บทที่ 1 แอปฯ หาคู่ (1)
ร่างเล็กสะโอดสะองของมานิตาเดินเข้าหาเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ที่ม้านั่งจากทางด้านหลัง จากนั้นก็ทำการตบไหล่บางของ ‘ญาณิน ลดานันท์’ ทำเอาคนที่กำลังกดโทรศัพท์พิมพ์อยู่ถึงกับสะดุ้งตกใจแรงจนเกือบทำโทรศัพท์ในมือของตัวเองร่วงหล่นลงมา
“ว้าย!!”
ใบหน้าสวยของญาณินซีดเผือดเพราะคิดว่าโทรศัพท์จะร่วงเสียแล้ว จากนั้นเธอก็หันมามองเจ้าของมือเจ้าปัญหาที่เกือบทำให้เสียของรักไปแล้ว
“ยัยมิลค์กี้...ตกอกตกใจหมดเลย มาแบบนี้ทำไมเนี่ย” มือน้อยของญาณินทาบอกของตัวเองเพื่อเรียกขวัญที่หายกลับมา จนมานิตาหัวเราะยิ้มเห็นฟันให้กับเพื่อน
“แกนั่นแหละมัวแต่ทำอะไร เหม่อลอยแบบนี้ คุยกับใครเหรอ หรือหนุ่มๆ ที่ไหนจ๊ะ...ไม่คิดจะบอกเพื่อนบ้างเลยนะ” มานิตาบอกพร้อมกับชะโงกหน้าไปมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเพื่อนอย่างสนใจ มานิตาและญาณินเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งจวบจนตอนนี้ปีสี่แล้ว ความสัมพันธ์ของสองสาวค่อนข้างแน่นแฟ้นจนไม่มีใครมาทำให้ทั้งสองคนทะเลาะกันได้ เพราะพวกเธอเข้าใจกันมากที่สุด
“ไม่มีอะไรสักหน่อย” ใบหน้าหวานของญาณินบอก แต่แก้มทั้งสองข้างกลับแดงก่ำราวกับกำลังเขินอาย จนมานิตาจ้องมองอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าใครที่สามารถทำให้คนที่สวยอย่างญาณินเขินได้ เพราะเพื่อนรักของเธอเนี่ยคนจีบเป็นโขยงทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง
“ไม่มีแต่หน้าแดงเนี่ยนะ” มานิตาเท้าคางมองเพื่อนแล้วจ้องมองอย่างไม่ลดละ
“อย่าจ้องอย่างกับจะจับผิดฉันอย่างนี้สิมิลค์กี้”
“อะไรล่ะ ก็อยากรู้นี่”
“อย่าบอกใครนะ...” เสียงหวานของญาณินบอกอย่างกระซิบพร้อมกับเอามือป้องปากข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่ากำลังพูดอะไร
“อืม...”
“ฉันกำลังเล่นแอปฯ หาเพื่อนคุย...”
“ฮะ...” มานิตาหน้าเหวอเพราะไม่อยากจะเชื่อว่าคนสวยแซ่บอย่างญาณินจะเล่นอะไรแบบนี้ ทั้งๆ ที่ในชีวิตของญาณินมีผู้ชายแวะเวียนมาเยอะมากจนไม่ขาดสาย ผิดกับเธอที่แทบไม่มีผู้ชายคนไหนมาจีบเลย
“อย่างแกเนี่ยนะจะเล่นแอปฯ ผู้ชายมาจีบตัวเป็นๆ เยอะแยะไม่เอา ไปคุยทำไมในแอปฯ เนี่ย”
“ก็มันตื่นเต้นกว่าผู้ชายที่มาจีบฉันน่ะสิ”
“ยังไงอะ”
“ก็แบบแค่คุยๆ เฉยๆ พอไม่เคยเจอกันมันก็แบบมีเรื่องอะไรให้เราเล่าให้เขาฟังเยอะแยะเลย ตื่นเต้นดี แบบทำให้เราอยากรู้ตัวตนของเขามากขึ้นน่ะ”
“ไม่เข้าใจอยู่ดีอะ” มือน้อยยกขึ้นเกาหัวของตัวเอง เพราะเธอไม่เคยคิดที่จะโหลดแอปฯ พวกนี้อยู่แล้ว
“แกเนี่ยควรเล่นนะมิลค์กี้ เผื่อจะได้มีผัวกับเขาสักที”
