูแลตัวเองได้ น้าาา..ให้ข้าไปเถอะนะ”
เฉินเหมยที่มองดูเซี่ยนเสี่ยวหยูออดอ้อนอยู่นาน นึกเห็นใจอยากช่วยเซี่ยนเสี่ยวหยูขึ้นมา นางอยากทำอะไรเพื่อตอบแทนชายหนุ่มตรงหน้าบ้าง ถึงจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
“ข้าไปเป็นเพื่อนเองเจ้าค่ะ” เฉินเหมยเสนอตัวขึ้น
พอได้ยินคำกล่าวของเฉินเหมยทำให้ใบหน้าของเซี่ยนเสี่ยวหยูยิ้มเบิกบาน
“ข้าไปกับเฉินเหมยก็ได้ ให้นางไปเป็นเพื่อนข้าน้าาา ท่านพี่”
เตียนชิงเอ๋อหมดหนทางบ่ายเบี่ยง จำยอมให้เซี่ยนเสี่ยวหยูน้องชายผู้เคยเย่อหยิงถือตัว ตอนนี้ทำตัวออดอ้อนเหมือนเด็ก ไม่มีความเย่อหยิงถือตัวครั้งในอดีตหลงเหลือสักนิด
นางอนุญาตให้เซี่ยนเสี่ยวหยูออกไปเดินเล่นแถวภูเขาด้านหลังจวนทางทิศเหนือ ซึ่งเซี่ยนเสี่ยวหยูเคยยืนมองดูทิวทัศน์ด้านนั้นบ่อยครั้ง
ภูเขาหลังจวนทางทิศเหนือเป็นป่ารกทึบพอสมควรแต่หญ้าไม่สูงมาก การเดินทางเป็นไปอย่างระมัดระวังเพราะความรกของพื้นหญ้าและต้นไม้ หนึ่งหญิงสาวร่างบอบบางหนึ่งชายหนุ่มร่างผอมบาง ทั้งสองเดินคุยกันไปเรื่อยเปื่อยอย่างเป็นกันเอง
“เจ้าจำอะไรไม่ได้เลยหลังจากตกแม่น้ำวันนั้นหรือ?” เฉินเหมยถามด้วยน้ำเสียงเศร้า รู้สึกผิด เพราะต้นเหตุมาจากนาง
“อือ” เซี่ยนเสี่ยวหยูขานรับแบบไม่ใส่ใจเดินลุยไปข้างหน้า
“จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน?”
“อือ” เซี่ยนเสี่ยวหยูยังคงขานรับด้วยใบหน้ายิ้มบางเหมือนเคย
“แล้วคุณหนูเตียนชิงเอ๋อเล่า เจ้าจำนางได้ไหม?”
เซี่ยนเสี่ยวหยูส่ายหน้าช้าๆ “ถึงข้าจะจำนางและใครๆ ไม่ได้เลย พี่ชิงเอ๋อก็พยายามเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับตัวข้าและทุกคนให้ข้าฟัง แต่ข้าก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี”
ทั้งสองเดินมาถึงเชิงเขาซึ่งมีต้นไม้เขียวขจีสูงแค่อกเรียงรายมากมาย มีภูเขาตัดเป็นหน้าผาสูงตระหง่า
เซี่ยนเสี่ยวหยูมองเห็นสมุนไพรสำหรับทำถุงหอมหลายชนิด โลกก่อนหากต้องการทำถุงหอมหรือน้ำหอม เขาเพียงกดสั่งซื้อวัตถุดิบทางออนไลน์ก็ได้แล้ว เซี่ยนหยูพยายามหาซื้อวัสดุอุปกรณ์มาทำหลายครั้งหลายวิธี ช่วงแรกกลิ่นผิดเพี้ยนล้มเหลวไม่เป็นท่า
“เลิกทำเถอะ ฉันจะหาซื้อให้นายเอง” ต้าเฉินพูดกับเขาเพราะสงสารที่เห็นเขาทุ่มเททุกอย่างแต่ไม่สำเร็จ
เซี่ยนหยูทำการทดลองอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 100 ครั้ง จนกระทั่งสำเร็จในที่สุด
