สิ้นสุดความอดทน ตอนที่ 2
เวลาได้ผ่านล่วงไปวันแล้ววันเล่า ฉัตรอรุณจำต้องยอมรับชะตากรรมตำแหน่งเมียหลวงโดยไม่อาจปฏิเสธได้ เพชรชาติพาผู้หญิงของเขาอีกคนมาอยู่ที่บ้านจริงๆ แต่ก็ต่อเติมห้องแยกให้อยู่เป็นสัดเป็นส่วน กระนั้นก็ไม่ได้ลดทอนความเจ็บช้ำน้ำใจลงได้ การต้องแบ่งใช้สามีกับคนอื่น...มันเป็นเรื่องที่หัวใจเกินจะรับได้จริงๆ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก คนสิ้นไร้ไม้ตอกที่มีลูกเล็กๆ ไร้เงิน ไม่มีงานทำ จะหันไปทางไหนก็มีแต่ความดำมืด
ทุกวันนี้นอกจากปานฉัตรแล้วก็มีแต่เจ้าลูน่า กระต่ายตัวน้อยอายุเกือบสิบปีที่แม่บุญธรรมทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าเท่านั้น ที่พอจะเยียวยาความบอบช้ำให้ลืมๆ ไปได้บ้างเป็นบางครั้งคราว ลูน่าเป็นกระต่ายแสนรู้สีขาวปุกปุย ฉัตรอรุณรักลูน่าเสมือนลูกคนหนึ่ง มันคือความสวยงาม น่ารัก บริสุทธิ์...และเป็นตัวแทนของแม่ผู้ล่วงลับ แม่...ที่ไม่ได้ให้กำเนิดเธอมาแต่ก็ดูแลเธอดั่งแก้วตาดวงใจ ต่างจากผู้หญิงอีกคนที่คลอดเธอมา แต่กลับทิ้งให้เธออยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
“ทอป่าน...อย่าดึงหูพี่แบบนั้นสิลูก” หญิงสาวปรามลูกแล้วลูบหลังเจ้าลูน่าซึ่งนอนขดตัวนิ่งอยู่บนตักเล็กๆ ของทอป่าน เด็กหญิงในชุดกางเกงขายาวเข้ารูปกับเสื้อยืดสีชมพู
“ลู...น่า...” สาวน้อยฟันน้ำนมสี่ซี่ ข้างบนสอง ข้างล่างอีกสองยังมิวายก้มลงจับลูน่าขึ้นมาหอมฟอดใหญ่ เธอเองก็อยู่กับลูน่ามาตั้งแต่เกิด สัมพันธ์ใกล้ชิดเหมือนพี่น้อง ทุกๆ วันแม่จะพาเธอออกมานั่งในสวนหลังบ้านกับลูน่าตั้งแต่เช้าหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ และจะหมกตัวอยู่แต่ที่นี่เสียเป็นส่วนใหญ่
“เอาละ ปล่อยลูน่าไปเดินเล่นบ้างนะทอป่าน เดี๋ยวมันก็อึใส่เอาหรอก”
“อึ๊! อึ๊!” ทอป่านโยกตัวทำท่าส่ายก้นล้อเลียนคำพูดของแม่พร้อมหัวเราะคิกคัก เธอเพิ่งเริ่มพูดได้แค่คำสั้นๆ แต่ก็เฉลียวฉลาดช่างเจรจา มักชอบเลียนแบบพฤติกรรมและเสียงทุกเสียงที่ได้ยิน
“ทะลึ่งนักเชียว...มาเร็วค่ะ ลุกขึ้นแล้วพาลูน่าไปเดินเล่นกันดีกว่า” ฉัตรอรุณอุ้มลูน่าวางบนพื้นหญ้านุ่ม แล้วมันก็วิ่งดุ๊กดิ๊กไปดมนั่นสำรวจนี่ หนูน้อยทอป่านก็รีบลุกแล้วเดินเตาะแตะตามไปยืนใกล้ๆ
“นี่...นี่...” เด็กหญิงก้มตัวลงแล้วชี้ให้ลูน่ากินหญ้าที่มันกำลังดม แล้วทำหน้าสงสัยว่าทำไมมันไม่กิน “ไม่กิน” เธอหันไปบอกแม่ด้วยแววตาสงสัยปนผิดหวัง