“อ้าว...นี่แกว่าฉันเหรอ” มานิตาถลึงตาใส่เพื่อนที่ว่าเธอที่ไม่มีใครสักที ก็คนมันใฝ่เรียนจะให้ไปสนใจเรื่องแบบนี้ทำไม แค่เรียนวิศวกรรมก็แทบไม่มีเวลาแล้ว ไหนจะต้องเจอนิสัยของเพื่อนผู้ชายในรุ่นก็แทบเอือมกับพวกผู้ชายจะแย่อยู่แล้ว
“ใช่สิ...ฉันรู้นะว่าแกไม่อยากมีแฟนเพราะเห็นนิสัยของเพื่อนๆ รุ่นเราใช่ไหม ผู้ชายมีตั้งหลายแบบ อย่าไปสนใจไอ้พวกเถื่อนพวกนั้นเลย คนในนี้มันมีให้แกเลือกหลากหลายเลยนะ ตั้งแต่หนุ่มๆ ยันแก่ อย่างเราก็ต้องเลือกก็ต้องหาคุยไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุดสิ”
ญาณินสอนเพื่อนเพราะไม่อยากให้มานิตาขึ้นคลาน ก็ตั้งแต่เรียนด้วยกันมาเพื่อนของเธอไม่มีใครมาจีบสักคน อาจจะเพราะมิลค์กี้ชอบทำตัวห้าวๆ ผู้ชายเลยคิดว่าเป็นทอมไปหมดแล้ว ขนาดผู้ชายในรุ่นยังไม่มีใครเห็นมานิตาเป็นผู้หญิงสักคน
“ไม่เอา...ไม่อยากมีแฟนตอนนี้ กลัวเจอแบบเพื่อนๆ เรา” มิลค์กี้ทำท่าทางลูบที่แขนทั้งสองของตัวเองราวกับหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อนึกถึงสภาพของตัวเองมีแฟน และถ้าต้องเจอแบบเพื่อนผู้ชายเธอคงได้ปวดหัววันละสามรอบ
“เนี่ย...เอาแต่คิดงี้ เดี๋ยวก็ได้เพื่อนในรุ่นเป็นผัวสักคนหรอก ถึงตอนนั้นฉันจะหัวเราะเลย เกลียดอะไรได้อย่างนั้น” ญาณินยิ้มกริ่มออกมาเพราะรู้ดีว่ามานิตาเอือมเพื่อนชายแต่ละคนมากแค่ไหน แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อรุ่นของเธอมันรวมพลคนหล่อที่สุดของปี
“ไม่เอาเว้ย!! อย่าพูดได้ไหม ขนลุก”
“ทำอะไรกันจ๊ะสาวๆ”
เสียงเรียกยังไม่ทันพูดจบปากหยักของใครบางคนก็โน้มลงมาแนบที่ข้างแก้มของมานิตาทันที และเสียงแบบนี้ กลิ่นน้ำหอมเซ็กซี่แบบนี้ เป็นใครไม่ได้นอกจาก ‘เพทาย’ ผู้ชายที่จัดว่าหล่อที่สุดในรุ่นและยังเป็นเดือนประจำมหาวิทยาลัยอีกด้วย จนตอนนี้ปีสี่ก็ยังไม่มีใครมาล้มแชมป์ได้ ถ้าไม่นับรุ่นพี่อีกคนอย่าง ‘แอชตัน’ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของพวกเธอสามปีที่ตอนนี้จบไปแล้ว รายนั้นทั้งหล่อ ทั้งรวย ดีกรีทายาทหมื่นล้านที่ตอนนี้แต่งงานกับพี่สาวของเพทายไปเป็นที่เรียบร้อย ทำเอาสาวๆ ในมหาวิทยาลัยได้แต่น้ำตาตกใน รวมทั้งเธอด้วย
“ไอ้เพ...ทำบ้าอะไรวะเนี่ย!!” มือน้อยยกขึ้นถูข้างแก้มที่เพิ่งโดนเพทายจอมกะล่อนขโมยจูบไปเมื่อครู่
ยอมรับเลยว่าเพทายจัดว่าเป็นผู้ชายที่หล่อจัด หล่อแบบแบดบอย รูปร่างสูงใหญ่จากการเล่นกีฬาอย่างหนักส่งเสริมให้เพทายมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามเป็นอย่างมาก
“ถูแรงขนาดนั้น แก้มแดงหมดแล้วมิลค์กี้” มือหนาคว้าข้อมือของมานิตามารั้งเอาไว้เพื่อไม่ให้เธอถูกแก้มเนียนๆ ของตัวเองไปมากกว่านี้
“แล้วมาหอมทำไมวะ...”
