บทที่ 2 จะหนีไปที่ใดหรือเจ้าปีศาจจิ้งจอกน้อย
"แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก"
เสียงฝีเท้า และเสียงหายใจกระหืดกระหอบ ดังลั่นไปทั่วผืนป่า อุ้งเท้าน้อย ๆ วิ่งด้วยความสะเปะสะปะไปมาทั่วทั้งบริเวณ
"เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน!!" เสียงทุ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เท้าสูงยาวก้าวฉับ ๆ ด้วยความรวดเร็ว
'หยุดก็โง่สิ ใครจะอยากถูกลูกศรนั่นปักอกกันเล่า' อุ้งเท้าทั้งสี่ยังคงวิ่งหนีให้วุ่น
ร่างสูงโปร่งของบุรุษชะลอฝีเท้าลงช้า ๆ พลันเอื้อมมือไปเบื้องหลัง หยิบเอาลูกศรที่อยู่เต็มกระบอกขึ้นมาหนึ่งดอก ชายหนุ่มง้างคันธนูด้วยความใจเย็น สายตาเพ่งมองไปยังร่างสีขาวที่วิ่งห่างออกไปเรื่อย ๆ นัยน์ตาคมกล้าหรี่ลงเล็กน้อยพลันตัดสินใจปล่อยลูกศรออกจากคันธนูด้วยความรวดเร็ว
ปั๊ก!!
ลูกธนูพุ่งเข้าใส่อุ้งเท้าหลังอย่างจัง เจ้าขนนุ่มนิ่มล้มกลิ้งไปบนพื้นดินอย่างไม่เป็นท่าในทันใด
'โอ๊ย!!'
เจ้าของลูกศรลดคันธนูลงอย่างเชื่องช้า ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ นัยน์ตาจ้องเขม็งไปยังร่างเล็กที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นหญ้า ท่อนขาสูงยาวเดินย่างกรายเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน พลางชะลอฝีเท้าและหยุดลงตรงหน้าเจ้าปีศาจตัวน้อยที่ยังคงนอนขดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวด
"ข้าเตือนเจ้าแล้ว ไยไม่เชื่อฟัง" ใบหน้าคมสันลดตามองต่ำ ดวงตาคมปลาบจับจ้องร่างเล็กที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้นด้วยความหงุดหงิด
'คิดจะยิงก็ยิง คิดจะฆ่าใครเขาก็ทำง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือไง' เจ้าจิ้งจอกน้อยจ้องเขม็งด้วยความโกรธเคือง ในใจของเขาอยากก่นด่าสาปแช่งผู้ที่กำลังยืนค้ำศีรษะตนเอง ด้วยบังอาจปักปลายลูกศรเข้าใส่ผู้อื่น แล้วยังสามารถยืนปั้นหน้าเย็นชาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวใด
เจ้าของใบหน้าคมคายยอบกายลง วงแขนแข็งแกร่งช้อนร่างเล็กที่นอนโอดโอยอยู่บนพื้นขึ้นมาในอ้อมแขน เมื่ออีกฝ่ายรู้สึกตัวว่าร่างของตนเองลอยหวือขึ้นเหนือพื้นดิน พลอยตกใจเสียจนหน้าตื่น ร่างกายดิ้นรนขลุกขลักคล้ายถูกน้ำร้อนลนลวก
‘นี่ นี่ พี่ชาย คิดจะอุ้มใครเขาก็อุ้มหน้าตาเฉยแบบนี้เลยหรือไงกัน’ ร่างเล็กขยับกายไปมาอย่างไม่ยอมแพ้
“อยู่นิ่ง ๆ !!”
