ตอนที่ 3
รถเมอซีเดสสีดำค่อยเลี้ยวเข้ามาจดช้าๆตรงหน้าทางขึ้นบันไดของตัวบ้าน รอบบริเวณบ้านล้วนมีคนใส่ชุดสูทสีดำเดินวนรอบๆไปมาคอยตรวจตราความปลอดภัย ภายในบ้านเงียบกริบไร้ผู้คนมีเพียงดวงไฟสีส้มที่ซ่อนไว้แนบเนียนในผนัง เขารอให้ทอมเปิดประตูรถออกแล้วจึงก้าวลงไปช้าๆ ไอ้บลูโน่ที่ถูกจูงมาหากำลังส่ายหางสั้นๆของมันคล้ายกับดีใจที่คนเล่นบอลกับมันมาหา ส่งเสียงร้องงี๊ดง๊าดเบาๆ
"ไงหืม เหงาหรือเปล่า รอพรุ่งนี้แกจะได้เจอเจ้านายแกแล้ว"เขาตบหัวมันเบาๆก่อนจะเงยตัวขึ้นปลดเสื้อสูทออกส่งให้ทอม
"ให้ใครเอาลูกบอลมาหน่อย"ทอมพยักหน้าให้คนหนึ่งที่กำลังยืนตรงอยู่แถวนั้นไปเอามาให้ ใช้เวลาไม่นานก็ยื่นบอลมาส่งให้ อีริคผิวปากเบาให้ไอ้บลูโน่วิ่งตามหลังมา และใช้เวลาเล่นกับมันเกือบๆครึ่งชั่วโมง เสียงประตูด้านหน้าเลื่อนออกช้าๆ รถตู้คันเล็กค่อยคลานเข้ามาจอด
"เอาไปให้ในห้องด้านหลัง ส่งคนเข้าไปดูแลด้วย อ้อทอมให้เขาติดกันซักสามวัน ค่อยๆล่ะเดี๋ยวจะช๊อกตายไปเสียก่อน"อีริคโยนบอลครั้งสุดท้ายให้บลูโน่แล้วเดินกลับเข้าตัวตึก
"นายครับคิดดูดีๆอีกทีดีกว่า ผมว่าทำแบบนี้มันเสี่ยงเกินไป"อีริคหยุดเดินแล้วหันกลับมามองหน้าทอมนิ่งๆ
"ฉันต้องการจะสั่งสอนคนที่ดื้อรั้น อย่ากลัวไปเลยฉันไม่คิดจะให้เขาติดริงๆอยู่แล้ว เคยเลี้ยงเสือหรือเปล่า"เขาย้อนถามทอม
"ไม่เคยครับ คุณก็รู้ว่าผมไม่เคย"
"อืม นายดูสิ ในคณะละครสัตว์พวกเสือสิงโตพวกนั้นเคยเชื่องจริงๆหรือเปล่า คนบังคับจะต้องถือแส้ตลอดเวลา และต้องคอยระแวงว่าเมื่อไหร่ พวกนั้นจะกระโจนเข้าขย้ำ ต่างกัน ถ้าเราทำให้มันรู้ว่าใครเป็นนายมัน ใครเป้นจ่าฝูง มันก็จะเกรงกลัวเราตลอดไป ที่ฉันให้นายฉีดยาเข้าเส้นกับเจโลแค่สามวัน นั่นก็จะทำให้เขารับรู้และจดจำว่า ฉันจะทำลายชีวิตเขาเมื่อไหร่ก็ได้ และให้เขาได้เรียนรู้ว่าฉันคือนายของเขา เอาล่ะไปได้แล้ว เวลาฉีดก็ให้เกรย์คอยดูแลด้วยล่ะ"
"ครับนาย"ทอมมองตามหลังขออีริคที่เดินขึ้นบันไดชั้นสองด้วยความสงสัย ปรกติแล้วนายของเขาไม่เคยใส่ใจหรือลงมือด้วยตัวเอง มีแค่ออกคำสั่ง ยิ่งคนที่ไม่เชื่อฟังโทษถึงตายอย่างเดียวเท่านั้น แต่กับเจโลตำรวจสืบสวนกลางคนนี้ นายเขากลับใส่ใจทุกรายละเอียดเลยแฮะ"เขายักไหล่ เอาเถอะคำสั่งคือคำสั่งนี่ยังดีที่เป็นเขาถาม แต่ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้คงโดนยิงทิ้งไปแล้ว กฏของที่นี่คือปิดหูปิดตาและไม่มีสมองให้ตั้งคำถามครับ