“อาหยูของฉันเก่งจัง” ต้าเฉินกล่าวชื่นชมพร้อมจูบเขาเป็นรางวัล
แต่โลกนี้ทุกอย่างต้องแสวงหา ตัด สับ ตากแห้งสกัดกลั่นกรองเองทุกขั้นตอน ต้องลงมือทำเองทั้งหมด โดยรวมแล้วต้องใช้เวลาไม่น้อยถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ แค่แสวงหาวัตถุดิบแต่ละอย่างก็ใช้เวลานาน
ทุกอย่างต้องใช้ความอดทนและความชื่นชอบมากจากใจจริงจึงจะทำสำเร็จ
เซี่ยนเสี่ยวหยูเก็บต้นพิมเสนตะไคร้หอมใบของยูคาลิปตัสและพืชไพรอีกหลายชนิดโดยมีเฉินเหมยช่วยเก็บอย่างตั้งใจหลังจากเซี่ยนเสี่ยวหยูเก็บเป็นตัวอย่างให้ดูหลายชนิด
“ดูนั่นสิ” เซี่ยนเสี่ยวหยูตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น เขาชี้ขึ้นไปบนแนวผาที่มีต้นสมุนไพรสำคัญหายากที่สุด ขึ้นอยู่หลายต้น เป็นต้นสมุนไพรขนาดไม่ใหญ่มากมีใบสีเขียวเข้มลำต้นมีรอยแยกแตกเป็นเส้นบางๆ ที่โคนต้นจะมองเห็นเกล็ดสีขาวใสอยู่ตามรอยแยกแตกนั้น
“อะไร?” เฉินเหมยมองตามนิ้วมือของเซี่ยนเสี่ยวหยู แต่นางไม่เคยรู้จักสมุนไพรหายากนั้น
“นั่นเป็นสมุนไพรที่สำคัญและหายากที่สุดตัวหนึ่ง เอามาสกัดเป็นหัวน้ำหอม พอเอามาผสมกับสมุนไพรที่เราเก็บวันนี้จะมีกลิ่นหอมมากไม่คิดว่าจะเจอง่ายกว่าที่คิด” เซี่ยนเสี่ยวหยูบอกเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตื่นเต้นดีใจ
“มันอยู่สูงมากนะมันอันตราย ถ้าตกลงมาคง...” เฉินเหมยรู้สึกว่าหน้าผานั้นสูงมากถ้าเกิดอะไรขึ้นคงอันตรายถึงชีวิตได้
“ข้าไม่ให้เจ้าขึ้นไปหรอก ข้าขึ้นไปเอง” ตอนนี้เซี่ยนเสี่ยวหยูไม่มีความขลาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ไม่เอา ไม่ได้หรอ?” เฉินเหมยพยายามต่อรองเผื่อเซี่ยนเสี่ยวหยูจะเปลี่ยนใจ
เซี่ยนเสี่ยวหยูส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่เป็นอะไรหรอก ข้าไหว เจ้ารอตรงนี้นะ”
เซี่ยนเสี่ยวหยูวางสมุนไพรทุกอย่างไว้ที่พื้นก่อนเดินไปที่ตีนผาสูง เงยหน้าแหงนมองเป้าหมายที่เป็นสมุนไพรที่อยู่สูงประมาณตึก 9 ชั้น เขาหันมายิ้มให้เฉินเหมยก่อน แล้วเริ่มปีนขึ้นไปบนหน้าผาอย่างคล่องแคล่วและระมัดระวัง
ครั้งหนึ่งเฒ่าแก่โจวหว่างเคยพาพนักในร้านไปเที่ยวต่างจังหวัดและพาไปเข้าฐานผจญภัยมีทั้ง โดดหอ ยิงปืน ไต่สะพานลิง และปีนเขาจำลอง ในความคิดของเซี่ยนเสี่ยวหยูการปีนเขามันไม่ยากแต่ต้องใช้พละกำลังมากพอสมควร