“เปล่าหอม...”
“ไม่ใช่อะไร คนอื่นเขาเห็นหมด เขาเป็นพยานได้ว่านายมาหอมแก้มฉันเนี่ย” ดวงตากลมโตถลึงมองชายร่างสูงตรงหน้าอย่างไม่พอใจ
“เมื่อกี้ไม่เรียกหอมนะ เขาเรียกว่าจูบ...” ดวงตาคมมองมานิตาแพรวพราวจนเพื่อนๆ ทั้งผู้ชายที่อยู่ตรงนี้ร้องโห่ออกมา แต่ใครจะรู้บ้างว่าหัวใจดวงน้อยๆ ของมานิตากำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมา
“ฮิ้ว! มันจีบกันว่ะ...แบบนี้สงสัยอนาคตได้เป็นผัวเมียกันชัวร์...” วาโยร้องแซวพร้อมกับมองเพื่อนๆ ผู้ชายที่แอบมองการกระทำของเพทายเมื่อครู่
“พูดบ้าอะไร พวกนายก็บ้าเนาะ” มานิตาบอกพร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่น เพราะเธอรู้สึกว่าแก้มทั้งสองข้างของตัวเองกำลังร้อนผ่าว แต่ก็พยายามดึงสติของตัวเองกลับมาเพราะรู้นิสัยของเพทายดีว่าเป็นคนยังไง มันชอบทำตัวเป็นหมาหยอกไก่แบบนี้ตลอด จนเธอแยกไม่ออกแล้วว่ามันกำลังคิดจริงหรือคิดเล่นๆ กันแน่
“แล้วหน้าแดงทำไมวะ” เสียงของวาโยร้องทักอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าของมานิตากำลังแดงซ่าน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหรือเพราะกำลังเขินกันแน่
“ร้อน...หน้าเลยแดง...ผิดปกติหรือไง” มานิตาสวนกลับจนเหล่าผู้ชายหัวเราะออกมา เพราะใครๆ ก็มองออกว่ามานิตากำลังเขินอายกับการกระทำของเพทาย
“เขินกูเหรอ...” ร่างใหญ่ขยับตัวเองมานั่งข้างๆ จากนั้นเอี้ยวตัวมองคนตัวเล็กที่สูงแค่ 158 เซนติเมตร ส่วนเขาสูงถึง 187 เซนติเมตรทำให้สรีระของทั้งคู่ต่างกันมาก
“เปล่า...”
“แก้มแดงขนาดนี้ยังมาปฏิเสธ...” เพทายใช้หลังมือของตัวเองลูบที่แก้มเล็กเบาๆ จนหญิงสาวเงยหน้ามองชายข้างกายด้วยร่างกายแข็งทื่อ ดวงตาสวยเบิกกว้างอีกครั้ง
‘ไอ้บ้าเพ...ทำอะไรเนี่ยไม่ไหวแล้วนะเว้ย’ มานิตาตะโกนบอกตัวเองในใจพร้อมกับพยายามเรียกสติของตัวเองกลับมาไม่อย่างนั้นมันจะกู่ไม่กลับอีกต่อไป
“ฮิ้ว...พ่อแม่พี่น้องครับ เขาจีบกันครับ” ทั้งผู้ชายผู้หญิงต่างโห่ร้องกับการกระทำของเพทาย
“จีบบ้าอะไร จะไปเรียนละ หลีกๆ”
เมื่อไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเธอกำลังเขิน มานิตาเลยลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งเอามือบางของตัวเองดันเหล่าผู้ชายที่ยืนมุงมองเธอกับเพทายออก
“แค่นี้ก็เขินแล้วเหรอเมียจ๋า...” เสียงหมาหยอกไก่ของเพทายทำเอาเหล่าผู้ชายหัวเราะออกมาเพราะเห็นท่าทีของคนตัวเล็กเสียอาการ
“เมียบ้านแกสิ...ฉันยังไม่มีผัวเว้ย!”
