บทที่ 10 เป็นพยาน
พ่อครัวฮ่งเต๋อเดินกลับเข้ามาในครัวอีกด้านหนึ่งไม่พบเห็นผู้ใดและจานผลมูลี่เค่อยังวางอยู่ที่เดิม
เซี่ยนเสี่ยวหยูเป็นคนไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นอยู่แล้วจึงไม่สนใจและไม่คิดจะพูดอะไรทั้งนั้น
เขาอยากออกไปจากที่นี่ อยากไปเห็นว่าโลกภายนอกของโลกใบนี้เป็นอย่างไร
เขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้ ไม่คิดจะสนใจว่าใครคิดดีคิดร้ายกับใคร ในหนังที่เขาเคยดูโลกของเทพมารและปีศาจต่างสู้รบกันไม่รู้จักจบสิ้น สุดท้ายเผ่ามารปีศาจก็ต้องถูกเหล่าเทพกำจัดจนหมดสิ้น
‘เสิ่นกวงจวินเป็นถึงลูกชายของเทพมังกรผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้เขาต้องมีพลังปกป้องตัวเองได้อยู่แล้ว’ คิดแล้วเซี่ยนเสี่ยวหยูจึงกลับไปนอนพักผ่อนที่ห้องของตน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูทำให้เซี่ยนเสี่ยวหยูที่กำลังหลับสะดุ้งตื่น
เตียนชิงเอ๋อผลักประตูเดินเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน เห็นเซี่ยนเสี่ยวหยูยังนอนท่าทางงัวเงีย
“อาหยู รีบลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาเร็วเข้า” เตียนชิงเอ๋อดึงแขนเขาเบาๆ เพื่อช่วยให้ลุกขึ้น
“พี่ชิงเอ๋อ มีอะไรครับ” เซี่ยนเสี่ยวหยูยังรู้สึกง่วงอยากนอนต่ออีกสักนิด
“องครักษ์อี้เฉิงเรียกประชุมด่วน ลุกขึ้นเร็วเข้า”
“ประชุมอะไรกลางวันแสกๆ” เสียงยังงัวเงีย
“ท่านเสิ่นกวงจวินถูกวางยาพิษ”
อาการงัวเงียของเซี่ยนเสี่ยวหยูหายวับ ถึงจะรู้ล่วงหน้าแต่ไม่คิดว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงจะรู้เร็วปานนี้
ตะวันทอแสงแดดแรงยามบ่ายเมฆสีขาวลอยกระจายเต็มผืนฟ้าช่วยลดความร้อนของดวงตะวันลงได้บ้าง
เซี่ยนเสี่ยวหยูเดินมาถึงลานประชุมพร้อมกับเตียนชิงเอ๋อที่เดินนำหน้า มองเห็นเหล่าทหารทั้งสามสียืนแยกสีใครสีมันและคนรับใช้ของทุกปราสาทใหญ่เล็กของทุกจวนทุกตำแหน่งต่างยืนต่อเรียงล้อมกันเป็นวงกลมหน้าลานประชุมขนาดใหญ่หน้าปราสาทใหญ่ของเทพมังกรเสิ่นกวงจวิน
“คุณหนูเตียน คุณชายเซี่ยน” ทุกคนที่เห็นเตียนชิงเอ๋อกับเซี่ยนเสี่ยวหยูเดินผ่านต่างกล่าวคำทักทายพร้อมทำความเคารพอย่างนอบน้อมและให้เกียรติ ซึ่งทั้งสองคนต่างยิ้มทักตอบบ้างพยักหน้าตอบบ้าง
เตียนชิงเอ๋อพาเซี่ยนเสี่ยวหยูมายืนอยู่เกือบหัวแถว ทำให้เซี่ยนเสี่ยวหยูมองเห็นโดยรอบลานประชุมที่มีรูปทรงเป็นวงกลมมีความกว้างสามารถจุผู้คนได้หลายพันชีวิต
ด้านหน้าเป็นแท่นประทับตอนนี้เทพมังกรเสิ่นกวงจวินนั่งเป็นประธาน ท่าทางอ่อนเพลียใบหน้าซีดเซียวแต่ยังนั่งตัวตรงสง่างามผึ่งผายเช่นเคย
องครักษ์เทียนฉีกับองครักษ์อี้เฉิงยืนขนาบข้างซ้ายขวาไม่ห่างท่าทางขององครักษ์ทั้งสองเป็นห่วงเป็นใยเจ้านายไม่น้อย
องครักษ์อี้เฉิงเดินขึ้นหน้ามาหลายก้าว