เพียงแต่ครั้งนั้นมีเชือกผูกเอวป้องกันการเกิดเหตุที่ไม่คาดคิด ครั้งนี้ไม่มีเชือกผูกเอวแต่ก็ไม่ได้ทำให้เซี่ยนเสี่ยวหยูเกิดความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาไม่กลัวความสูงดังนั้นจึงคิดว่าไม่น่าเกินกว่าพละกำลังของเขาแน่นอน
เซี่ยนเสี่ยวหยูปีนขึ้นไปจนถึงสมุนไพรเป้าหมายต้นแรก โดยมีเฉินเหมยยืนลุ้นอยู่เบื้องล่างอย่างใจจดใจจ่อ เขาใช้เท้าเหยียบแง่งหินไว้มั่นใช้มือหนึ่งจับแง่งหินแน่น อีกมือพยายามเด็ดเกล็ดสีขาวใสตรงโคนต้นและรอยแยกเป็นเส้นบางๆ อย่างเบามือเพื่อให้สมุนไพรนั้นไม่บอบช้ำสามารถเจริญเติบโตผลิตเกล็ดสีขาวใสนี้ได้อีก
เซี่ยนเสี่ยวหยูเก็บเกล็ดสีขาวใสใส่ไว้ในอกเสื้อ แล้วย้ายไปเก็บต้นที่สอง ต้นที่สาม ต้นต่อๆ ไป ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เขานึกถึงจำนวนหัวน้ำหอมที่จะได้จากเจ้าเกล็ดสีขาวใสนี้แล้วทำให้เขารู้สึกอยากเก็บให้ได้มากๆ เพราะพอสกัดออกมาแล้วปริมาณที่ได้จะเหลือเพียงน้อยนิด
“ลงมาได้แล้ว ฝนกำลังจะมาแล้ว” เสียงเฉินเหมยตะโกนบอกอย่างเป็นกังวล
เซี่ยนเสี่ยวหยูเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆสีดำเคลื่อนตัวบดบังท้องฟ้าจนมืดครึ้ม
“อีกนิดเดียว” เขาบอกและพยายามขยับปีนไปเก็บต้นข้างๆ เขาเก็บได้เกือบหมดทุกต้นแล้ว แต่ยังเหลือต้นที่อยู่ด้านบนสุดอีกต้นเท่านั้น
เขาจึงปีนขึ้นไปอย่างระมัดระวัง พอถึงเป้าหมายสุดท้ายก็รีบเก็บเกล็ดขาวใสใส่อกเสื้อ ตอนนี้ในอกเสื้อเต็มไปด้วยเกล็ดสีขาวใส เซี่ยนเสี่ยวหยูยิ้มอย่างพอใจ
ฝนเริ่มลงเม็ดเป็นละอองฝอยเซี่ยนเสี่ยวหยูพยายามมองหาแง่งหินเพื่อที่จะเหยียบปีนลงอย่างช้าๆ เพราะความมืดของเมฆดำที่บดบังดวงตะวันและท้องฟ้าผสมกับสายฝนเริ่มเปลี่ยนจากละอองฝอยเป็นเม็ดใหญ่ขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ แง่งหินเมื่อโดนน้ำก็จะลื่นและเมื่อน้ำฝนผสมกับดินหินของหน้าผาไหลลงมายิ่งทำให้แง่งหินลื่นมากกว่าเดิม
“ระวังนะ” เฉินเหมยยืนหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ตะโกนบอกเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องเป็น...โอ้ะ” เซี่ยนเสี่ยวหยูยังพูดไม่จบประโยค แง่งหินที่โดนน้ำพอถูกเหยียบก็หลุดล่วงลงมา ดีที่มือสองข้างยังจับแง่งหินไว้แน่นและเท้าอีกข้างยังยืนอยู่บนแง่งหิน เซี่ยนเสี่ยวหยูพยายามมองหาแง่งหินเพื่อใช้เท้าอีกข้างเหยียบจะได้ลงไปได้อีกก้าว
