ตอนที่ 2 : เนรเทศรัชทายาท
พระมเหสีอมีนา ยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทหารที่ครั้งหนึ่งเคยถวายสัตย์ปฏิญาณจะปกป้องนาง สุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์บัดนี้อยู่ในชุดบรรทมสีขาวที่ฉีกขาด ผมยาวสลวยยุ่งเหยิง พระนางไม่ได้ร้องขอชีวิตด้วยความขลาดเขลา แต่ดวงตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเมื่อมองไปยังชายผู้เป็นสามี ซึ่งบัดนี้มีเพียงดวงตาที่ว่างเปล่าและเกรี้ยวกราด
“ฝ่าบาท... แม้แต่ความรักสิบปีของเรา ก็มิอาจต้านทานคำลวงของนางงูเห่าผู้นี้ได้เชียวหรือ” พระนางตรัสด้วยสุรเสียงสั่นเครือ
บรรยากาศใน กอศร์ (พระราชวัง) ยามนี้หนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยหินก้อนใหญ่ ลมทะเลทรายหวีดหวิวลอดผ่านช่องหน้าต่างสูงตระหง่านคล้ายเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณ พระมเหสีอมีนาประทับยืนอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางเหล่าทหารที่ขยับดาบในมืออย่างลังเล แต่สายตาของสุลต่านที่จ้องมองลงมาจากบัลลังก์กลับทำให้พวกเขาต้องก้มหน้าด้วยความกลัว
“ความรักสิบปีงั้นหรือ” สุลต่านแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความวิปลาสที่ถูกพิษกัดกิน
“ความรักของเจ้าคือการแอบวางยาในสุราของข้าทุกค่ำคืน หรือคือการปันใจให้ชายชู้ในวันที่ข้าล้มป่วยกันแน่”
พระสนมดารินที่ประทับอยู่ข้างวรกายขยับเข้ามาใกล้พระกรรณของสุลต่าน นิ้วเรียวที่แต่งแต้มด้วยสีแดงสดดุจโลหิตวางลงบนบ่าของพระองค์เบาๆ ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่เสแสร้งจนน่าคลื่นไส้
“ฝ่าบาททรงสดับสิเพคะ... ขนาดอยู่ในห้องพิพากษานางยังบังอาจใช้ 'คำว่ารัก' มาเป็นเครื่องมือล่อลวงท่านอีก หากท่านใจอ่อนเพียงนิด คมดาบของชู้นางอาจจะจ่ออยู่ที่คอหอยของท่านในคืนนี้ก็เป็นได้ นางมิใช่พระมเหสีที่แสนดีคนเดิมอีกต่อไปแล้วเพคะ นางคือมัจจุราชในร่างมนุษย์ที่หวังจะกลืนกินราชบัลลังก์ของท่าน”
“หุบปากเสียดาริน” พระมเหสีอมีนาตวาดกลับด้วยศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่
“เจ้ามันนางงูพิษที่เลี้ยงไม่เชื่อง”
“บังอาจ” สุลต่านตบพนักบัลลังก์ดังฉาด ทรงลุกขึ้นยืนด้วยพระวรกายที่สั่นเทิ้มจากฤทธิ์พิษและโทสะที่ถูกจุดติด
“ดารินพูดถูก... เจ้ามันนางแม่มดที่ใช้ความสวยบังหน้า แม้แต่ซาอีด เจ้าก็คงสั่งสอนให้เขากลายเป็นกบฏเหมือนเจ้าสิหน่า” พระสนมดารินลอบยิ้มเยาะ สายตาที่มองลงมายังอมีนาเต็มไปด้วยความเหนือกว่า นางแสร้งทำเป็นหวาดกลัวพลางซบหน้าลงกับไหล่ของสุลต่านอีกครั้ง
“ฝ่าบาท... หม่อมฉันกลัวเหลือเกินเพคะ หากนางยังมีลมหายใจ หม่อมฉันและลูกในครรภ์คงมิอาจอยู่อย่างเป็นสุขได้”
คำพูดเรื่อง ‘ลูกในครรภ์’ ที่อาจเป็นคำลวงอีกอย่างหนึ่งเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดขาดสติของสุลต่าน พระองค์ตวัดพระเนตรที่แดงก่ำไปทางเพชฌฆาต
“จบเรื่องนี้เสีย! ข้าไม่อยากเห็นหน้านางแพศยาผู้นี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว! ประหารนางบัดนี้!!!”