เจ้าตัวนุ่มนิ่มที่อยู่ในอ้อมแขนดันไม่ยอมเชื่อฟัง ยังคงดิ้นขยุกขยิกไปมายกใหญ่ด้วยความดื้อรั้น
“หากเจ้ายังไม่เชื่อฟังข้า ข้าจะโยนเจ้าลงไป” นัยน์ตาคมจ้องมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าขมึงทึง
แต่ทว่าเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของชายหนุ่มยังคงดื้อดึง ร่างเล็กพยายามแดดิ้นไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน ความเจ็บปวดที่ถูกลูกศรปักเท้าก่อนหน้าหายไปอย่างนึกลืมตัว อ้อมแขนแข็งแกร่งจึงกระชับกอดแน่นขึ้น พลันคลายวงแขนออกในทันใด
ตุ้บ!!
ร่างเล็กขนฟูสีขาวนวล กลิ้งหลุน ๆ ลงไปกองกับพื้น
'โหดเหี้ยม โหดเหี้ยม คนคนนี้โหดเหี้ยมเป็นที่สุด!!' นัยน์ตาจิ้งจอกคู่งามจ้องมองด้วยความเคียดแค้น ร่างกายได้รับความเจ็บปวดปางตายไม่พอ มิหนำซ้ำตัวเขายังถูกโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดี
“ในเมื่อเจ้าไม่กลับหอกักปีศาจกับข้า เช่นนั้นก็ไม่ต้องกลับ ลงปรโลกไปเสียตอนนี้เลยก็แล้วกัน”
มือกว้างพลันเอื้อมไปยังเบื้องหลังของตน ปลายนิ้วหยาบกร้านหยิบเจ้าลูกศรที่แขวนอยู่บนบ่าออกมาอีกครั้ง พลางยกคันธนูขึ้นมาด้วยความเชื่องช้า เรียวนิ้วกรีดกรายง้างสายออกจนสุด เล็งเข้าไปบริเวณกลางลำตัว และปล่อยลูกศรออกจากคันธนูด้วยความรวดเร็ว
ปั๊ก!!
“อย่าาาาา!!”
ลู่เสียนหลาน สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาซีดขาวราวกระดาษ หยาดเหงื่อเม็ดละเอียดผุดพรายขึ้นมาเต็มกรอบหน้างาม หน้าอกกระเพื่อมไหวขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจคล้ายกำลังตื่นตระหนก
“เสียนหลาน เสียนหลาน นายเป็นอะไร เราเห็นเสียนหลานนอนดิ้นไปดิ้นมาสักพักแล้ว นายฝันร้ายหรอ?”
ลี่หมิงที่ร้องเรียกลู่เสียนหลานมาพักใหญ่ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเสียที ทำเอาตัวเขาตกอกตกใจจนทำตัวไม่ถูก
“เราไม่เป็นไร แค่ฝันร้ายเท่านั้นเอง นี่เช้าแล้วใช่ไหม?”
“อื้อ” ลี่หมิงพยักหน้า
“ลี่หมิงนายหิวหรือเปล่า ถ้าหิวมีบะหมี่อยู่ในครัวนะ”
“ได้เดี๋ยวเราทำมาเผื่อนะ”
ลี่หมิงจึงมุ่งหน้าตรงไปยังห้องครัวอีกด้าน ลู่เสียนหลานมองตามแผ่นหลังกว้างหายลับเข้าไปในครัว พลางเหลียวหน้ากลับมายังจอคอมพิวเตอร์ของตนอีกครั้ง
บนหน้าจอปรากฏนิยายเรื่องเดิม คราวนี้ทำเอาลู่เสียนหลานหงุดหงิด คิ้วขมวดเข้าหากันอีกหน
‘ไม่ใช่ว่าเราลบออกไปแล้วหรือไง’ ลู่เสียนหลานจึงไล่กวาดสายตามองตัวอักษรที่เด่นหราอีกช้า ๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
“เนื้อเรื่องนี่คืออะไรกัน?... นี่มันในฝันเมื่อสักครู่นี้ไม่ใช่หรือไง เรานอนละเมออีกแล้วหรือยังไงกัน”