“นำตัวเข้ามา” ทุกคนในลานประชุมเงียบกริบ สายตาจับจ้องไปที่ทหารเทพสองคนที่เดินประกบชายร่างท้วม
พ่อครัวฮ่งเต๋อถูกมัดมือไขว้หลังทหารทั้งสองนำตัวเขาเดินไปกลางลานประชุม
ทหารเทพคนหนึ่งบอกให้เขาคุกเข่า พ่อครัวฮ่งเต๋อปฏิบัติตามอย่างเชื่อฟังด้วยอาการสั่นเทิ้ม
ทหารเทพทั้งสองเดินออกไปยืนด้านข้างของลานประชุมเหมือนเดิมทหารคนอื่นเมื่อเห็นพ่อครัวคุกเข่าเรียบร้อยแล้ว
องครักษ์อี้เฉิงกล่าวเสียงเข้มเปิดประเด็นเรื่องท่านเสิ่นกวงจวินถูกลอบวางยาพิษตรวจสอบแล้วมาจากผลมูลี่เค่อที่พ่อครัวฮ่งเต๋อนำมาให้
เซี่ยนเสี่ยวหยูมองไปทางทหารลูกผสมชุดสีเทา เขากวาดตามองทุกคนอย่างละเอียด สายตาของเขาประสานเข้ากับสายตาของซานจื่อชายร่างสูงใหญ่หัวหน้าชายฉกรรจ์ที่เคยทำร้ายตน
ซานจื่อมองเห็นเซี่ยนเสี่ยวหยูเดินมายืนที่ลานประชุมตั้งแต่แรก เขามองเซี่ยนเสี่ยวหยูไม่วางตาจนกระทั่งเห็นดวงตากลมโตของเซี่ยนเสี่ยวหยูกำลังมองมาที่เขาเช่นกัน
ซานจื่นรู้สึกหัวใจเต้นแรงทำอะไรไม่ถูกจึงรีบผงกศีรษะทำความเคารพ ซึ่งเซี่ยนเสี่ยวหยูก็ก้มศีรษะตอบเล็กน้อยก่อนถอนสายตามองทหารชุดเทาคนอื่นต่อเพื่อมองหาเป้าหมายที่ต้องการ
พ่อครัวฮ่งเต๋ยตัวสั่นเพราะกลัวความผิด “ผู้น้อยได้รับการไหว้วานมาอีกทีเห็นว่าเป็นผลไม้หายากที่ท่านเทพเสิ่นกวงจวินชื่นชอบผู้น้อยก็เลยรับไว้ปอกใส่จานนำไปถวายเท่านั้น” พ่อครัวฮ่งเต๋อกล่าวตามความเป็นจริง ด้วยเสียงสั่นกลัว
“เจ้าเอาผลมูลี่เค่อมาจากผู้ใด?” เสียงเข้มดุดันขององครักษ์อี้เฉิงก้องกังวานชวนหวาดหวั่น
“แม่นางเฉินเหมย” น้ำเสียงของพ่อครัวฮ่งเต๋ยสั่นแต่ฟังรู้เรื่อง
พอได้ยินชื่อหัวคิ้วขององครักษ์อี้เฉิงกระตุกเข้าหากันเล็กน้อยก่อนปรับสีหน้าเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาไม่นาน ‘เฉินเหมย‘ ถูกทหารเทพสองคนคุมตัวเดินออกมานั่งคุกเข่าคู่กับพ่อครัวฮ่งเต๋อ
เซี่ยนเสี่ยวหยูมองเห็นเป้าหมายยังอยู่ในชุดทหารลูกผสมสีเทาเช่นเดิม เขายืนรวมอยู่ในหมู่ทหารลูกผสมชุดสีเทา เขายืนมองดูการพิจารณาหาคนร้ายอย่างไม่สะทกสะท้าน
แม่นางเฉินเหมยนั่งคุกเข่าตัวสั่นเล็กน้อยน้ำตาไหลนองหน้า นางเป็นเพียงสตรีรูปร่างบอบบางอรชรอ้อนแอ่น
เซี่ยนเสี่ยวหยูเห็นแล้วรู้สึกสงสารเพราะความหวังดีอยากให้คนที่ตนแอบรักแอบชื่นชอบได้กินของที่โปรดปราน เสียทั้งของเสียทั้งเงิน และยังต้องเสียใจเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายวางยาพิษทั้งที่ไม่ได้กระทำ ช่างน่าสงสารและเห็นใจจริงๆ
“เจ้าเอาผลมูลี่เค่อให้เขาจริงหรือไม่?” องครักษ์อี้เฉิงถามหญิงสาวตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย
เฉินเหมยไม่กล้าตอบรับหรือปฏิเสธ นางเพียงก้มหน้าน้ำตาไหลตลอดเวลาเพราะความกลัว ร่างกายบอบบางสั่นเทิ้มตลอดเวลา เห็นแล้วน่าสงสารยิ่งนัก
“เจ้ามีพยานหลักฐานอะไรว่าเอาผลมูลี่เค่อมาจากนาง” องครักษ์อี้เฉิงหันไปถามพ่อครัวฮ่งเต๋อเสียงเข้มอีกครั้ง