อีริคอาบน้ำเสร็จใส่เพียงเสื้อคลุมตัวเดียวก่อนจะเดินไปรินวิสกี้ลงในแก้วแล้วเดินออกไปนอกระเบียง บ้านของเขาตั้งอยู่บนเขาสูง เบื้องหน้าคืออ่าวกว้างของเกาะฮ่องกง บรรยากาศยามค่ำคืนจึงมองเห็นแสงไฟที่บ้านเรือนแต่ละหลังเปิดเพื่อให้แสงสว่าง ในอ่าวในมีแสงไฟจากประภาคานส่องวนไปมาและจากเรือที่จอดเทียบท่า แสงกระพริบจากเครื่องบินที่กำลังขึ้นลงตรงสนามบิน เขาใช้สองแขนพาดลงบนราวระเบียงมองแสงไฟด้วยจิตใจที่ไม่ปลอดโปร่งเท่าไหร่นัก แกว่งแก้วไปมาช้าๆ เพื่อที่จะใช้เวลาคิดทบทวนเรื่องราวบางอย่างในใจ เมื่อรู้ว่าหาหนทางปลอดโเปร่งให้แก่จิตใจตนเองไม่ได้จึงได้แต่ถอนหายใจแล้วยกแก้วขึ้นดื่มจนหมดก่อนจะหันหลังกลับเข้าห้องไป เขาล้มตัวลงนอนยังไม่ทันจะเคลิ้มหลับก็ได้ยินเสียงเคาะประตูด้วยความเกรงใจ
"เข้ามาสิ"เขาเปิดโคมไฟหัวเตียงแล้วขยับตัวนั่ง
"มีอะไร"
"ขอโทษครับคุณอีริค เกิดเรื่องขึ้นแล้วครับ"
"ว่า"
"ตอนนี้เจโลอาการไม่สู้ดี ดูเหมือนว่าจะแพ้ยาครับ"
"เวร หมอไม่ได้อยู่ด้วยหรือไง"เขาตวัดผ้าห่มออกจากตัวแล้วผุดลุกขึ้นก้าวเท้ายาวลงไปด้านล่าง ตรงดิ่งไปยังห้องที่เขาสั่งขังเจโลเอาไว้
"ว่าไงเกรย์"
"คุณเขาแพ้ยาหนักมากครับ หายใจไม่ออกนี่ผมให้ออกซิเจนแล้วและฉีดยาคลายกล้ามเนื้อหัวใจ ต้องรอดูอาการอีกซักพัก ถ้าเอาไม่อยู่ก็เกิดหัวใจล้มเหลวแน่"
"ฉันบอกให้ใช้ยาบริสุทธิ์"เขาหันไปตวาดทอม
"ยาที่นายสั่งผมก็จัดตามนั้นครับ"ทอมรีบบอก
"คุณริคใจเย็นเถอะครับ ผมยืนยันว่านั่นคือเฮโรอีนบริสุทธิ์ร้อยเปอเซนต์แน่นอน แต่ดูเหมือนคุณเจโลเขาไม่สามารถรับยาได้ อีกอย่างผมมั่นใจว่าตอนที่ผมให้มอร์ฟีนก็ให้ในปริมาณน้อยมาเพียงแค่ลดความเจ็บปวดขณะเย็บแผลทำการรักษาเท่านั้น
"แล้วอาการหนักลงได้ยังไง"เขาเดินเข้าไปใกล้คนที่ครึ่งใบหน้าถูกครอบด้วยหน้ากาออกซิเจน กำลังหอบหายใจหนักด้วยความทรมาน ใบหน้าซีดขาวเหงื่อออกจนเต็มใบหน้า ทั้งเนื้อตัวยังกระตุกเป็นพักๆ
"ผมกำลังใส่น้ไเกลือเพื่อไล่ถอนพิษตกค้าง คืนนี้คงต้องมีคนคอยเฝ้าดูอาการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงครับ"หมอเกรย์บอกถึงอาการ
"ดี หมอก็ไม่ต้องกลับอยู่เฝ้าเขาที่นี่แหละ ทอมนายให้คนของเรามาคอยช่วยหมอซักสองคนก็แล้วกัน"
"ครับนาย"อีริคสำรวจคนที่นอนอยู่แล้วก็หันหลังกลับเข้าตัวตึกไปทิ้งให้เกรย์กับทอมมองหน้ากันด้วยความสงสัย เขาทั้งสองคิดว่าอีริคคงจะปล่อยให้ตำรวจนายนี้ตายไปแล้วเสียด้วยซ้ำคาดไม่ถึงว่าจะให้เขารักษาอย่างเต็มที่
