๕ โลกแตกสลายลงตรงหน้า (๑)
๕
โลกแตกสลายลงตรงหน้า
ตั้งใจทำงานเพื่อที่ตอนเย็นจะได้ลงไปดูการแสดงของหล่อน ทว่าได้รับโทรศัพท์จากเลขานุการหน้าห้องว่ามีคนมาขอพบ ตอนแรกคิดจะปฏิเสธเพราะไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับใคร เขาต้องการไปหาอัญชิสาให้เร็วที่สุด
รอคอยคำตอบว่าเธอจะตกลงคบกันหรือเปล่า หัวใจเต้นรัวหากวินาทีนั้นมาถึงจริงคงดีใจเป็นอย่างมาก แต่เขาก็รู้ดีว่าหล่อนคงต้องการเวลามากกว่านี้ ซึ่งตนไม่อยากคิดในทางลบว่าอีกฝ่ายอาจอยากคุยกับผู้ชายคนอื่นเพื่อประกอบการตัดสินใจหรือเปล่า
ปัดความคิดด้านลบออกไปให้หมด เร่งทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จสิ้น เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับนางบุษบาของตัวเอง ก่อนพบว่าตอนนี้หล่อนอยู่หน้าห้องทำงานของเขา เล่นเอาร่างหนาเกือบลุกจากเก้าอี้ออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องตั้งสติยอมอนุญาตให้เธอเดินเข้ามา เพียงแค่ประตูเปิดออกพร้อมกับหญิงสาวที่ปรากฎกายก็ทำให้ธนนท์ปภพยิ้มกว้าง
“พี่นึกว่าฟังผิดซะอีก...ดีใจที่อัญมาหาพี่” ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาหาหล่อน หมายจะคว้าหญิงสาวมากอดก็นึกขึ้นได้ว่าเรายังไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์มากไปกว่าพี่น้อง เธอยังต้องการเวลามากกว่านี้แล้วเขาก็ตกลงว่าจะให้เวลาแก่อีกฝ่าย
จึงไม่อยากเร่งรักถึงความจริงจะอยากเป็นแฟนมากแค่ไหนก็ตาม ต้องเคารพการตัดสินใจของอัญชิสา แล้วรอเวลาที่เราจะได้สมหวัง
เขาพาเธอไปนั่งที่มุมรับรองแขกซึ่งจะเป็นโซฟายาวที่หันเข้าหากันโดยมีโต๊ะกระจกคั่นตรงกลาง เจ้าของห้องตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดที่เธอมาเยือน ใบหน้าปิดไม่มิดว่าดีใจแค่ไหนจนหล่อนนึกละอายที่การมาครั้งนี้คือต้องการขอความช่วยเหลือจากชายหนุ่ม
“คือว่า...อัญ...อัญอยากให้พี่ช่วย...” นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเขา มือบางกุมไว้ที่หน้าขาไม่กล้าจะสบตากับอีกฝ่ายด้วยซ้ำ เอ่ยเสียงกระท่อนกระแท่นเกือบจับใจความไม่ได้ แต่ประโยคสุดท้ายทำให้เขาทราบว่าเธอมีเรื่องหนักใจ
“ช่วยอะไรเหรอ” พร้อมรับฟังเต็มที่ยิ่งทำให้หล่อนรู้สึกผิดมากกว่าเดิมจนไม่อยากเอ่ย เธอนิ่งไปสักพักแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึก กัดริมฝีปากล่างของตัวเองจนห่อเลือดและทุกอากัปกริยาตกอยู่ในสายตาของชายหนุ่ม จนเขานึกกังวลไปด้วยกลัวว่าเธอจะขอให้เราห่างกัน
เกือบโพล่งออกไปไม่ให้เธอพูด แต่กลับรับรู้ว่าเรื่องที่เธอต้องการเอ่ยคือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในครอบครัว เขาจึงนั่งฟังอย่างตั้งใจแม้ว่าอัญชิสาจะไม่ได้อธิบายมากกว่านั้นก็ตาม
“ครอบครัวของอัญกำลังลำบาก ถ้าอยากให้พี่ช่วยหน่อยได้ไหมคะ” ใบหน้าหวานก้มมองพื้นแทนการสบตาเขา ชายหนุ่มรู้ดีว่าหล่อนคงกำลังเครียดเป็นอย่างมาก จึงอยากแบ่งเบาความทุกข์ในใจของหญิงสาวบ้าง
“ช่วยเรื่องอะไรครับ”
“พี่พอจะ...สั่งผลิตของใช้ในโรงแรมกับโรงงานของพ่อได้ไหม” บอกจบประโยคในคราวเดียวแล้วค่อยเงยหน้ามองธนนท์ปภพเหมือนกำลังลุ้นกับคำตอบของเขา ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะยอมช่วยหรือเปล่า เขาอาจมองหล่อนเปลี่ยนไปก็ได้