“มันคงยังไม่หิว ลูน่ามันมีอาหารแล้วก็หญ้าสำหรับมันแล้วนี่คะทอป่าน”
“ป่านกิน...” เธออ้าปากโชว์ฟันน้อยๆ ทั้งบนล่างแล้วชี้เข้าไปในปากนั้น “ทอป่านกินหญ้าไม่ได้ค่ะ...อันนี้หญ้า ไม่ใช่ผัก กินไม่ได้นะจ๊ะ” หญิงสาวบอกลูก เด็กอะไร...ช่างอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกอย่าง
“มาอยู่กันที่นี่อีกแล้ว...พี่ฉัตร ทอป่าน...” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังของสองแม่ลูก “แก้ม...” ฉัตรอรุณหันไปมองแล้วอุทานชื่อเจ้าของเสียงเบาๆ เหลือบหันไปมองลูกกับลูน่าเพื่อไม่ให้คลาดสายตา เผื่อว่าอีกฝ่ายจะมีธุระอะไรจะคุยด้วย
“วันนี้แก้มเข้าครัวทำมื้อเที่ยง...ไปกินด้วยกันสิคะ” หญิงสาวลูบท้องป่องนูนของตัวเองแล้วยิ้มให้ ‘เมียหลวง’
“ไม่ละ...เรากินกันแล้ว ตามสบายเลยนะ”
“พี่ฉัตรไม่เคยรับประทานอาหารฝีมือแก้มเลยนะคะ ไม่ลองดูสักหน่อยเหรอ ที่บ้านเนี่ย...เวลาแก้มทำกับข้าวใครๆ ก็ติดใจกันทั้งนั้น” โดยเฉพาะเพชรชาติ...
“ฉันกินด้วยไม่ลงหรอก...ต่อให้มันรสชาติดีแค่ไหน แต่ก็เป็นของแสลงอยู่ดี”
“พี่ฉัตรคะ!” “ขอตัวนะ...ได้เวลาทอป่านต้องนอนกลางวันแล้ว” พูดจบก็เข้าไปอุ้มลูก ส่วนอีกมือก็จับเจ้าลูน่ามากอดเอาไว้ ก่อนจะพากันเดินไปที่กรงของเจ้ากระต่ายน้อย
“แหม...ทีของอย่างอื่นก็กินร่วมกันได้ไม่เห็นเคยพูดว่าแสลง อย่าดัดจริตไปหน่อยเลยค่ะ” พูดจบสาวเจ้าก็หันหลังเดินฉับๆ จากไปทันที วาจาที่คนพูดกล่าวให้ตัวเองสาแก่ใจ...เหมือนทิ้งระเบิดมีดเป็นพันๆ เล่มเอาไว้เชือดเฉือนคนฟังให้เจ็บแล้วเจ็บอีก ซ้ำๆ ย้ำๆ...อยู่อย่างนั้น
ฉัตรอรุณกัดริมฝีปากจนเลือดซิบ แต่ก็ยังไม่รู้สึกปวดระทมเท่าคำที่นิมิตราเอ่ย เธอกลั้นหายใจกลืนก้อนเจ็บแน่นจนจุกในอกลงคอ ค่อยๆ วางลูน่าใส่กรงของมัน เมื่อปิดประตูกรงเรียบร้อยก็รีบพาลูกกลับเข้าบ้านไปยังห้องพัก ข่มใจอาบน้ำให้ลูกก่อนจะพาเข้านอน เด็กน้อยยังคงเล่นสนุกสนานและมีความสุขเสมอ และนั่นคือสิ่งที่เธอต้องการ...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทอป่านจะต้องมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบแม้ต้องแลกด้วยความเจ็บปวดเท่าไหร่ก็ต้องอดทนกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้ถึงที่สุด...
ที่สุด...เท่าที่เธอจะทำได้...