มือเรียวจึงคลิกเมาส์เพื่อลบนิยายเรื่องเดิมที่ตัวเขาเองลบไปแล้วถึงสองครั้งสองครา แต่ทว่าเจ้านิยายตัวดียังคงกลับมาปรากฏบนเว็บไซต์อยู่เรื่อยไป ลู่เสียนหลานคิดว่าเขาต้องบ้าไปแล้วเป็นแน่ ที่ตัวเองยังคงอัปเดตนิยายเรื่องนี้ทุกครั้งเวลาที่ตนไม่รู้สึกตัว
อีกทั้งเนื้อเรื่องที่เขียนขึ้น มักแก้ไขจากต้นฉบับเดิม เพียงแต่ผลสุดท้ายแล้ว พ่อนักล่าปีศาจก็ยังคงเข่นฆ่าปีศาจจิ้งจอกสวรรค์ตายอีกเช่นเดิม ช่างน่าอเนจอนาถใจโดยแท้
"เราว่าเหมือนเรื่องจริงเกินไปแล้ว เหมือนเกินไป หรือเราท่าจะบ้าไปแล้วจริง ๆ" เรียวปากงามพร่ำบ่นขมุบขมิบ
"บ่นอะไรแต่เช้าเลยเสียนหลาน นิยายที่เขียนเรียบร้อยแล้วหรือยัง ขอเราอ่านหน่อยได้ไหม" ลี่หมิงสาวเท้าเข้ามาพร้อมถ้วยบะหมี่หอมกรุ่นสองชาม และวางลงบนโต๊ะหน้าทีวี เมื่อตระเตรียมพื้นที่เรียบร้อยแล้ว เท้าสูงยาวจึงเดินมุ่งหน้าไปยังโต๊ะทำงานที่ยังคงมีอีกฝ่ายนั่งขมวดคิ้วด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ
ลี่หมิงยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของลู่เสียนหลานสายตาเพ่งมองไปยังจอคอมพิวเตอร์ด้วยแววตาจริงจัง ลู่เสียนหลานผงะเล็กน้อย ลอบเอนกายหลบคนที่แทบหายใจรินรดที่ข้างใบหูเสียจนรู้สึกขนลุกชัน
"ใกล้เกินไปแล้ว นายสายตาสั้นหรือยังไง" ลู่เสียนหลานนิ่วหน้า
"ใกล้นิดหน่อยไม่ได้เลยนะ หวงตัวจริง ๆ เลย" ลี่หมิงหันใบหน้ากลับมายิ้มระรื่นให้กับอีกฝ่าย
"หน็อย...หลบไป" ฝ่ามือเรียวผลักใบหน้าอันคมคายของเพื่อนออกอย่างแรง
"เสียนหลาน นายนี่ชอบใช้ความรุนแรงกับเพื่อนรักตลอดเลยนะ" ลี่หมิงกอดอกยืนหน้าคว่ำด้วยความน้อยใจ
"เหอะ! ไม่ต้องมาพูดมากเจ้าเพื่อนตัวดี"
ลี่หมิงทำได้เพียงส่งยิ้มเหือดแห้งพลางเอ่ยปาก
"อืมมม...เสียนหลานเราว่านิยายของนายเมื่อกี้ที่เราอ่านอะ เจ้าปีศาจจิ้งจอกทำอะไรผิด ถูกพ่อหนุ่มนักล่านี่ตามจับตัวไม่พอ ตอนนี้มาถูกยิงตายอีก น่าสงสาร น่าสงสารจริง ๆ" ปลายนิ้วเรียวจับปลายคาง ดวงตาลี่หมิงหรี่เล็กลงด้วยความสงสัย
"ตาย ตายอะไร นายไม่เห็นหรือไง ว่าเรายังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าเจ้าปีศาจจิ้งจอกน้อยตายไปแล้ว อย่ามั่ว"
"อ้อ อ้อ แบบนี้เองหรอ ไม่ตายก็ไม่ตาย" ลี่หมิงส่ายหน้าเบา ๆ ริมฝีปากของเขายิ้มกริ่มด้วยความเอ็นดู
"มากินบะหมี่ก่อน จะได้มีแรงไปเขียนงานต่อ ถ้างานของนายไม่มีใครเปย์ เดี๋ยวป๋าคนนี้จะเปย์ให้หมดหน้าตักไปเลย" ลี่หมิงว่าพลางเอามือทุบอกตัวเองด้วยความหนักแน่น
"เหอะ!!...นายไม่ต้องมายุ่งเลย"
ทั้งคู่จึงเดินไปยังโซฟาหน้าจอทีวีก่อนหย่อนกายลงนั่ง ละเลียดชิมบะหมี่คนละชาม
"ลี่หมิง!!"