นึกกังวลจนไม่อาจปกปิดความคิดไว้ได้ เขารับรู้ว่าหญิงสาวก็ทุกข์ใจเช่นเดียวกันที่ต้องมาพูดเรื่องนี้ แต่ชายหนุ่มก็ต้องบอกเธอตามความจริง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในการตัดสินใจของเขาคนเดียว มีโรงงานที่ใช้บริการมาหลายสิบปี ทั้งยังรู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดี หากเขายกเลิกการผลิตที่นั่นด้วยเหตุผลส่วนตัวคืออยากช่วยครอบครัวหล่อนก็ดูหลงผู้หญิงมากเกินไป
ทว่าอัญชิสามาขอร้องขนาดนี้คงหมดหนทางแล้วจริงๆ เขาจึงไม่อาจปล่อยผ่านได้ อย่างน้อยก็จะพยายามช่วยหญิงสาวสุดความสามารถ
“เรื่องนี้ฝ่ายจัดซื้อเขาเป็นคนรับผิดชอบ พี่ตัดสินใจเองทั้งหมดไม่ได้หรอก...แต่เดี๋ยวพี่จะคุยกับฝ่ายจัดซื้อให้นะ” พยายามพูดเพื่อให้เธอคลายความกังวล แล้วดูเหมือนหญิงสาวจะอาการดีขึ้นกว่าเมื่อครู่มากพอสมควร
“ค่ะ”
หล่อนรู้สึกว่าตัวเองใช้ความรักที่เขาให้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จนไม่กล้าจะสู้หน้าจึงเลือกจะหลบสายตา ไม่อยากให้เรื่องของเรามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่เธอก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ บิดาพูดกรอกหูอยู่ทุกครั้งที่เจอหน้าจนต้องมาพูดกับเขา
อย่างน้อยธนนท์ปภพก็ตอบรับแล้ว เชื่อว่าเขาคงไม่ได้เอ่ยปากเปล่า คงช่วยหล่อนสุดความสามารถอย่างแน่นอน คิดอย่างนั้นก็ยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิม
ทั้งที่เขาจริงใจขนาดนี้ หล่อนกลับไม่สามารถตอบแทนอีกฝ่ายได้เลย...
“หลบตาพี่ทำไม” โต๊ะที่ขวางกั้นระหว่างเราเอาไว้ทำให้ร่างสูงนึกหงุดหงิด
“เกรงใจน่ะค่ะ” เงยหน้าสบตาเขาแล้วพยายามส่งยิ้มให้ชายหนุ่มเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดข้างในใจตัวเอง
“ไม่ต้องเกรงใจ มีอะไรก็คุยกันตรงๆ พี่ชอบแบบนี้มากกว่าจะมาอ้อมค้อมหรือโกหกกัน แบบนั้นพี่ไม่ชอบ” บอกอย่างตรงไปตรงมายิ่งทำให้หล่อนพูดไม่ออก ยังมีอีกหลายเรื่องที่ตนปกปิดเขาไว้ไม่ว่าจะเรื่องเป็นลูกเลี้ยง หรือคุยกับผู้ชายอีกหลายคนตามคำสั่งของครอบครัว อยากเล่าหรือระบายออกไปก็น้ำท่วมปากกลัวถูกมองไม่ดี
สุดท้ายแล้วหล่อนก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เป็นแค่คนที่โดนจูงจมูกเหมือนไม่มีความคิด...
“ค่ะ” ตอบรับเสียงเบา เพราะดูเหมือนว่าเธอจะทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบแล้ว ยิ่งรู้แบบนี้ความเป็นไปได้ของเราก็ยิ่งห่างไกลมากกว่าเดิม เธอไม่รู้เลยว่าจะสามารถสมหวังกับเขาได้หรือเปล่า เมื่อความรักมันไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป
“อยากได้อะไรอีกไหม” เขาถามเพราะอยากรู้ว่าหล่อนมีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า ค่อนข้างคาดหวังพอสมควรแต่หล่อนกลับส่ายศีรษะไปมา เหมือนว่าหมดธุระที่จะพูดแล้ว
“ไม่แล้วค่ะ” ถึงจะผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ทำให้ห่อเหี่ยวมากนัก เมื่อหล่อนไม่มีสิ่งใดจะขอก็ให้เป็นหน้าที่ของตนที่จะขอเอง
“แต่พี่อยากได้”
“คะ...อยากได้อะไรเหรอคะ” เลิกคิ้วแล้วมองเขาเชิงคำถาม ก่อนที่ร่างหนาจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วใช้โอกาสนี้เพื่อไปดินเนอร์กับหล่อนโดยไม่สนใจงานบนโต๊ะอีกต่อไป
“ไปกินข้าวกับพี่ได้ไหม” คำชวนของเขาเรียกรอยยิ้มจากเธอทันที