จากความสูงประมาณตึก 9 ชั้น ตอนนี้เขาปีนลงมาอยู่ที่ความสูงประมาณตึก 8 ชั้นแล้ว ถ้าเหลือความสูงประมาณตึก 2 ชั้น เขาก็สามารถกระโดดลงไปได้เลย
“โอ้ะ” ความคิดต้องหยุดชะงักเมื่อแง่งหินที่เหยียบอีกข้างหลุดล่วงลงไปอีกก้อน ทำให้ร่างของเขาห้อยอยู่บนหน้าผาด้วยมือสองข้างที่ยึดแง่งหินไว้มั่น
“อาหยูอดทนไว้ก่อนนะ ข้า...ข้าจะไปตามคนมาช่วย” เฉินเหมยตกใจทำอะไรไม่ถูกทั้งกลัวทั้งหวาดเสียว กลัวเซี่ยนเสี่ยวหยูตกลงมาก นางรีบวิ่งกลับไปตามทางเดิมที่มาทันที
‘ตึก 7-8 ชั้น ถ้าตกลงไปต้องซี้แหงๆ’ เซี่ยนเสี่ยวหยูคิดดังนั้นแล้วเขาจึงพยายามยึดแง่งหินที่เหลืออีกสองมือไว้มั่น
สายฝนพรั่งพรูกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา น้ำบนหน้าผาผสมกับก้อนดินก้อนหินไหลลงมาปริมาณมากขึ้น
เซี่ยนเสี่ยวหยูเปียกปอนไปทั้งตัว จิตใจที่เมื่อแรกไม่เคยคิดหวาดหวั่นกับความสูงแต่ตอนนี้รู้สึกหวาดเสียวขึ้นมาแล้ว
รู้สึกหนาวไปทั้งตัว ลมฝนที่โหมกระหน่ำ มองลงไปเบื้องล่างแทบมองไม่เห็นพื้นดินเพราะความมืดครึ้มของบรรยากาศและสายฝน
“อาเฉินฉันเริ่มกลัวแล้วนะ” เซี่ยนเสี่ยวหยูพึมพำพร้อมรอยยิ้มเยาะตัวเอง ในใจตอนนี้นึกกลัวกับเหตุการณ์ตรงหน้าไม่รู้จะรอดพ้นไปได้อย่างไร สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมีเพียงความรักความคิดถึงที่มีให้คนรัก
“สงสัยฉันจะได้ไปพบกับนายแล้ว” ตาเริ่มแดงน้ำใสเอ่อล้นไหลอาบแก้มผสมกับน้ำฝนไม่มีเสียงสะอื้นทำให้มองไม่รู้ว่าเขากำลังร้องไห้
“โอ้ะ” เซี่ยนเสี่ยวหยูร้องตกใจเมื่อแง่งหินที่มือขวาหลุดล่วงลงไปอีกก้อนเหลือแง่งหินเพียงก้อนเดียวที่มือซ้ายเกาะแน่น
“เจ็บจัง” เขารู้สึกเจ็บที่มือขวาจึงแบมือเพื่อดู เห็นบาดแผลเป็นทางยาวน่าจะเกิดจากการโดนแง่งหินบาดเลือดสีแดงสดไหลหยดออกมาผสมกับน้ำฝนทำให้สีแดงจางลงกระจายไหลจากฝ่ามือลงไปเบื้องล่าง
เซี่ยนเสี่ยวหยูมองระดับความสูงประมาณตึก 7-8 ชั้น อดกลืนน้ำลายด้วยความหวาดเสียวและเริ่มกลัวขึ้นมาอีกครั้ง เขาภาวนาไม่ให้แง่งหินที่มือซ้ายเกาะอยู่หลุดล่วง ซึ่งเหลือเป็นฟางเส้นสุดท้ายเป็นความหวังอันน้อยนิดในตอนนี้ ขอให้แง่งหินนี้เหนียวแน่น
ความคิดหยุดชะงักทันที เมื่อเซี่ยนเสี่ยวหยูรู้สึกถึงความผิดปกติของแง่งหินที่มือซ้ายตอนนี้มันเหมือนเริ่มขยับ
“อาเฉิน ฉันรักนาย” แง่งหินหลุดออกจากตัวหน้าผา ร่างของเซี่ยนเสี่ยวหยูล่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลกทันที
“อ๊ากกก”