“ถ้ายังไม่มี ฉันเป็นผัวให้ได้นะ สมัครใจเลยด้วย” เพทายยังพูดทีเล่นทีจริงจนมานิตามองไปรอบๆ ก็พบกับสายตาริษยาของเหล่าผู้หญิงทั้งในและนอกคณะที่จ้องมองมายังเธอไม่ลดละ ทำเอาหญิงสาวหนาวๆ ร้อนๆ เลยทีเดียวที่มีคนถลึงตามองแบบนี้
“ฮิ้ว...ไอ้เพมันเอาว่ะ ฮ่าๆๆ” วาโยหัวเราะออกมาคนแรก จากนั้นก็มีเสียงของเหล่าผู้ชายที่หัวเราะตาม จนญาณินที่นั่งอยู่ตะโกนบอกเพราะสงสารเพื่อนที่โดนเพื่อนชายร่วมรุ่นแซวไม่เลิก
“พวกนายแม่งก็ไปแซวไอ้มิลค์กี้มัน บ้าเปล่า...ส่วนพวกนายไม่ต้องห่วงหรอกนะ เดี๋ยวอีกไม่นานเพื่อนของฉันจะมีผัวละ แต่ไม่ใช่พวกนายหรอกย่ะ หลีกไป...”
“ใครจะมีผัว...” เพทายถามเสียงต่ำจากนั้นก็เงยหน้ามองทั้งญาณินและมานิตาอย่างสงสัยพร้อมกับขมวดคิ้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก จนคนรอบข้างรับรู้ถึงรังสีบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาของเพทาย
“ยัยมิลค์กี้สิยะ เดี๋ยวฉันจะหาผัวให้เพื่อนเอง พวกนายจะได้เลิกแซวเพื่อนฉันสักที ไปเข้าเรียนกันเถอะมิลค์กี้” ญาณินจับมือบางของเพื่อนเอาไว้พร้อมกับพาเดินออกมา แต่มานิตาไม่วายหันไปมองคนตัวโตที่จ้องมองมาราวกับมีบางอย่างในดวงตาคู่นั้น ทำไมเธอรู้สึกกลัวบางอย่างนะ บางอย่างที่ไม่สามารถคาดเดาได้
“ไอ้พวกปากเสียเนี่ย...มันแซวแกไม่เลิกเลยนะ” ญาณินบอกอย่างรำคาญและสงสัยมานิตาที่โดนอย่างนี้เกือบทุกวัน จนเธออดสงสัยว่าเพทายมันคิดอะไรกับเพื่อนรักของเธอหรือเปล่า มันเล่นแบบนี้กับมานิตาอยู่คนเดียว แต่มันก็น่าแปลกอยู่เพราะเพทายมีผู้หญิงเข้าหาตลอด สวยและเซ็กซี่กว่ามานิตาเป็นไหนๆ จนเริ่มสับสนละว่ามันต้องการอะไรกันแน่
“น่าเบื่อ ไปเข้าเรียนกันเถอะ”
“มิลค์กี้...” ขณะที่กำลังนั่งเรียนกันอยู่นั้น ญาณินก็หันมาสะกิดเพื่อนรักจนมานิตาละจากจอมอนิเตอร์แล้วมองเพื่อนรักอย่างญาณิน
“ว่า”
“ยืมโทรศัพท์หน่อยสิ...”
“เอาไปทำไม” คิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย แต่ก็ส่งเครื่องให้เพื่อนอย่างง่ายดายเนื่องจากทั้งสองคนไว้ใจกันมากจนรู้ทุกอย่างของกันและกัน
“เอามาเถอะน่า...” มือเรียวของญาณินกดบางอย่างที่หน้าจอโทรศัพท์ของมานิตาจนเธอขมวดคิ้ว แต่ก็ต้องละสายตาไปจ้องที่หน้าห้องก่อนเพราะกลัวเรียนไม่ทัน กระทั่งเลิกคลาสแล้วก็ยังเห็นญาณินยังกดบางอย่างที่โทรศัพท์ของเธออยู่
“ทำอะไรเนี่ย...”
“อะ...เรียบร้อยแล้ว” มือน้อยของญาณินยื่นโทรศัพท์กลับคืนให้เพื่อน จนมานิตาได้แต่หน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างสงสัย จากนั้นก็จ้องมองที่หน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง
