บทนำ (๒)
กลิ่นหอมของสเปรย์ปรับอากาศทำให้บรรยากาศสดชื่น ความเย็นต้องการจากเครื่องปรับอากาศที่ฝังไว้ใต้ฝ้าเพดานห้อง เท้าเรียวสวมสลิปเปอร์ก่อนเหยียบย่างเข้าไปข้างใน ขึ้นบันไดวนเพื่อไปยังชั้นสองของบ้าน
“ไม่สิคะ เราต้องพาน้องขึ้นไปดูห้องก่อนต่างหาก หนูอุตส่าห์เตรียมห้องไว้ให้น้องนะ พี่เลือกเฟอร์นิเจอร์ของทุกอย่างให้เอง ไม่รู้จะตรงรสนิยมของอัยย์หรือเปล่า” นอกจากแม่เลี้ยงจะต้อนรับ พี่สาวต่างสายเลือดก็พูดจาอ่อนโยนกับเธอไม่แพ้กัน ทำให้ร่างบางยิ้มกว้างมีความสุข
“ขอบคุณค่ะ”
“ป่ะๆ พี่พาขึ้นบนห้องนะ”
“ค่ะ...พี่ปลา” ตอบรับคำแล้วพากันขึ้นชั้นบน
“น่ารักจังเลยน้องสาวของพี่ ต่อจากนี้พี่จะมีน้องแล้ว...” เธอถูกพี่สาวคล้องแขนไว้ตลอดเวลา พาขึ้นมาดูห้องนอนของตนที่ขนาดกว้างกว่าห้องเก่า การตกแต่งหรูหราราวอยู่ในโรงแรมหรู แค่เห็นก็ชอบจนยิ้มไม่หุบ พี่สาวก็ถามตลอดว่าอยากได้อะไรอีกหรือเปล่า
รีบส่ายหน้าปฏิเสธเพราะตอนนี้มันดีมากแล้ว จนเธอไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับสิ่งดีขนาดนี้ด้วยซ้ำ
ดูห้องนอนเสร็จก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อลงมารับประทานอาหารเย็นกับทุกคน กับข้าวเต็มโต๊ะซึ่งมีแต่เมนูที่เธอชอบ ไม่รู้ว่าบิดาทราบได้อย่างไรแต่ทำเอาหล่อนน้ำตารื้น ต้องรีบปาดน้ำตาออกก่อนนั่งลงข้างพี่สาว
สุขจนล้นอกเป็นอย่างไรเพิ่งรู้วันนี้เอง...
“กินเยอะๆ นะลูก อยากกินอะไรเพิ่มไหมเดี๋ยวแม่จะเข้าครัวทำให้เอง” หล่อนไม่เคยมีแม่เหมือนคนอื่น เห็นเพียงภาพของท่านผ่านรูปถ่าย ไม่ถูกอนุญาตให้เรียกอีกฝ่ายว่าแม่ด้วยซ้ำ เธอเหมือนอยู่ตัวคนเดียวทั้งที่มีญาติรายล้อม
แต่ตอนนี้ตนมีแม่แล้ว ผู้หญิงตรงหน้าที่ยิ้มให้กันคือแม่ของเธอ ได้ยินก็ยิ้มแก้มปริแล้วเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
“แหม่ มีลูกคนใหม่แล้วลืมหนูเลยเหรอคะ” พี่สาวพูดเย้าแล้วกินข้าวโดยไม่ได้ทำให้บรรยากาศอึดอัด กลับดูผ่อนคลายมากกว่าเดิมเพราะคนเป็นแม่ก็รีบบอกพร้อมกับชมลูกสาวคนใหม่ไม่ขาดปาก ทำให้เธอนึกเขินจนหน้าแดง
“เรานี่...แม่ก็ต้องเห่อน้องสิ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มขนาดนี้ ยังไม่มีแฟนใช่ไหมคะ”
“ยังไม่มีค่ะ”
เพราะเจอกันครั้งแรกเธอจึงไม่อยากเอ่ยถึงความรักที่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝ่ายชายหลังทราบว่าเธอเป็นคนที่ครอบครัวไม่ต้องการก็ทิ้งกันไม่ไยดี หลงเหลือบาดแผลเอาไว้ให้เธอ กลายเป็นกลัวความรักไม่กล้าจะเริ่มต้นกับใคร
จึงครองตัวโสดมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ไม่คิดจะรักใครอีกแล้วก็มองว่าความรักไม่ใช่เรื่องจำเป็น
ไม่มีความรักก็ไม่ตายหรอก...