"หือ..." ลี่หมิงตอบกลับทั้งที่ปากยังคาบเส้นบะหมี่
"นายว่าจะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะนอนละเมอแล้วตื่นขึ้นมาเขียนนิยายโดยไม่รู้ตัว"
พรืดดด...
ลี่หมิงสำลักเส้นบะหมี่ออกมาคำโต
"ลี่หมิง!! นายช่วยเบา ๆ หน่อยได้ไหม เปื้อนหมดแล้ว อย่าลืมทำความสะอาดให้เราด้วยล่ะหึ" ลู่เสียนหลานตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก
ลี่หมิงเอื้อมมือเข้าไปแตะหน้าผากกลมมนเบา ๆ
"เสียนหลาน นายป่วยหรือเปล่า เราพาไปหาหมอเอาไหม" ลี่หมิงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แววตายังคงแสดงออกถึงความมึนงงกับคำถามนั้น
"เราไม่ได้ป่วย แล้วเป็นไปได้ไหม ทำไมยังไม่ตอบเรา"
"อะ...เอ่อ เสียนหลานคนเราจะเป็นไปได้ยังไงที่จะละเมอจนแต่งนิยายออกมาเป็นเรื่องเป็นราวได้"
"ก็จริง แต่เรื่องราวเมื่อสักครู่เราไม่ได้แต่งมันขึ้นมา จู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาแล้วต้นฉบับของเราก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ"
"เสียนหลาน เราว่านายพักผ่อนหน่อยดีกว่าไหม ดูท่าว่านายคงเหนื่อยเกินไปแล้วล่ะ"
"ลี่หมิง นายว่าเราเพี้ยนไปแล้วรึไง นายนี่พึ่งพาไม่ได้เลย แค่ปรึกษาก็ไม่ได้ มาหาว่าเราบ้า"
"เสียนหลาน เสียนหลาน ไม่ใช่แบบนั้น โถ่ว เราแค่บอกตามความเป็นไปได้เท่านั้น อย่างอนเป็นสาวน้อยเลยน่า"
"เอาอีกแล้ว เอาอีกแล้ว ว่าเราแบบนี้อีกแล้วนะ ถ้านายยังเห็นเราเป็นเพื่อนหยุดบอกว่าเราอ่อนแอเหมือนผู้หญิงสักทีได้ไหม" ลู่เสียนหลานทำหน้างออย่างไม่สบอารมณ์
"ก็ดูใบหน้าอันสวยงามนั่นสิ จะไม่ให้คิดว่าเหมือนสาวน้อย แล้วจะให้บอกว่าอะไร" ลี่หมิงบ่นกระปอดกระแปดด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
"นายว่าอะไร?" ลู่เสียนหลานหรี่ตาลงเล็กน้อย กวาดมองใบหน้าลี่หมิงอย่างจ้องจับผิด
"ไม่มี ไม่มี จ้า เราไม่ได้ว่านายเหมือนผู้หญิงเลยจริง จริ๊ง" ลี่หมิงเอ่ยเสียงสูง โบกไม้โบกมือไปมาเป็นพัลวัน
"หน็อยยยย เจ้าเพื่อนทรพี นายไปตายซะเถอะ" ลู่เสียนหลานเอื้อมมือเข้าบีบคอของลี่หมิง และกดกายอีกฝ่ายลงบนโซฟาด้วยความมันเขี้ยว
แค่ก!! แค่ก!!
มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของลู่เสียนหลานอย่างจัง เพื่อลดแรงบีบของอีกฝ่าย
"เสียนหลาน หากนายบีบคอเราอีกมีหวังเราได้ตายสมใจนายแน่ ๆ คราวนี้เราจะกลายเป็นผีมาตามติดข้างกายนาย ไม่ห่างเลยคอยดู"
ลู่เสียนหลานจึงคลายฝ่ามือออกอย่างช้า "เราขอโทษ นายเจ็บมากหรือเปล่า"
"แค่ก แค่ก ไม่เป็นไร เราไม่เป็นไร แค่เสียนหลานเป็นห่วงเรา เราก็ดีใจมากแล้ว" ลี่หมิงยิ้มพรายออกมาด้วยความดีใจ
ลู่เสียนหลานจึงรีบสะบัดข้อมือออกและถอยห่างด้วยท่าทีระแวดระวัง ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้ลี่หมิงชอบใช้คำพูดกำกวมกับเขาตลอด
"เช้าแล้วก็รีบ ๆ ไสหัวไปเลย เราจะเขียนนิยายของเราต่อ"
"โธ่ เสียนหลานเพื่อนรัก ใจไม้ไส้ระกำซะจริง ๆ"
ว่าพลางลู่เสียนหลานจึงเดินออกมา ทิ้งให้ลี่หมิงนั่งหน้าบูดบึ้งอย่างไม่ใส่ใจ เท้าเรียวมุ่งตรงไปยังเก้าอี้ตัวประจำของเขาในทันใด เรียวมืองามเลื่อนสกอเมาส์เข้าเว็บไซต์ช้า ๆ นิยายเรื่องเดิมที่ลบไปแล้ว ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
"อีกแล้ว อีกแล้ว อะไรกันนักกันหนา ลบยากลบเย็นซะจริง ๆ เลยนะ"
.
.
.
"จะหนีไปที่ใดเช่นนั้นหรือ เจ้าปีศาจจิ้งจอกน้อย"
ทันทีที่เขาอ่านเนื้อหาด้านใน ลู่เสียนหลานชะงักงันในทันใด ริมฝีปากงามอ้าหวอ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
"อะไรกัน เนื้อหาแบบนี้..." ลู่เสียนหลานยกมือกุมขมับ ภายในใจของเขาเต้นดังโครมคราม รัวเสียงดังสนั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง นิยายที่ตั้งใจจะแต่งขึ้นมาใหม่ตั้งแต่เมื่อคืน พล็อตที่เคยวางไว้ ตอนนี้เลือนหายไปหมดแล้ว นิยายที่ลู่เสียนหลานตั้งใจลบออกไปแล้ว ยังคงกลับมาวนเวียนหลอกหลอนเขาไม่เลิกราไม่เว้นแม้แต่ในฝัน
ชายหนุ่มคนนั้น เขาคงไม่ใช่เซียวจื่อเฟิ่งตัวละครที่ลู่เสียนหลานได้สร้างขึ้นมาเองกับมือใช่ไหม ภาพจำในห้วงแห่งความฝันยังคงติดตาของลู่เสียนหลาน ยิ่งเขาหลับตาลงยิ่งย้อนเห็นภาพเดิมซ้ำ ๆ นาทีที่เจ้าจิ้งจอกน้อยถูกคันธนูจ่อยิง ช่างทำให้ตัวเขารู้สึกปั่นป่วน เสียวสันหลังวูบวาบเสียเหลือเกิน