พ่อครัวฮ่งเต๋อส่ายหน้า คุกเข่าก้มหน้าตัวสั่นมากยิ่งขึ้น เขาไม่มีพยานหลักฐานอะไรเลย เขาต้องตายแน่คราวนี้
เซี่ยนเสี่ยวหยูปกติไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ยกเว้นละกันเพราะถ้าไม่เข้าไปยุ่งเกรงว่าทั้งสองคนคงโดนลงโทษทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด และมีเพียงเขาคนเดียวดันไปรู้ไปเห็นเหตุการณ์ จึงจำต้องเป็นพยานให้กับพ่อครัวฮ่งเต๋อได้
“ข้าเป็นพยานให้เขาได้” เซี่ยนเสี่ยวหยูรวบรวมความกล้าก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกล่าวเสียงดังฟังชัด
“ข้าเห็นนางเอาผลมูลี่อะไรนั้นพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่งให้เขา” เซี่ยนเสี่ยวหยูไม่รอให้ซักถามรีบพูดความจริงตามที่เห็นทันที
ทุกคนในลานประชุมต่างตะลึงไม่อยากเชื่อสายตาคุณชายเซี่ยนเสี่ยวหยูที่ปกติไม่เคยสุงสิงกับใคร ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา ตอนนี้ออกมาเป็นพยานให้กับพ่อครัวต่ำต้อยคนหนึ่ง
เฉินเหมยเงยหน้ามองเซี่ยนเสี่ยวหยูด้วยแววตาเกลียดชัง
ครั้งหนึ่งขณะเดินสวนกันนางกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“คุณชายเซี่ยน” ก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม
แต่เซี่ยนเสี่ยวหยูผู้นี้ไม่สนใจเดินเชิดหน้าทำเหมือนไม่ได้ยินมองไม่เห็น ทำเหมือนนางเป็นอากาศธาตุ การกระทำแบบไม่เห็นหัวคนอื่นของเขา ถ้าทำเพียงครั้งหรือสองครั้งนางยังพอรับได้แต่ทำทุกครั้งความไม่พอใจสะสมมากๆ เข้ากลายเป็นความเกลียดชัง
นางเคยมีความรู้สึกดีๆ ให้กับชายหนุ่มตรงหน้า ครั้งแรกที่นางเห็นเขา ผิวขาวผุดผ่องใบหน้าเรียวงามดวงตากลมโตริมฝีปากบางอมชมพู รักยิ้มสองข้างแก้ม รูปร่างสูงเพรียวบอบบาง ผมยาวสลวยประดับด้วยเปียสองข้างแต่งกายสีอ่อนเรียบร้อยสง่างาม นางแอบชื่นชอบประทับใจจนเก็บไปฝันใฝ่เยื่องหนุ่มสาวทั่วไปที่พบเจอบุรุษที่สง่างามเพรียบพร้อมย่อมพึงใจ
ทุกคนได้ยินคำกล่าวของเซี่ยนเสี่ยวหยูที่เป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ให้พ่อครัวฮ่งเต๋อ ต่างพากันมองจ้องไปที่หญิงสาว ‘เฉินเหมย’ ด้วยสายตาแตกต่างกันไป ต่างพากันซุบซิบวิจารณ์ฟังไม่ได้สรรพ
“คุณชายเซี่ยน ท่านกับข้าไม่เคยมีเรื่องโกรธแค้นอะไรกัน ทำไมต้องใส่ร้ายข้า?” เฉินเหมยร้องถามทั้งน้ำตา
“ข้าบอกว่าข้าเห็นเจ้าเอาผลมูลี่อะไรนั้นให้พ่อครัวคนนี้เท่านั้นไม่ได้บอกว่าเจ้าเป็นคนวางยาพิษสักหน่อย” เซี่ยนเสี่ยวหยูพูดเสียงดังฟังชัดเพื่อปรับความคิดให้ทุกคนเข้าใจ
สายตาของเซี่ยนเสี่ยวหยูมองไปยังคนร้ายที่อยู่ในชุดทหารสีเทา เขายืนอยู่มุมหนึ่งของลานประชุม
ทันทีที่สายตาของเซี่ยนเสี่ยวหยูประสานกันกับคนร้าย ท่าทางของเขาเหมือนจะร้อนตัว เขารีบหลบสายตาและขยับตัวเพื่อหลบซ่อนในหมู่ทหารลูกผสมทันที