“ดีแล้ว อย่าเพิ่งมีเลย พี่สาวเรามีแฟนไม่ค่อยกลับบ้าน ปล่อยแม่เหงาอยู่คนเดียว ต่อจากนี้น้องอัยย์มาอยู่เป็นเพื่อนแม่นะ” คำพูดและแววตาที่แสดงถึงความรักที่มีให้เธอทำให้หญิงสาวซาบซึ้งเป็นอย่างมาก หล่อนพยักหน้าขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
“ค่ะแม่” กลายเป็นว่าหญิงสาวคือน้องเล็กของบ้านแล้วก็เป็นที่รักของพ่อแม่และพี่สาว หัวใจของเธอพองโตมองบรรยากาศบนโต๊ะอาหารแล้วกินข้าวมีความสุข เป็นครั้งแรกที่กินข้าวหมดจานแล้วขอเพิ่ม นอกจากอาการอร่อยยังรวมถึงบรรยากาศที่เธอไม่อยากให้จบลง
“น่ารัก” แม่เลี้ยงเห็นว่าเธอกินข้าวหมดจานก็เอ่ยชมไม่ขาดปาก
มื้ออาหารเย็นจบลงแล้วแต่ทุกคนยังไม่ได้ขึ้นนอนในทันที ชวนร่างบางไปนั่งที่ห้องรับแขก พูดคุยกันสนุกสนานแล้วยังชมภาพยนตร์ด้วยกันจนถึงดึกจึงยอมปล่อยร่างบางขึ้นบนห้อง แต่บิดาก็ยังตามมาส่งถึงหน้าห้องทั้งยังยื่นนมให้ดื่มก่อนนอนอีกต่างหาก ราวกับเห็นหล่อนเป็นเด็กเล็ก
แต่เธอก็รับนมมาดื่มจนหมดแก้ว
“ฝันดีนะลูก” ยกมือลูบศีรษะมน
“ค่ะพ่อ” หล่อนพยักหน้าพร้อมปิดประตูลง ยกมือปิดปากที่อ้ากว้างบ่งบอกว่าง่วงเต็มทน ล้มตัวลงนอนเมื่อถึงเวลาเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าวันต่อมา...
“อื้อ...” ลืมตามองเพดานแล้วบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อย ปากอวบอิ่มค่อยยกยิ้มมีความสุขเมื่อคิดว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้อง เธอได้พบกับครอบครัวที่แสนสุขเหมือนคนอื่นแล้ว จึงกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ไม่ต้องการให้ถึงเช้าวันใหม่
ตอนนี้เธอมีคนที่รักอยู่เคียงข้างแล้ว
“กรี๊ด!!” แต่เมื่อหยัดกายนั่งบนเตียงกลับพบร่างสูงใหญ่นั่งบนเก้าอี้แล้วกอดอกจ้องหล่อนนิ่ง เธอคงไม่ตกใจจนสติแตกหากไม่ใช่เพราะใบหน้ากว่าครึ่งของเขามีหน้ากากสีทึบสวมเอาไว้ เหมือนเป็นหน้ากากที่ออกแบบรับกับรูปหน้าโดยเฉพาะ
ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือดวงตาคมกริบเหมือนมีดที่พร้อมจะเฉือนหล่อนตลอดเวลา
“คุณเป็นใคร เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง” ตะโกนเสียงดังแล้วหยิบผ้าห่มมาบังกายเอาไว้ เธอไม่ได้สวมชุดชั้นในจึงเกรงคนแปลกหน้าจะทำมิดีมิร้ายตน
“ดูให้ดีก่อนไหมว่าห้องนี้เป็นของใครกันแน่”
หลังจากที่เขาพูดจบก็ทำให้หล่อนเหลือบมองไปทั่วห้องอีกครั้ง ก่อนเบิกตากว้างเมื่อพบว่าไม่ใช่ห้องที่หล่อนเข้านอน
มันหมายความว่าอย่างไร!
แล้วเธอมาที่นี่ได้ยังไง!