"ไงเรา มานั่งทำอะไรตรงนี้ล่ะ"อีริคแวะทักบลูโน่ที่ถูกล่ามเอาไว้ตรงบันไดทางขึ้น มันเงยหน้าขึ้นมองเขาตาละห้อย เขาจึงสั่งให้คนปลดเชือกล่ามคอมันส่งให้เขา
"ถ้าเหงาก็ไปนอนห้องฉันก็แล้วกัน"มันฟังราวกับเข้าใจพอบอกแบบนั้นจึงลุกตามเตาะแตะเดินขึ้นบันไดตามไปด้วย เขาปล่อยมันนอนอยู่ในห้อง ตัวเองก็สอดตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนหนา ทันใดนั้นเองบลูโน่ก็กระโดขึ้นมานอนหนุนท่อนขาเขาเอาไว้ ครั้งแรกตั้งใจจะสะบัดออกด้วยความไม่คุ้นเลย แต่พอเห็นสายตาของมันแล้วจึงยอมปล่อยเฉย
"แกตัวเดียวนะที่ได้ขนาดนี้"เขาพลิกตัวนอนตะแคงข้างหลับตาลง เสียงกุกกักในห้องทำให้เขาตื่นขึ้น
"อะไร?"
"งื้อ งี๊ด งี๊ด"ไอ้บลูโน่ร้องครางอยู่หน้าประตู เขาถอนหายใจเล็กน้อย
"รู้แล้วน่า นายแกสอนไม่สอนบ้างหรือไงว่าไม่รบกวนคนอื่นเวลานอนน่ะ จุ้นเหมือนกันชิบหาย"เขาบ่นเบาๆ เข้าใจดีว่ามันจะขอออกไปทำธุระส่วนตัวของมันด้านนอก
"ไปออกไป"เขาปล่อยมันออกจากห้อง ส่วนตัวเองก็กลับไปทำกิจวัตรของตนเองจนเรียบร้อย
"ตื่นแล้วหรือครับ"ทอมเดินนำเอาหนังสือพิมพิืไม่ต่ำกว่าหกฉบับวางลงบนโต๊ะนอกระเบียงกว้างให้ พร้อมกับอาหารเช้า
"อาการหมอนั่นล่ะ"
"ทรงตัวครับ นี่หมอเกรย์ให้น้ำเกลือเพิ่มอีก หมอบอกว่าอย่างน้อยต้องอีกสองถุงครับ"
"อืม"ข่าวการบุกถล่มของพวกไอ้เชนลงข่าวหน้าหนึ่งอีกครั้ง พวกมันยกแก้งเข้าถล่มกับแก้งค์ของแฟรงค์กี้จนคนบาดเจ็บและตายไม่น้อย
"พวกมันมีอะไรดีถึงไม่กลัวกฏหมาย"เขาถามทอมโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพิ์
"สายของเราบอกว่า อธิบดีเติ้งได้รับส่วนแบ่งต่างๆไม่น้อยครับดังนั้นเรื่องหลับตาข้างหนึ่งจึงเป็นเรื่องปรกติ"
"คนของเรายังไม่ได้หลักฐานอีกหรือ"
"ยังครับนาย เข้าออกห้องของคนใหญ่โตขนาดนั้นค่อนข้างยาก อีกทั้งเลขาหน้าห้องของเขาก็ยังเป็นเมียน้อยอีกด้วย การช่วยกันปกปิดความผิดยิ่งเป็นเรื่องง่าย"
"ถ้าเจโลหายให้ขึ้นมาหาฉันด้วย"
"ครับนาย"เขาไล่อ่านเนื้อหาใจความไปจนหมดทุกเล่ม ก่อนจะให้ทอมนำรถออกเพราะเขาจะไปหาคนๆหนึ่ง
"ผู้พิพากษาอู๋"
"สวัสดีครับคุณอีริค อุตส่าห์มาหาผมถึงที่ทำงานมีอะไรให้ช่วยเหลือหรือครับ"
"แค่มาเยี่ยมเยือนเท่านั้นเองครับ เราสองคนคบค้ากันมาพอสมควรช่วงนี้ผมว่าง เลยอยากจะชวนไปทานอาหานฝรั่งเศสเจ้าอร่อยเสียหน่อย มื้อนี้ผมดูแลเองครับ"เขาบอกยิ้มๆ
"เกรงใจไปแล้วครับ แค่คุณมาเยี่ยมผมก็นับว่าเป็นเกียรติมากแล้ว"
"เรื่องเล็กน้อยครับ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้วคุณสะดวกหรือเปล่า"