อมีนาทรุดตัวลงคุกเข่า ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ต่อความผิดที่ไม่ได้ก่อ แต่เพราะความเสียใจที่ชายผู้เป็นรักเดียวในชีวิต กลับกลายเป็นคนพิพากษาประหารชีวิตนางด้วยความเขลาเพียงเพราะคำพูดของหญิงชั่วเพียงไม่กี่คำ
ซาอีดบุกฝ่าทหารมหาดเล็กเข้ามาด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี ประตูหินอ่อนยักษ์ถูกผลักเปิดออก แต่เสียงที่เขาได้ยินกลับไม่ใช่เสียงเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง แต่มันคือเสียง "ฉับ" ของโลหะที่ตัดผ่านเนื้อและกระดูก ภาพที่เขาเห็นคือ... ร่างของพระมารดาทรุดลงกับพื้นช้าๆ ดุจกลีบดอกลิลลี่ที่ร่วงโรย เลือดสีแดงฉานไหลนองจากลำคอระหง อาบพื้นหินอ่อนสีขาวนวลจนกลายเป็นสีทับทิมสยดสยอง ดวงตาของพระนางยังคงเบิกกว้าง มองตรงมาที่ซาอีดคล้ายจะตรึงภาพลูกชายไว้เป็นสิ่งสุดท้ายในลมหายใจ
ซาอีดถลาเข้าไปกอดประคองร่างที่ไร้วิญญาณของพระมารดา สองมือของเขาพยายามจะอุดบาดแผลที่ลำคอระหงเพื่อรั้งลมหายใจที่ไม่มีวันกลับมา เลือดอุ่นๆ ไหลซึมผ่านง่ามนิ้ว อาบชุดคลุมและผิวขาวของเขาจนแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับกลิ่นแป้งร่ำดอกมะลิที่แม่ชอบใช้ มันเป็นสัมผัสสุดท้ายที่กรีดแทงลึกลงไปในจิตวิญญาณ
“ท่านแม่... ตื่นสิเพคะ... ลูกมาแล้ว ลูกอยู่นี่...” เขาพึมพำเหมือนคนเสียสติ ท่ามกลางความเงียบงันของเหล่าทหารที่ยืนก้มหน้า
เมื่อความโศกเศร้าพุ่งถึงขีดสุด ซาอีดเงยหน้าที่เปื้อนเลือดขึ้นจ้องมองชายบนบัลลังก์ ดวงตาของเขาแดงก่ำ แฝงไปด้วยความตัดพ้อและเคียดแค้น
“ท่านพ่อ... ท่านดูสิ่งที่ท่านทำสิ หญิงที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่าน หญิงที่คอยเช็ดเหงื่อให้ท่านยามท่านตรากตรำ ท่านปลิดชีพนางเหมือนหมูหมาเพียงเพราะคำลวงของนางผู้หญิงคนนี้หรือ”
สุลต่านก้าวลงจากแท่นประทับอย่างช้าๆ ทว่าไม่ใช่เพื่อมาปลอบโยน แต่เพื่อก้าวถอยหลังด้วยความขยะแขยงราวกับเห็นสิ่งอัปมงคล พระองค์ถ่มน้ำลายลงบนพื้นหินอ่อนที่นองไปด้วยเลือดของอมีนา
“อย่ามาเรียกข้าว่าพ่อ ปากของเจ้าที่เอ่ยคำนั้นออกมามันน่ารังเกียจนัก” สุลต่านตวาดจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน
“ข้ามองเห็นเงาของไอ้กบฏนั่นในดวงตาของเจ้า เลือดที่ไหลอยู่ในตัวเจ้าน่ะหรือ มันคือเลือดโสโครกที่เกิดจากการทรยศ ข้าเสียใจนักที่เคยหลงเชื่อว่าเจ้าคือสายเลือดของข้า”
“แต่ข้าคือลูกของท่าน! ท่านทรงอุ้มข้าวิ่งเล่นในสวนกุหลาบ ทรงสอนข้าจับดาบเล่มนี้” ซาอีดชูมือที่สั่นเทาหวังจะดึงความทรงจำที่เคยงดงามกลับมา
“นั่นคือความโง่เขลาของข้าในอดีต” สุลต่านตวาดขัด
“บัดนี้ข้าตาสว่างแล้ว... ทหารลากมันออกไป ทำลายตราประทับรัชทายาทนั่นทิ้งเสีย คนอย่างมันไม่คู่ควรแม้แต่จะใช้นามสกุลเดียวกับข้า”
ทหารมหาดเล็กกรูเข้ามาชาร์จตัวซาอีด เขาถูกกดใบหน้าลงกับพื้นหินที่เปียกชุ่มด้วยเลือดของแม่ หัวใจของซาอีดแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี เมื่อเห็นพระสนมดารินขยับเข้าไปเกาะแขนสุลต่านพลางส่งยิ้มหยันมาที่เขา ราวกับจะบอกว่า 'ชัยชนะเป็นของข้าแล้ว'
“ไสหัวไปซะซาอีด! ไปตายในทะเลทรายคาฟารีนา ไปดูสิว่าเทพเจ้าแห่งความตายจะต้อนรับลูกนอกคอกอย่างเจ้าหรือไม่!” สุลต่านประกาศก้องเป็นคำสุดท้ายก่อนจะสะบัดฉลองพระองค์เดินหันหลังกลับอย่างไม่ไยดี