"แน่นอนครับ"ผู้พิพากษาอู๋รีบเก็บของแล้วเชิญให้อีริคเดินนำออกไป ร้านอาหารขึ้นชื่อแต่ราคาไม่ธรรดา ดังนั้นจึงมีคนค่อนข้างจะบางตา นั่งกระจายกันตามโต๊ะต่างๆ
"เชิญครับ"โต๊ะที่พวกเขานั่งได้ถูกจองเอาไว้แล้ว พอพวกเขานั่งอาหารจานแรกก็ถูกเสริฟ์ขึ้นโต๊ะทันที
"ลองทานดูสิครับ"อีริคเชิญให้ผู้พิพากษาลองชิมดู เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เขาจึงเอ่ยปากถึงเรื่องข่าวของพวกเชน
"เรื่องนั้นผมเองก็ค่อนข้างลำบากใจ ในเมื่อไม่มีใครเป็นโจกย์ฟ้องก็ไม่รู้จะเอาผิดได้ยังไง"
"ผมว่าคุณอู๋ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องนี้ใครอยู่เบื้องหลัง"
"อันนี้ผมรู้ครับ แต่จะให้ผมทำยังไง"
"อ้อ จริงสิมีเรื่องนึงผมจะรบกวนคุณอู๋มากไปหรือเปล่า"
"บอกมาเถอะครับถ้าไม่เกินไปผมก็ยังช่วยเหลือได้"
"ไม่มากหรอกครับ ผมรู้ว่าคุณพอจะสนิทสนมกับผู้ช่วยเหิงเลยอยากจะให้ช่วยดันคนของผมซักหน่อย"
"ใครหรือครับ ผมพอจะรู้จักหรือเปล่า"
"เขาชื่อ เจโล เป็นตำรวจสืบสวนกลางครับ คนนี้ดันเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้นเพราะดื้อเหลือเกิน ที่ผมคอยช่วยเหลือเขาก็เพราะเป็นบุณคุณกันอยู่ไม่น้อย ยังไงซะเรื่องตอบแทนก็ควรทำไม่ใช่หรือครับ"
"เป็นเรื่องถูกต้องจริงๆครับ แล้วตำแหน่งที่คุณอยากให้เขาทำคือตำแหน่งอะไร"
"ให้เป็นเลขาอีกคนของอธิบดีเติ้ง จะยากไปหรือเปล่าครับ"อีริคยิ้มน้อยๆ สายตาไม่ละไปจากใบหน้าเหี่ยวๆนั่นสักนิด แน่นอน คำขอร้องนี้ยากที่จะเลี่ยงเลี่ยงเพราะเขาเองกินนอกในได้เงินใต้โต๊ะจากอีริคไม่น้อย ถึงจะไม่โดยตรงแต่ก็นับว่ามาจากเขา
"ผมไม่มั่นใจ"ผู้พิพากษาอู๋ทำหน้าลังเล
"ผมว่าคุณมั่นใจดีว่า อาการช่วงนี้กำลังจะเข้าหน้าหนาวน้ำในอ่าวคงเย็นน่าดู"อีริคสบตาหวาดกลัวด้วยดวงตาข่มขู่
"ครับๆ เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา"
"แหมผมขอบคุณคุณมากจริงๆที่ให้ความช่วยเหลือ อ้อจริงสิ พอดีผมได้ไวน์ Penfolds Grange Hermitage มายังไงตอนเย็นจะให้เด็กเอาไปส่งให้ที่บ้านนะครับ"เขายิ้มน้อยๆแล้วลุกขึ้น ขยับสูทตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะขอตัวกลับ
"มีใครโทรมาบอกหรือยังว่าอาการของเจโลเป็นยังไงบ้าง"
"หมอเกรย์โทรมาบอกลแ้วครับว่าตอนนี้ปลอดภัยแล้ว แต่ยังนอนอยู่เพราะอ่อนเพลียมาก"
"อืมดูแลเขาให้ดีล่ะ อ้อเจ้าหมานั่นอีก ให้คนคอยดูแลมันด้วย ยังไม่ต้องกลับไปที่บ้าน ฉันจะไปหาวิเวียน"
"ครับนาย"
